เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ต่างกันอย่างไร? ตอนที่ 2

สวัสดีค่ะ สาวๆ วันนี้เรามาต่อกันนะคะ

เรื่อง เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ต่างกันอย่างไร? ตอนที่ 2

อย่างที่กล่าวไปใน ตอนที่ 1 คำว่า “เวชสำอาง” ยังไม่ได้รับการยอมรับสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย และของประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น คำนี้จึงยังไม่มีผลในการรับรองชนิดของผลิตภัณฑ์ใดๆตามกฎหมาย”

แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้คำนี้ไม่ได้นะคะ สามารถใช้ได้ค่ะ แต่หมายความว่า “กฏหมายไม่ได้กำหนดนิยามเอาไว้” เพราะฉะนั้นใครอยากจะเคลมก็ได้ ไม่ผิดกฏหมาย แต่ก็เคลมในแง่ของการโฆษณาเท่านั้น ต่างกับยุโรปที่มีการกำหนดนิยามเอาไว้ และการจะเคลมได้ ก็ต้องมีงานวิจัยว่าส่งผลต่อโครงสร้างของผิวหนังจริงๆ รองรับซะก่อน

สำหรับที่อเมริกาก็เคยมีดราม่าเล็กๆระหว่าง FDA กับบริษัทเครื่องสำอาง เพราะบริษัทเครื่องสำอางอยากใช้คำว่า Cosmeceuticals หรือแปลเป็นไทยว่าเวชสำอางมาก แต่ FDA ของอเมริกาก็บอกว่า ถ้าอยากเป็นเวชสำอาง ก็ไปทำงานวิจัยมารองรับประสิทธิภาพ และทำตามข้อกำหนดที่ยุ่งยาก เยอะแยะ แบบของยาเลย แล้วก็ขึ้นทะเบียนเป็นยาไปเลยซะก็จบ แต่บริษัทเครื่องสำอางก็บอก ไม่เอา ไม่อยากทำ แล้วก็ไม่อยากเป็นยาด้วย เพราะเค้าเป็นเครื่องสำอาง ถ้าเป็นยาจะโฆษณาหรือทำการตลาดก็ยาก ใครจะไปอยากทำ

ตัวอย่างเช่น กรณีของ AHA ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ให้ความเห็นว่า AHA มีความเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวหนังชั้น Stratum corneum ได้ ลึกลงไป 20 – 30 ชั้นเลย โดยเฉพาะ ในสูตรที่มี PH = 3 หรือ ต่ำกว่า 3 หรือแม้แต่ในสูตร มีความเข้มข้นของ AHA ต่ำกว่า 10% – 10% แต่มี PH = 3.5 ก็สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ พอลูกค้าซื้อไปทาก็จะรู้สึกกัด แสบๆ ที่ผิว ก็เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ที่กัดๆ รู้สึกแสบๆ นี่แหละดี จริงๆแล้วเป็นความเข้าใจผิด ความรู้สึกที่เกิด เกิดจากการที่กรดซึมผ่านผิวหนังเข้าไปลึกถึงชั้นหนังแท้ แล้วไปโดนส่วนปลายของเส้นประสาทในชั้นหนังแท้ตะหาก ไม่ได้เกี่ยวกับประสิทธิภาพ อันนี้ก็เป็นหนึ่งในเทคนิคในการตั้งสูตรตำรับเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกดี

FDA ก็บอกว่ากำหนดไปเลยไหม สารบางตัวอย่าง AHA เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันซึมเข้าสู่ผิวได้ลึก มันก็เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวได้นะ แบบนี้ก็เข้าข่ายคล้ายยาสิ จะอยากเป็นเวชสำอาง ก็ทำ Paper งานวิจัย มารองรับเลยสิ

บริษัทเครื่องสำอางก็บอก ไม่ใช่ๆ AHA ของเค้ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มันแค่ผลัดเซลล์ผิวเฉยๆ อย่ามามั่ว ไปพูดว่าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมันน่ากลัว เดี๋ยวคนตกใจหมด สุดท้ายอเมริกาก็เลยไม่มีนิยามคำว่า Cosmeceuticals ในทางกฏหมาย อยากจะใช้คำนี้โฆษณาก็โฆษณาไป แต่ FDA ไม่รับรองให้นะ

ส่วนของไทย FDA เราก็ตามอเมริกาเลยค่ะ เค้าว่าไงก็ว่าตามกัน เราก็เลยไม่มีคำว่า “เวชสำอาง” ตามนิยามในทางกฏหมายเหมือนอเมริกา

จริงๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายความเห็น และข้อโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ คำว่า “เวชสำอาง” ด้วย ในเรื่องของความชัดเจนของคำจำกัดความ จึงเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คำนี้ยังไม่ได้รับการรับรองในอเมริกา

ในปัจจุบันมีการใช้คำว่าเวชสำอางกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงใช้งานวิจัยต่างๆ มารองรับในแง่ของการโฆษณา เช่น

“ลดเลือนริ้วรอยได้ 85% ใน 4 สัปดาห์”

แต่ขอให้ผู้บริโภคตั้งคำถามเสมอค่ะว่า

1.ใช้จำนวนผู้ทดลองกี่คน ?

โดยส่วนใหญ่ปริมาณที่ใช้ ที่เรามักเจอ จะอยู่ที่ 20-30 คน ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย ไม่ใช่เชื่อถือไม่ได้ แต่หากมีจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองเยอะๆก็น่าเชื่อถือกว่า หากผู้ทดลองแค่ 1-2 คน ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งลดลงไปอีก

2.ใครเป็นคนทำการทดลองให้ ?

บริษัทผู้ผลิตทำเอง ก็น่าเชื่อถือน้อยกว่าให้ บริษัทส่วนกลาง หรือบริษัทภายนอกที่รับทำเรื่องนี้โดยตรงทดลองให้ เพราะบริษัทผู้ผลิตก็อาจจะเอนเอียงเข้าข้างผลิตภัณฑ์ตัวเอง หรือร้ายแรงถึงขั้นบิดเบือน ปลอมข้อมูลเลยก็ได้

3.วัดผลการทดลองอย่างไร?

เช่น ครีมลดเลือนริ้วรอย การทดลองใช้ความพึงพอใจ ความรู้สึกของอาสาสมัครในการวัดผล ก็น่าเชื่อถือน้อยกว่าการวัดผลโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อวัดความลึกของร่องริ้วรอย เป็นต้น
อย่างในกรณีที่ใช้ความรู้สึกวัด ก็ต้องเกิดคำถามอีกว่า อาสาสมัครรู้ได้อย่างไรว่าริ้วรอยจางลง เอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการอธิบายความรู้สึก ลองจินตนาการเป็นตัวเองดูนะคะ ตอบยากอยู่นะ

4.ระวังไว้เสมอว่า เลข % เยอะๆ อาจหลอกเราได้

“85% ของผู้ใช้ริ้วรอยจางลง” อาจจะมาจาก 70% ริ้วรอยจางลงระดับเล็กน้อย 10% ริ้วรอยจางลงระดับปานกลาง 5% ริ้วรอยจางลงระดับมาก รวมกัน = 85% แบบนี้ก็ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็น ริ้วรอยจางลงระดับมาก 85% ของผู้ใช้

เรื่อง เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้นะคะ
พรุ่งนี้เราจะมาต่อ ตอนที่ 3 (จบ) เล่าเรื่องความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มักคิดเกี่ยวกับเวชสำอาง และเครื่องสำอางค่ะ

อ่านต่อ

ตอนที่ 3 :  เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 3

ก่อนหน้า

ตอนที่ 1 :  เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 1

อ้างอิง

  1. A Consumer’s Dictionary of Cosmetic Ingredients, 7th Edition
  2. COSMECEUTICALS AN EMERGING CONCEPT: A COMPREHENSIVE REVIEW โดย Kadam Vaishali S และคณะ ตีพิมพ์ใน INTERNATIONAL JOURNAL OF RESEARCH IN PHARMACY AND CHEMISTRY ปี 2013

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87-vs-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87-2

เพิ่มเพื่อน
Share this: