วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3

จากที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วนะคะว่า วิตามินที่นิยมนำมาใส่ในสกินแคร์กันมากมีหลักๆ 4 ตัว คือ วิตามิน A, วิตามิน B3, วิตามิน C และ วิตามิน E ซึ่งเรียกว่า 4 ตัวนี้เจอบ่อยมากๆ เป็นตัวพื้นฐานในสกินแคร์เลย

ตัวแรก วิตามิน A เราเล่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพจบไปแล้วนะคะใน ตอนที่ 1

มาถึงตัวที่ 2 กันบ้างนั่นคือ วิตามิน B3 หรือ ที่เรามักเห็นบ่อยๆ อีกชื่อหนึ่ง >>> Niacinamide<<< ตัวนี้จะพบบ่อยๆ ในสกินแคร์กลุ่มลดปัญหาสิว และลดความหมองคล้ำ หรือกลุ่มที่ปรับให้ผิวขาวกระจ่างใส (Whitening)

วิตามิน B3

วิตามิน B3 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ดี เป็นวิตามินที่สำคัญชนิดหนึ่งต่อผิวด้วยค่ะ เพราะเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ที่จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นโคเอนไซม์ภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NAD (nicotinamide adenine dinucleotide) ซึ่งจะเกิดกระบวนการฟอสโฟรีเลชัน(phosphorylation) กลายเป็น NAD(P) และเกิดกระบวนการรีดักชันกลายเป็น NAD(H) หรือ NAD(PH) ซึ่งมีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant (ต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งโคเอนไซม์ข้างต้นที่กล่าวมามีความเกี่ยวข้อง และช่วยในการทำงานร่วมกับเอนไซม์อื่นๆที่อยู่ในผิวหนังค่ะ

วิตามิน B3 รูปแบบที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์บ่อยๆ ได้แก่ niacinamide (อันนี้เจอบ่อยสุด), nicotinic acid, และในรูปเอสเทอร์ เช่น tocopheryl nicotinate, myristoyl nicotinate, และ benzyl nicotinate

มีการศึกษาอย่างมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามิน B3 ต่อผิวค่ะ ขอแบ่งเป็นข้อๆ นะคะ

1.สามารถทำให้โครงสร้างผิวหนัง (Skin barrier) แข็งแรงขึ้นได้ โดยสามารถเพิ่มจำนวนชั้นของโครงสร้างผิวหนัง จากการกระตุ้นการสร้างโปรตีน และชั้นไขมันที่ผิวหนัง และเมื่อวัดผล TEWL (Transepidermal water loss) ปริมาณน้ำที่สูญเสียจากผิวหนังแล้ว พบว่าหลังใช้วิตามิน B3 ผิวหนังสูญเสียน้ำลดลงค่ะ แสดงให้เห็นว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นหลังใช้

2.สามารถลดขนาดของรูขุมขน และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น เนื่องจากวิตามิน B3 สามารถลดการสร้างไขมัน (Sebum) ที่ถูกผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนังได้ จากคุณสมบัติข้อนี้นี่เองค่ะ จึงมีความนิยมในการนำวิตามิน B3 ไปใส่ในสกินแคร์ที่มีผลในการลดปัญหาสิว และลดความมันบนใบหน้า เพราะเมื่อไขมันถูกสร้างออกมาน้อยลง การเกิดสิวอุดตันก็จะน้อยลงไปด้วย

3.ลดการเกิด blotchy skin (ปื้นสีแดงที่ผิวหนัง บางครั้งจะรู้สึกคันระคายเคือง) เนื่องจากวิตามิน B3 จะทำให้โครงสร้างผิวหนังแข็งแรงขึ้น และลดการอักเสบที่ผิวได้

4.ลดการเกิดริ้วรอยขนาดเล็ก และริ้วรอยลึก จาก 2 กลไก คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง และลดการสร้าง GAG (Glucosaminoglycan) ที่มากเกินไปในชั้นผิวหนังส่วนบน (เชื่อว่า ปริมาณ GAG ที่มากเกินไปจะทำให้ผิวดูไม่สวยงาม อันนี้จากที่อ่านเข้าใจว่าคงประมาณว่าหาก GAG มากเกินผิวจะไม่เรียบเนียน)

5.ลดการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ จุดด่างดำ โดยยับยั้งไม่ให้เมลาโนโซม (Melanosome) ถูกขนส่งจากเมลาโนไซท์ (Melanocyte) ไปสู่เซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า หากการขนส่งเมลาโนโซมถูกยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินก็จะถูกยับยั้งไปด้วย เราทราบกันดีว่าถ้าเม็ดสีเมลานินมากขึ้นที่ผิวหนังจะทำให้ผิวหมองคล้ำ และหากเกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินมากเฉพาะจุด ก็จะทำให้เกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำนั่นเองค่ะ

6.ลดความเหลืองของผิว (Yellowing) คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ของ NADP(H) โดยเฉพาะการยับยั้ง Protein glycation (ยับยั้งการเกิดการจับกลุ่มกันของโมเลกุลโปรตีนกับน้ำตาลด้วยพันธะโควาเลนท์บอนด์) ซึ่งเมื่อโปรตีนเกิดการ Cross-linked จะได้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายเป็นโปรตีนที่มีสีน้ำตาล (Yellow-brown protein) และเมื่อโปรตีนตัวนี้อยู่ที่ผิว จะทำให้ผิวดูเหลือง แต่วิตามิน B3 สามารถยับยั้งกระบวนการนี้ได้

ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับผลของวิตามิน B3 ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางค่ะ และยังพบว่าหากผิวขาดวิตามิน B3 จะทำให้ผิวไวต่อแสงที่มากระตุ้น และกระบวนการซ่อมแซมผิวหลังถูกแสงแดดทำร้ายก็จะโดนยับยั้งไปด้วย นอกจากนี้ยีนส์ Sirtuin ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยืดอายุขัยของเซลล์ และการซ่อมแซม ก็จะถูกยับยั้งเช่นกัน

ในสกินแคร์ จะใส่วิตามิน B3 ที่ความเข้มข้น 1-5%

สิ่งที่ต้องระวังมากๆเกี่ยวกับวิตามิน B3 สำหรับคนที่ตั้งสูตรตำรับ มี 3 เรื่องค่ะ คือ

  1. ระวังเรื่องกระบวนการ Hydrolysis เนื่องจากหากเกิดสิ่งนี้แล้ว Niacinamide และ nicotinate esters จะถูกเปลี่ยนเป็น Nicotinic acid ซึ่งมีความระคายเคืองผิว ทำให้ผิวเกิดอาการแดง เรียกว่า Flushing effect แม้ความเข้มข้นแค่ 1% ก็สามารถทำให้เกิดอาการนี้ได้ ถ้าใส่น้อยๆ ก็มีบางผลิตภัณฑ์ใส่ลงไปเหมือนกันเพื่อให้ผิวขาวอมชมพู
  2. การปรับ pH ต้องอยู่ในช่วง 4-7 ไม่เช่นนั้นก็จะไม่คงสภาพ และเกิด Hydrolysis
  3. สารที่ใส่ร่วมในตำรับ หากเป็นสารที่มีความเป็นกรด เช่น Salicylic acid หรือ สารที่เกิดปฎิกิริยาเคมีกันได้ เช่น Zinc oxide ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะตำรับที่ได้จะมีปัญหาความไม่คงสภาพของวิตามิน B3

สำหรับตอนต่อไปของ วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม (ตอนที่ 3) ซึ่งเป็นตอนต่อไป เราจะเล่าเกี่ยวกับวิตามิน C

อย่าลืมติดตามนะคะ น่าสนใจมากๆค่ะ

ก่อนหน้า

วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A

อ่านต่อ

วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C

อ้างอิง

  1. หนังสือ Cosmeceuticals 3 rd edition: Procedures in Cosmetic Dermatology Series
  2. Donald L. Bissett, PhD (2009).Common cosmeceuticals : Clinics in Dermatology,27,435-445

vitamin-b3

เพิ่มเพื่อน
Share this: