เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ต่างกันอย่างไร? ตอนที่ 1

เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ต่างกันอย่างไร? ตอนที่ 1

สวัสดีเช้าวันอาทิตย์ค่ะทุกคน วันนี้ Jaslyn มีเรื่องเล่ายามเช้ามาเสริฟค่ะ

คำที่หลายๆ คนคุ้นหู เคยได้ยิน ได้เจอบ่อยๆ คำหนึ่ง เมื่อเราเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง ก็คือ คำว่า “เวชสำอาง”

เราจะมาเล่าเรื่อง เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง กันค่ะ

“เวชสำอาง” คือ อะไร?

เวชสำอาง แปลมาจากคำว่า Cosmeceuticals ซึ่ง มาจากการรวมคำ 2 คำ คือ คำว่า Cosmetics (เครื่องสำอาง) + Pharmaceuticals (ยา, เกี่ยวกับยา, เกี่ยวกับเภสัชกรรม)
จริงๆแล้ว คำว่า เวชสำอาง (Cosmeceuticals) ไม่ใช่ คำใหม่ มีการใช้คำนี้มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1961 โดย Raymond Reed และ ใน ปี ค.ศ. 1984 โดย Albert Kligman จาก University of Pennsylvania ก็ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น โดยมีนิยาม ดังนี้ค่ะ

Cosmeceuticals คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่มีสารสำคัญออกฤทธิ์บางอย่างคล้ายยา แต่ไม่ใช่ยา และให้ผลดีต่อโครงสร้างของผิวหนัง โดยสามารถซึมผ่านเข้าไปในผิวหนังแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของผิวหนังได้ ส่วนใหญ่สารสำคัญในเวชสำอาง มักเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ แร่ธาตุ วิตามิน

เวชสำอาง (Cosmeceuticals) มีคุณสมบัติดังนี้

  1. มี Pharmaceutical Activity ส่งผลต่อโครงสร้างผิวหนัง (แต่คุณสมบัตินี้นำไปใช้กับผิวหนังลักษณะปกติ หรือ เกือบปกติ แต่ไม่ใช่โรคผิวหนัง เช่น ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ความแห้งลดลง แต่ ไม่สามารถใช้กับผิวที่แห้ง ลอก แล้วเกา จนติดเชื้อ อักเสบได้ เพราะหากติดเชื้อ ก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ใช่ใช้เวชสำอาง เป็นต้น)
  2. มีผลดีเมื่อใช้กับผิวหนังที่อาจจะมีความผิดปกติบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นโรค
  3. สามารถป้องกันผิวไม่ให้เกิดความผิดปกติบางอย่างได้เล็กน้อย แต่ไม่ใช่ป้องกันโรค เช่น สามารถลดการเกิดริ้วรอยได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายผิว

และในการที่จะบอกว่า สามารถมี Pharmaceutical Activity คือ สามารถเปลี่ยนแปลง เป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างผิวได้นั้น ก็จะต้องมีผลการศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นๆ เป็นผลทดลองทางวิทยาศาสตร์ จากสถาบันที่น่าเชื่อถือ มาแสดงด้วย รวมถึง ควรมีผลการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ด้วย เช่น ผล Dermatological test เป็นต้น ค่ะ แบบถ่ายรูปก่อนใช้ หลังใช้ มาเทียบเฉยๆ ว่าดีขึ้น อะไรประมาณนี้ไม่นับว่าเป็นเวชสำอางค่ะ ต้องมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น ค่าความลึกของริ้วรอย, ค่า Melanin index, หรือ TEWL อะไรแนวนี้ เป็นต้น ถึงจะนับค่ะ

หากไม่มีตามด้านบนนี้ ยึดตามยุโรป และ ญี่ปุ่นนะคะ ไม่นับว่าเป็นเวชสำอาง

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน คำว่า เวชสำอาง ยังไม่ได้รับการยอมรับสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย และของประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น คำนี้จึงยังไม่มีผลในการรับรองชนิดของผลิตภัณฑ์ใดๆตามกฎหมาย

ส่วนในยุโรป เวชสำอางจัดเป็นคลาสย่อยของเครื่องสำอางอีกที ส่วนในญี่ปุ่น มีการใช้คำว่า Quasi Drug ซึ่งหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในระดับเล็กน้อย ถึงปานกลาง ในการออกฤทธิ์คล้ายคลึงยา มีข้อบ่งใช้ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายถึง เครื่องสำอางทุกตัวที่มี สารสำคัญสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวหนังจะสามารถเป็น Quasi Drug ได้ จะมีข้อรายละเอียด ข้อกำหนดปลีกย่อยอีกเยอะพอสมควรค่ะ

คำว่า “เวชสำอาง” ในปัจจุบัน เป็นคำที่นิยมใช้กันมากในการตลาดเพราะ ให้ผลในการเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มมูลค่าสินค้า และสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ค่ะ แต่อย่างลืมนะคะทุกคนตามนิยาม แล้ว ผลของเวชสำอาง ต่อผิวหนัง อยู่ที่ระดับเล็กน้อย ถึงปานกลาง ดังนั้นหากจะหวังผลมากๆ เช่น ฝ้าหายขาด หรือ ริ้วรอยหายเกลี้ยง ย่อมเป็นไปไม่ได้ค่ะ

เครื่องสำอาง (Cosmetics) ตามนิยาม ของ พรบ. เครื่องสำอาง ฉบับ 2558

(1) วัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทําด้วยวิธีอื่นใด กับส่วนภายนอกของร่างกายมนุษย์ และให้หมายความรวมถึงการใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏ หรือระงับกลิ่นกาย หรือปกป้องดูแลส่วนต่างๆ นั้น ให้อยู่ในสภาพดี และรวมตลอดทั้งเครื่องประทิ่นต่างๆ สําหรับผิวด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย
(2) วัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสําอางโดยเฉพาะ
(3) วัตถุอื่นที่กําหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสําอาง

ยา ตามความหมายของ พรบ.ยา พ.ศ. 2510
ยา (Drug)

(1) วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ
(2) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย บําบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือความเจ็บปวยของมนุษย์หรือสัตว์
(3) วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์หรอเภสัชเคมีภณฑ์กึ่งสำเร็จรูป
(4) วัตถุที่มุ่งหมายสาหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้างหรือ การกระทําหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์

สำหรับ เรื่อง เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะคะ มีตอนต่อไปค่ะ

อ่านต่อ

ตอนที่ 2 :  เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 2
ตอนที่ 3 :  เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 3

สำหรับใครที่อยากอ่านเพิ่มเติมนะคะ อ้างอิง :

http://library2.parliament.go.th/…/conte…/law86-080958-5.pdf
http://wops.moph.go.th/ops/minister_06/Office2/drug1.pdf
https://books.google.co.th/books…
https://books.google.co.th/books…
http://www.fda.gov/…/Guidance…/LawsRegulations/ucm074201.htm
http://www.ijrpc.com/files/20-386.pdf
https://www.jetro.go.jp/…/health…/quasi_drug_rules_japan.pdf
Mônica Manela-Azulay, MD, PhDa,⁎, Ediléia Bagatin, MD, PhDb, Cosmeceuticals vitamins, Clinics in Dermatology (2009) 27, 469–474

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87-vs-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87

เพิ่มเพื่อน
Share this: