Aging Theories – ทฤษฎีว่าด้วยความแก่

สวัสดีค่ะทุกคน

หลังจากที่เรารู้วิธีสังเกตตัวเองกันไปแล้วนะคะ วันนี้ Jaslyn จะมาเล่าถึง ทฤษฎีความแก่กันค่ะ

ใครยังไม่ได้อ่านวิธีสังเกตตัวเองเมื่อริ้วรอยแห่งวัยกำลังมาเยือน สามารถอ่านได้ที่นี่คะ >>>>> 6 สัญญาณเตือนภัย ริ้วรอยแห่งวัยกำลังมาเยือน

เหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างสงสัยว่า อะไรนะเป็นสิ่ง ที่กระตุ้นให้ความแก่มาเยือน และความแก่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็พยามค้นคว้าหาข้อมูล และตั้งเป็นทฤษฎีกันขึ้นมาค่ะ ซึ่งโดยทั่วๆไป เราจะแบ่งออกเป็น 5 ทฤษฎี ค่ะ

Aging Theories – ทฤษฎีความแก่

  1. Wear and Tear theory

    Wear and Tear theory ขอตั้งชื่อเองเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า ทฤษฎีความเสื่อม สึกหรอ โดย Dr.August Weissman ในปี ค.ศ. 1882 อธิบายว่า เมื่อเซลล์ในร่างกายเราถูกทำร้ายจากสิ่งต่างๆ เช่น สารพิษ รังสี UV แสงแดด โดยเริ่มตั้งแต่การถูกทำร้ายในระดับโมเลกุลภายในเซลล์ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเซลล์ก็จะเกิดความเสื่อม เกิดการสึกหรอ และตายในที่สุด

  2. Cross-linking theory of aging

    Cross-linking theory of aging โดย Dr. Johan Bjorksten ในปี ค.ศ. 1941 ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นมาจากการสังเกตว่า เมื่อเรามีอายุมากขึ้น โปรตีนและโครงสร้างโมเลกุลต่างๆ จะเริ่มเกิด การ Cross link ขึ้น และเกิดการฟอร์มพันธะแบบโควาเลนท์บอนด์ (Covalent bonds) ระหว่างกัน ส่งผลให้โมเลกุลมีขนาดโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น และสูญเสียความยืดหยุ่นไป เช่น เมื่อกลูโคส และโปรตีน เกิดการฟอร์มพันธะกัน จะส่งผลให้โครงสร้างโปรตีนเกิดการเปลี่ยนแปลง เสียสภาพ และเกิด อนุมูลอิสระขึ้น หากเกิดบริเวณผิวหนัง ก็จะส่งผลให้ผิวหนังไม่เรียบเนียน บางลง เช่น เมื่อคอลลาเจนในผิวหนังเกิดการ Cross-link ก็จะทำให้เกิดริ้วรอยขึ้น และส่งผลให้ความยืดหยุ่นในผิวลดลง

  3. Neuroendocrine theory

    Neuroendocrine theory หรือ ทฤษฎีต่อมฮอร์โมนไร้ท่อ โดย Dr.Vladimir Dilman ในปี ค.ศ. 1954 ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่อเราอายุมากขึ้น Hypothalamas ที่อยู่ในสมอง จะหลั่งฮอร์โมนต่างๆลดลง และมีประสิทธิภาพที่ลดลง ส่งผลให้การควบคุมระบบต่างๆภายในร่างกายมีประสิทธิภาพที่ลดลงตามไปด้วย โดยยังมีทฤษฎีอื่นที่เกี่ยวข้องอีก เชื่อว่า Cortisol จากต่อมหมวกไต ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจากความเครียด จะส่งผลให้ Hypothalamas ทำงานได้ลดลด และ Cortisol ที่เพิ่มสูงขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดการสลายของ Collagen ที่กล้ามเนื้อ

  4. Free Radical theory

    Free Radical theory โดย Dr. Denham Harmon ในปี ค.ศ. 1950 ขอเรียกว่า ทฤษฎี อนุมูลอิสระ นะคะ เป็นทฤษฎีที่มีการพูดถึงกันมาก และได้ยินกันบ่อยๆ Free radicle หรือ อนุมูลอิสระ คือ โมเลกุลที่มีอิเล็คตรอนคู่โดดเดี่ยว จึงทำให้มีความไม่เสถียรสูง ไวต่อการเกิดปฎิกิริยา ดังนั้น หากจะเสถียร เจ้าอนุมูลอิสระ ก็จะต้องแย่ง หรือขโมยอิเล็คตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงมา ซึ่งจะส่งผลให้เกิด อนุมูลอิสระอื่นๆขึ้นมาอีก อนุมูลอิสระ เช่น Superoxide anion, Hydroxyl radicle, Nitric oxide ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อ อนุมูลอิสระกระทำกับเซลล์เมมเบรน จะส่งผลให้เกิดของเสียขึ้น เช่น lipofuscins ซึ่งหากมีมากๆ จะทำให้เกิด Age spot หรือ จุดด่างดำแห่งวัยขึ้น หากเจ้าอนุมูลอิสระ ไปกระทำกับ คอลลาเจน และ อิลาสติน ในผิวหนัง ก็จะก่อให้เกิดการเสียสภาพ ส่งผลให้ผิวขาดความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอยในที่สุด จริงๆแล้ว อนุมูลอิสระก็พบและอยู่คู่กับเรามาตั้งแต่เราเกิดค่ะ แต่เมื่อเรายังมีอายุน้อย ร่างกายจะมีกระบวนการซ่อมแซม และฟื้นฟูตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ทำให้เราไม่พบริ้วรอยแห่งวัย แต่เมื่อเรามีอายุมากขึ้นกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นช้าลง และประสิทธิภาพลดลง ส่งผลให้เกิด ริ้วรอย จุดด่างดำ ความไม่เรียบเนียนต่างๆเกิดขึ้นค่ะ

  5. Telomere theory

    Telomere theory ขอเรียกว่า ทฤษฎีการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ โดย Alexei Olovnikov และJohn Watson ในปี ค.ศ. 1972 ขออธิบายก่อนค่ะว่า เทโลเมียร์ คือ ส่วนปลายสุดของโครโมโซม ที่มีการเรียงลำดับของกรดนิวคลีอิกซ้ำกันเป็นชุดๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทฤษฎีนี้เชื่อว่า ในการแบ่งเซลล์แต่ละครั้ง เทโลเมียร์ก็จะหดสั้นลงเรื่อยๆ การหดสั้นลงของเทโลเมียร์ จะนำไปสู่การเกิดความเสียหาย ความเสื่อมของเซลล์และการตายของเซลล์ในที่สุด

aging-theories

เพิ่มเพื่อน
Share this: