สารในกลุ่ม Polyphenol : Green tea ชาเขียว

Green tea ชาเขียว

☀เช้านี้เราจะมาต่อกันเรื่องสารโพลีฟีนอล ตอนที่ 3 ค่ะ

ตอนนี้เลือกมาเอาใจคนรักชาเขียวเลยนะคะ ^^

สารที่จะเล่าถึงวันนี้ คือ สารในกลุ่มโพลีฟีนอล ที่พบใน “ชาเขียว” ค่ะ

จริงๆ แล้ว สารในกลุ่มโพลีฟีนอล ยังมีอีกหลายตัว มากๆๆๆ เลยค่ะ ซึ่งถ้าเขียนถึงทุกๆตัว อีก 3 ปียังเขียนไม่หมดเลย

Jaslyn เลยเลือก ยกตัวอย่างมาเฉพาะตัวที่ออกฤทธิ์แรง และพบว่ามีการใช้กันมากเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง และอาหารเสริมค่ะ

สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในใบชาเขียว คือ สารในกลุ่มที่เรียกว่า “cahtechin” ในกลุ่มนี้ตัวที่เด่นที่สุดคือ (-) -epigallocatechin-3-gallate (EGCG) เพราะออกฤทธิ์แรงและมีความคงตัวมากกว่าตัวอื่นๆ ซึ่งจากหลายๆงานวิจัยพบว่ามีการนำสารสกัดจากชาเขียวนำมาใช้ในรูปแบบทาบนผิวหนัง เพราะสามารถป้องกัน และ ช่วยฟื้นฟู ความเสื่อมของผิวหนังได้ คุณลักษณะเด่นของสารตัวนี้ มี 3 ข้อ หลักๆ คือ

  1. ต้านการอักเสบ (Anti-inflamatory)
  2. Anti-oxidant
  3. กระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA repair)
    จากการวิจัยพบว่า การใช้ สารสกัด EGCG ทา ในรูปแบบขี้ผึ้ง (Hydro phallic ointment) บนผิวหนังของหนู (mice) พบว่า สามารถยับยังการพัฒนาของเซลล์มะเร็งบนผิวหนัง จากการกระตุ้นของรังสี UV-B ได้ อย่างมีนัยสำคัญ จากการทดลองบนผิวคนพบว่า EGCG ในรูปแบบทา สามารถ ลดการอักเสบของผิวหนัง, ลดระดับ H2O2 และ NO (อนุมูลอิสระ) และ ลดปริมาณ Prostaglandin (เจ้าตัวนี้มีผลเกี่ยวกับกระบวนการอักเสบ) จากการกระตุ้นด้วย UV-B ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ต่อไปเป็นการทดลองเกี่ยวกับสารสกัดชาเขียวในรูปแบบทา ที่ Jaslyn อยากนำมาเล่าให้ฟังค่ะ

1. The efficacy of topical 2% green tea lotion in mild-to-moderate acne vulgaris

ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Drugs in Dermatology ปี 2009
การศึกษานี้ทดลองเกี่ยวกับประสิทธิภาพของโลชั่นที่มีสารสกัดชาเขียว 2% ในการลดการเกิดสิวในระดับ เล็กน้อย ถึง ปานกลาง โดยให้อาสาสมัคร 20 คน ทดลองทาโลชั่นที่มีสารสกัดชาเขียว 2% วันละ 2 ครั้ง นาน 6 สัปดาห์ ทำการวัดผลการทดลองทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อวัดจำนวนสิวที่เกิดขึ้น และอาการข้างเคียง พบว่า หลังจากใช้ไปนาน 6 สัปดาห์มีจำนวนสิวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. Clinical efficacy comparison of anti-wrinkle cosmetics containing herbal flavonoids

ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cosmetic Science ปี 2010
ในการทดลองนี้จะมีการตั้งตำรับ 3 แบบ โดยใส่สารสำคัญ ต่างกัน คือ สูตรที่ 1 สารสกัดจากใบแปะก๊วย 0.3%, สูตรที่ 2 สารสกัด ในกลุ่มชาเขียวและชาอื่นๆ 0.15% และสูตรที่ 3 สารสกัดจากถั่วเหลือง 0.3% แต่เลือกเฉพาะสูตรที่ 1 และ 2 นำมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพต่อผิวหนัง เพราะมีความคงตัวดี เปรียบเทียบประสิทธิภาพในหัวข้อ 1. ความชุ่มชื้น 2. ความเรียบเนียน 3. ลดความหยาบกร้าน 4. ลดริ้วรอย ทดลองในอาสาสมัคร 12 คน พบว่า สูตรที่ 1 เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวได้ 27.88% ความเรียบเนียนเพิ่มขึ้น 4.32% ความหยาบกร้านลดลง 0.4% ริ้วรอยลดลง 4.63% ในสูตรที่ 2 ที่มีสารสกัดชาเขียวอยู่ พบว่าสามารถ ลดริ้วรอยได้ได้ดีกว่า โดยริ้วรอยลดลง 9.9% และความเรียบเนียน เพิ่มขึ้น 0.31% ส่วนในแง่ ความชุ่มชื้นและลดความหยาบกร้านพบว่าไม่มีประสิทธิภาพ

จากการทดลองนี้ จะเห็นว่า คุณสมบัติเด่นของสารสกัดชาเขียว จะเด่นในแง่เป็น Anti-oxidant และลดการเกิดริ้วรอยค่ะ

สำหรับชาเขียวในรูปแบบรับประทาน Jaslyn แนะนำว่าให้รับประทานแบบชาชง แล้วดื่มภายใน 30 นาที จะให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุดค่ะ หากทิ้งไว้นานๆ จะเกิดการสลายตัวของสารสำคัญในกลุ่มโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ในชาเขียว และนอกจากนี้สารในกลุ่มนี้คา pH ยังมีผลต่อความคงตัวด้วยนะคะ การเติมสารแต่งสี กลิ่น หรืออื่นๆเพื่อปรับรสชาติ แล้วส่งผลต่อ pH (ความเป็นกรด-ด่าง) ก็กระตุ้นให้สารโพลีฟีนอลเกิดการสลายตัวเช่นกันค่ะ ซึ่งสารสำคัญจะมีความคงสภาพที่ภาวะค่อนข้างเป็นกรด pH น้อยกว่า 4 และสลายตัวที่เกือบหมดที่ pH > 8 (ค่อนข้างเป็นด่าง)

อ่านบทความเกี่ยวกับ Polyphenol ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>>> Polyphenol

อ้างอิง:

https://www.researchgate.net/publication/272149937_Chapter_63_-_Polyphenols_against_Skin_Aging
http://europepmc.org/abstract/med/19363854
http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1468-2494.2010.00522.x/full
http://pubs.acs.org/doi/abs/10.1021/jf9706080

 

green-tea-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7

เพิ่มเพื่อน
Share this: