<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>ยา &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/%E0%B8%A2%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Thu, 08 Mar 2018 08:30:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.2</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>ยา &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>กินยาแก้แพ้ติดต่อกันนานๆ จะเป็นอันตรายไหม</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Jun 2017 13:34:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1768</guid>

					<description><![CDATA[เห็นช่วงนี้มี inbox มาว่า กินยาแก้แพ้ติดต่อกันนานๆจะเป็ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เห็นช่วงนี้มี inbox มาว่า กินยาแก้แพ้ติดต่อกันนานๆจะเป็นอะไรไหม</p>
<p>ถ้าใครเป็นโรคภูมิแพ้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องกินยาแก้แพ้เป็นประจำ หรือในบางคนกินยาแก้แพ้เพื่อช่วยในการนอนหลับเป็นประจำ แบบนี้จะเป็นปัญหาอะไรหรือเปล่า อย่างท่านที่ inbox มาก็กินแทนยานอนหลับเป็นประจำ แต่ก็กังวลว่า กินไปนานๆจะมีผลข้างเคียงอะไรไหม จะสะสมในร่างกาย เป็นอันตรายต่อตับ/ไตหรือเปล่า คาดว่าหลายคนก็น่าจะสงสัยอะไรแบบนี้เหมือนกัน จึงขอเขียนเป็นบทความนี้ขึ้นมาเลยนะคะ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1772" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01.jpg" alt="ยาแก้แพ้" width="800" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01.jpg 800w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01-300x300.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01-100x100.jpg 100w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01-600x600.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01-150x150.jpg 150w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/06/antihistamine-longterm-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2>ยาแก้แพ้คืออะไร</h2>
<p>ยาแก้แพ้เป็นภาษาที่คนทั่วไปใช้นั้น หมายถึง ยาในกลุ่มแอนตี้ฮีสตามีน (Antihistamine) แปลเป็นภาษาบ้านๆคือ เป็นยาในกลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของฮีสตามีน ซึ่งฮีสตามีนเป็นสารตัวหนึ่งในร่างกาย พอร่างกายเจอสิ่งแปลกปลอมที่แพ้ เจ้าฮีสตามีนก็จะถูกหลั่งออกมาในปฏิกริยาการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งจะทำให้เราเกิดอาการได้ตั้งแต่ เกิดผื่นแพ้, น้ำมูกไหล, คัดจมูก ชื่อที่เรียกเวลาเกิดอาการเหล่านั้นก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น แพ้อากาศ, โรคภูมิแพ้, ผื่นภูมิแพ้, ลมพิษ รวมถึงแพ้เครื่องสำอางด้วย ดังนั้นยาที่ไปยับยั้งการทำงานของฮีสตามีนจึงไประงับอาการเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักเป็นๆหายๆ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าเราแพ้อะไร และยังสัมผัสกับสิ่งที่แพ้นั้นอยู่ ทำให้เรามักต้องกินยาเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นประจำ</p>
<p>อย่างไรก็ตามสารที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้ ไม่ได้มีแค่ ฮีสตามีนเท่านั้น ยังมีสารอีกหลายตัวเช่น leukotriene และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นยาแก้แพ้ จึงไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการแพ้ได้ทุกชนิด</p>
<h3>ยาแก้แพ้มีกี่ชนิด</h3>
<p>ยาแก้แพ้แบ่งเป็น generation หลาย generation อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ มันจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ง่วงมาก กับ กลุ่มที่ง่วงน้อย</p>
<h4>กลุ่มที่ง่วงมาก</h4>
<p>ยาในกลุ่มได้แก่ยา Chlorphenamine, Brompheniramine, Triprolidine, Diphenhydramine, Dimenhydrinate, Pheniramine, Hydroxyzine, Promethazine เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้เป็นยากลุ่มแรกๆ มีผลข้างเคียงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ ง่วงนอนมาก, ปากแห้ง, คอแห้ง, ปัสสาวะลำบาก จึงไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่นที่มีฤทธิ์กดประสาท รวมถึงไม่ควรขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้ก็มีข้อดีคือ ด้วยความที่มันมีฤทธิ์ทำให้ง่วง ทำให้เอามาใช้ช่วยในการนอนหลับได้ (ตัวอย่างเช่น บางคนเวลาเป็นภูมิแพ้มีผื่นขึ้นคันมากก็จะหลับยากนิดนึง ยาในกลุ่มนี้ก็จะมีข้อดีจากอาการข้างเคียงก็จะช่วยให้หลับง่ายขึ้น) นอกจากนี้ยังลดน้ำมูก และทำให้จมูกแห้งได้ดีกว่ายากลุ่มง่วงน้อย</p>
<h4>กลุ่มที่ง่วงน้อย</h4>
<p>ยากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พัฒนาต่อมาจากยากลุ่มที่ง่วงมาก โดยพัฒนาให้ตัวยาผ่านเข้าสู่สมองน้อยลง ทำให้ง่วงน้อยลง หรือไม่ง่วงเลยในบางคน ยาในกลุ่มนี้ เช่น Cetirizine, Loratadine, Levocetirizine, Desloratadine, Fexofenadine เป็นต้น ข้อดีของยากลุ่มนี้คือมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาในกลุ่มแรก และออกฤทธิ์ได้นานกว่า อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้มักจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาในกลุ่มแรก และยังลดน้ำมูก สู้ยาในกลุ่มแรกไม่ได้</p>
<h2>กินยาแก้แพ้ติดต่อกันนานๆ จะเป็นอะไรไหม</h2>
<p>ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาแก้แพ้ติดต่อกันนานๆในระยะยาวยังมีไม่มากเท่าไรนัก แต่ก็ค่อนข้างชี้ชัดไปในทางเดียวกันว่า เพิ่มโอกาสการเกิดปัญหาเรื่องความจำ (cognitive impairment), สมองเสื่อม (dementia), อัลไซเมอร์ (alzheimer) เนื่องจากฤทธิ์ anticholinergic ของตัวยาแก้แพ้</p>
<h2>ถ้าจำเป็นต้องกินยาแก้แพ้ติดต่อกันนานๆ ต้องทำอย่างไร</h2>
<p>หากจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องกันนานๆจริงๆ ให้เลี่ยงไปใช้กลุ่มที่ง่วงน้อย (Cetirizine, Loratadine, Levocetirizine, Desloratadine, Fexofenadine) เนื่องจากมีฤทธิ์ anticholinergic น้อยกว่าในกลุ่มแรก จึงลดโอกาสการเกิดปัญหาที่กล่าวไว้ได้ อย่างไรก็ดี การดูแลรักษาสุขภาพ การค้นหาและการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้และปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการภูมิแพ้ และยังลดการใช้ยาไปได้มาก หรืออาจไม่ต้องรับประทานยาอีกเลย</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p><a href="https://www.researchgate.net/publication/283758657_Long-term_antihistamine_therapy_revisited">บทความเรื่อง Long-term antihistamine therapy revisited โดย Natasha Smith และคณะ</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1768</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2017 12:32:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1225</guid>

					<description><![CDATA[ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง? โดยส่ว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง?</h2>
<p>โดยส่วนตัว Jaslyn เอง ฉีดวัคซีน HPV แล้วค่ะ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่เรียกว่า ลดความเสี่ยงในการเกิดลงไปได้เยอะมากๆ ซึ่งถือว่าคุ้มค่าค่ะ เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เราอาจจะป่วย และต้องใช้เวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการที่ต้องรักษาโรคมะเร็งในอนาคต ที่เขียนเรื่องนี้ เพราะ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆทุกคน ต้องตระหนักในการดูแลสุขภาพตัวเองค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1228" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01.jpg" alt="ฉีดวัคซีน HPV" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>ก่อนอื่น Jaslyn จะพาทุกคนไปรู้จักเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อนค่ะ</h4>
<p>มะเร็งปากมดลูก มักพบในผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยมะเร็งชนิดนี้จะเกิดขึ้นในชั้นของเยื่อบุผิวปากมดลูก เริ่มต้นจากเซลล์บางเซลล์เกิดการกลายตัว เป็นเซลล์ที่มีความผิดปกติ แล้วเกิดการเจริญลุกลามเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนมะเร็ง ซึ่งจากความผิดปกติเริ่มต้น จนกลายเป็นมะเร็งกินระยะเวลานาน 5-10 ปี</p>
<p>หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นก่อนมะเร็งก็จะสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ เปรียบเสมือนการตัดตอนเซลล์นั้นๆก่อนจะลุกลาม ดังนั้น จึงมีคำแนะนำให้ ผู้หญิงที่อายุ 25 ปี ขึ้นไปเริ่มไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกค่ะ ส่วนในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แนะนำให้ไปตรวจเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป และตรวจติดตามทุก 1-2 ปี ค่ะ</p>
<h4>อะไรคือ ตัวการ ให้เกิดมะเร็งปากมดลูก</h4>
<p>จากการศึกษาต่างๆ เค้าพบว่า มะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า Human Pappiloma Virus หรือ เรียกย่อๆ ว่า HPV ซึ่งมีอยู่ราวๆ 40 สายพันธุ์ ที่ถูกค้นพบแล้ว แต่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก</p>
<ol>
<li><strong>High Risk HPV</strong><br />
กลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อแล้วมักทำให้เซลล์ผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง ได้แก่ สายพันธุ์ <strong>16, 18</strong> (สองสายพันธุ์นี้พบได้บ่อยสุด), <strong>31, 33, 45</strong></li>
<li><strong>Low Risk HPV</strong><br />
กลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อแล้วไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ได้แก่ สายพันธุ์ <strong>6 และ 11</strong></li>
</ol>
<p>เจ้าเชื้อไวรัส HPV จะเข้าไปที่เซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูก และแทรกชิ้นส่วน DNA ไวรัส ลงไปใน DNA ของเซลล์เยื่อบุผิว ทำให้เซลล์กลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ เกิดการเจริญเติบโตแบ่งเซลล์มากมาย แบบแบ่งไม่หยุด และเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด!!!</p>
<h4>แล้วจะฉีดวัตซีนป้องกันดีมั๊ย? จะฉีดวัคซีนตัวไหนดี? ต่างกันยังไง?</h4>
<p>ในปัจจุบันการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้า จนเรามีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV แล้วค่ะ ซึ่งเป็นวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ที่มีประสิทธิภาพสูง และอาการข้างเคียงค่อนข้างน้อย มีการใช้มาแล้วราวๆสิบปี ทั่วโลก ในท้องตลาดปัจจุบันมี 2 ยี่ห้อ คือ</p>
<ol>
<li><strong>Cervirax</strong><br />
วัคซีนตัวนี้ จะสามารถป้องกันได้<strong> 2</strong> <strong>สายพันธุ์</strong> คือ <strong>16 และ 18</strong> ซึ่งเป็นไวรัส HPV กลุ่มเสี่ยงสูง และพบบ่อยว่าเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง ฉีด 3 ครั้ง ที่ 0,1,6 เดือน</li>
<li><strong>Gardasil</strong><br />
วัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันได้ <strong>4</strong> <strong>สายพันธุ์</strong> คือ <strong>16, 18 และ เพิ่ม 6, 11</strong> ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ (เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่ทำให้เกิดมะเร็ง) ตัวนี้มีการศึกษาในเด็กผู้ชายด้วย จึงสามารถฉีดให้ได้ทั้งในเพศหญิง และชาย ฉีด 3 ครั้ง ที่ 0,2,6 เดือน ราคาคอร์สฉีดจะสูงกว่าราวๆ 2 พัน</li>
</ol>
<p>นอกจาก HPV จะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้แล้ว ยังพบว่าเป็นสาเหตุให้เกิด มะเร็งทวารหนัก อวัยวะเพศภายนอกช่องคลอด และมะเร็งช่องปาก ได้ด้วย</p>
<h4>9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV</h4>
<ol>
<li>อายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน คือ 9-26 ปี ทั้ง ชายและหญิง เพราะเป็นช่วงอายุที่ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี (องค์การอนามัยโลก แนะนำการฉีดวัคซีน HPV ทั้งในเด็กผู้หญิง และผู้ชาย)</li>
<li>การติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการ จะทราบต่อเมื่อตรวจภายในแล้วพบเซลล์เยื่อบุมดลูกมีความผิดปกติ หรือใช้วิธี Liquid-based cytology ตรวจหาเชื้อไวรัส ดังนั้นมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่สามารถป้องกันได้ก่อนลุกลามโดยการตรวจภายในเป็นประจำ ทุก 1-2 ปี</li>
<li>ประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง เกือบ 100% ปัจจุบันตั้งแต่อนุมัติให้มีการฉีดวัคซีน ยังไม่มีการเรียกกลับไปฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และมีแนวโน้มว่า การฉีด 3 เข็ม จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต</li>
<li>ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถฉีดได้เลย, ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ต้องตรวจภายในก่อน หากตรวจแล้วไม่มีการติดเชื้อ HPV มาก่อนก็ฉีดได้ หากมีรอยโรคของสายพันธ์เดียว ก็ยังควรฉีดเพื่อป้องกันการติดสายพันธ์อื่นในภายหลัง</li>
<li>วัคซีน HPV ต้องฉีด 3 เข็ม ภายในระยะเวลา 6 เดือน</li>
<li>ฉีดวัคซีนบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ ไม่เจ็บมาก (ความเห็นส่วนตัว พยาบาลใจดี ^^) อาการข้างเคียงที่มีการรายงาน ไม่รุนแรง เช่น เจ็บบริเวณรอยเข็ม ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว พบผู้แพ้วัคซีนน้อย</li>
<li>แม้ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV แล้ว ยังควรตรวจภายในเพื่อติดตามการเกิดมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 2 ปี</li>
<li>ถุงยางอนามัย ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 100%</li>
<li>HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ติดต่อจากการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่น เพราะเชื้อเมื่ออยู่นอกร่างกายจะมีความทนทานต่ำ และตายอย่างรวดเร็ว</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">Jaslyn เชื่อว่า เรื่องการดูแลสุขภาพ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราควรใส่ใจ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องความสวยงามค่ะ หากเราสามารถป้องกัน หรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ก็เป็นสิ่งที่เราควรตระหนัก และให้ความสำคัญค่ะ เพราะจะเป็นประโยชน์กับเราเองในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1225</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2017 19:47:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1187</guid>

					<description><![CDATA[ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้ อาการตกขาว เป็นเรื่องหนึ่งที่เ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้</h2>
<p><strong>อาการตกขาว</strong> เป็นเรื่องหนึ่งที่เมื่ออยู่ร้านยามักจะมีสาวๆมาขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ Jaslyn จึงอยากมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องตกขาว ซึ่งเป็นปัญหาของผู้หญิงๆให้ฟังกันค่ะ</p>
<p>ตกขาว คือ ของเหลว สารคัดหลั่ง ที่ไหลออกมาจากช่องคลอด แต่ไม่ใช่เลือด โดยทั่วไป ตกขาวปกติ จะมีลักษณะหนืด ใส หรือเป็นเมือกขาวขุ่น ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่นเหม็น ปริมาณอาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล เวลามีตกขาวออกมาก็จะรู้สึกชื้นๆ หรือบางทีก็จะพบเป็นคราบอยู่ที่กางเกงใน</p>
<p>ปริมาณตกขาวในแต่ละช่วงของรอบเดือนจะแตกต่างกัน โดยในช่วงกลางรอบเดือน (ช่วงที่ไข่ตก จะอยู่ระหว่าง 14 วันของรอบเดือน) จะมีปริมาณของตกขาวมาก จนเหนียวหนืดได้ และ ในช่วงปลายของรอบเดือนมีลักษณะเป็นมูกขาวข้นเหนียว</p>
<p>การที่มีตกขาวออกมาไม่ใช่สิ่งผิดปกติ สามารถมีได้ตามธรรมชาติ เพราะ ตกขาวที่ออกมาจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นช่องคลอด ให้ความชุ่มชื้นกับช่องคลอดค่ะ หากช่องคลอดมีสารหล่อลื่นน้อยเกินไป ช่องคลอดแห้ง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ เจ็บได้เวลามีเพศสัมพันธ์ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1189" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01.jpg" alt="ตกขาว ปัญหาตกขาว" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4>ตกขาวอย่างไรที่เรียกว่าผิดปกติ</h4>
<p><strong>ตกขาวที่ผิดปกติ</strong>จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ค่ะ จะเล่าถึงอาการอื่นๆที่จะมีร่วมด้วยนะคะ</p>
<ol>
<li>ตกขาวมีเลือดปะปน</li>
<li>ตกขาวมีสีที่เปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนเป็นสีเขียว สีเหลือง น้ำตาล</li>
<li>ตกขาวเป็นก้อนขุ่นๆ คล้ายแป้งเปียก</li>
<li>ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เช่น มีกลิ่นเหม็นเหมือนกลิ่นคาวปลา</li>
<li>คันบริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศ</li>
<li>ปัสสาวะแสบขัด</li>
<li>ตกขาวร่วมกับ อาการปวดท้อง, มีไข้</li>
</ol>
<p>ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา (Vaginal Candidiasis) หรือแบคทีเรีย (Bacterial Vaginitis) หรือ เชื้อทริโคโมแนส (Tricomoniasis)</p>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อรา เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>โดยปกติตามธรรมชาติช่องคลอดของเราจะมีเชื้อโรคต่างๆ ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไม่พึงประสงค์อยู่แล้วในปริมาณไม่มาก แต่บริเวณช่องคลอดก็จะมีแบคทีเรียที่ดี ชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส คอยทำหน้าที่ดูแล สร้างกรดออกมาเพื่อเป็นตัวควบคุมไม่ให้ปริมาณเชื้อไม่พึงประสงค์เหล่านี้เจริญเติบโตมีปริมาณมากเกินไป เมื่อใดก็ตามที่ความเป็นกรดบริเวณช่องคลอดลดลง เชื้อก่อโรคจะเจริญได้ดี จนทำให้เกิดความผิดปกติ นำมาสู่การเกิดช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อรา คัน เกิดตกขาวขุ่นเป็นก้อนในที่สุดค่ะ</p>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ มักเกิดจากการเสียสมดุลความเป็นกรดของช่องคลอด เช่น การรับประทานยาปฎิชีวนะเป็นเวลานาน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย, การอับชื้น, การสวนล้างช่องคลอด, ทำความสะอาดไม่ถูกต้อง</p>
<h4>จะป้องกันการติดเชื้อราในช่องคลอดได้อย่างไร?</h4>
<ol>
<li>ใช้กางเกงในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น Cotton 100% เพื่อลดการอับชื้น และใช้กางเกงในที่ตากแดดแห้งสนิท</li>
<li>เมื่อเข้าห้องน้ำ แล้วล้างน้ำต้องใช้กระดาษชำระซับน้ำให้แห้ง วิธีการเช็ดที่ถูกต้อง ต้องเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง คือ ใช้กระดาษชำระเช็ดซับแล้วปาดขึ้นไปทางทวาร ไม่เช็ดย้อนไปย้อนมา</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัย เพราะ จะทำให้อับชื้นค่ะ เนื่องจากเป็นตัวเก็บความชื้นอย่างดี หากจำเป็นต้องใช้ให้เปลี่ยนทุก 1-2 ชั่วโมง</li>
<li>หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เสียสมดุลความเป็นกรด</li>
<li>เติม แบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส ให้ร่างกายด้วยการรับประทาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ต</li>
</ol>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดส่วนใหญ่มักมาจากการ<strong>เสียสมดุลความเป็นกรดของช่องคลอด</strong>เช่นกันค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็จะเหมือนการติดเชื้อราเลย คือ เกิดจากการรับประทานยาปฎิชีวนะนานเพื่อรักษาสิว หรือ รักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, การสวนล้างช่องคลอด, การลดลงของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส ซึ่งหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด จะพบอาการผิดปกติของตกขาว ตกขาวมีลักษณะสม่ำเสมอ สีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม มีฟอง ไม่มีลักษณะเป็นก้อนๆ มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นคาวปลา แบคทีเรียที่มักพบว่าเป็นสาเหตุ ได้แก่ Anaerobe bacteria เช่น <em>Prevotella sp.</em>, <em>Mobiluncus sp</em><em>.</em>, <em>G. vaginalis</em>, <em>Mycoplasma hominis</em></p>
<p><strong>ซึ่งในบางคนอาจจะพบการติดเชื้อราในช่องคลอด และติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด พร้อมกันเลยก็ได้ค่ะ</strong></p>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>การเกิดช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อทริโคโมแนส จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่งทีมักทำให้สาวๆเกิดอาการช่องคลอดอักเสบ มีตกขาวสีเขียว เหลือง มีกลิ่นเหม็น มีอาการคันเล็กน้อยบริเวณอวัยวะเพศ นอกจากนี้การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงจะแสดงอาการของการติดเชื้อ แต่ในผู้ชายที่ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ระคายเคืองหลังปัสสาวะ</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะรักษาให้หายขาดต้องรักษาทั้งคู่ค่ะ ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย (แม้จะไม่มีอาการ) โดยการรับประทานยาทั้งคู่</p>
<h4>หากเกิดการติดเชื้อในช่องคลอดจะทำอย่างไร?</h4>
<p>แนะนำพบแพทย์ หรือเภสัชกรเลยค่ะ เพื่อรับการรักษา ซึ่งการรักษาไม่ได้ยากเลย แค่เพียงรับประทานยา หรือ สอดยาเหน็บ ให้ครบตามที่จ่ายไปเท่านั้นค่ะ แค่นี้ก็หายขาดแล้ว</p>
<p>ปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัว และพบบ่อย คือ การรักษาผิดวิธี เช่น การใช้แผ่นอนามัยสมุนไพร เพื่อรักษาการติดเชื้อในช่องคลอด ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย และทำให้เกิดการอับชื้นมากขึ้นไปอีก เกื้อกูลให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี แล้วเป็นหนักกว่าเดิม, การสอดยาสมุนไพร เหน็บยาสมุนไพร เพื่อรักษาช่องคลอด หรือดีท๊อกซ์ช่องคลอด ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งในแง่ความสะอาดที่ไม่ดีพอ เพิ่มโอกาสการอักเสบติดเชื้อ ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และส่วนใหญ่จากเคสที่พบมา ราคามักสูงกว่าการรักษาตามหลักวิชาการซะอีก ราคาอยู่ในหลักหลายร้อยบาท – จนถึงเป็นพัน เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน ที่ถูกกว่ามาก ราคาแผงนึงราว 50 – 200 บาท ประสิทธิภาพการรักษาหายแน่นอนค่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1187</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ลืมกินยาคุมกำเนิดต้องทำอย่างไร (ฉบับเภสัชกร)</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2017 11:50:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้อื่นๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[ยาคุมกำเนิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1062</guid>

					<description><![CDATA[ลืมกินยาคุมกำเนิด ต้องทำอย่างไร? (ฉบับเภสัชกร) จากที่เห [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลืมกินยาคุมกำเนิด ต้องทำอย่างไร? (ฉบับเภสัชกร)</p>
<p>จากที่เห็น มีหลายๆเว็บไซต์เขียนคำแนะนำสำหรับวิธีการแก้ปัญหากรณีลืมทานยาคุมกำเนิด ซึ่งเอาจริงๆก็ยังเป็นรายละเอียดแบบคร่าวๆ หากต้องพิจารณากันจริงๆ มันมีรายละเอียดปลึกย่อยลงไปอีก โดยเฉพาะพวกยาคุมกำเนิดที่ฮอร์โมนต่ำ หากเผลอไปอิงตามอาจมีความเสี่ยงที่ทำให้ระดับฮอร์โมนไม่ถึงแล้วเกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมเขียนในบทความต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำสำหรับวิธีการแก้ไขกรณีลืมรับประทานยาคุมกำเนิดฉบับเดียวกับที่แพทย์และเภสัชกรใช้อ้างอิงเลย</p>
<p>คำแนะนำสำหรับวิธีการแก้ไขเมื่อลืมกินยาคุมกำเนิดที่ใช้อ้างอิงหลักๆจะมีอยู่ 2 แหล่ง คือ <strong><span style="color: #0000ff;">National library of medicine</span> <span style="color: #0000ff;">USA</span></strong> และ <span style="color: #ff0000;"><strong>องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong></span> ซึ่งผมจะเขียนไว้ทั้ง 2 แบบ <strong>อิงตามแบบไหนก็ได้ ไม่ผิด</strong> ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้ง 2 แบบ ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไปโดย <span style="color: #0000ff;"><strong>National library of medicine USA</strong> </span>จะดีตรงไม่ต้องจำว่ายาคุมที่กินมีปริมาณฮอร์โมนเท่าไร แต่<span style="color: #0000ff;"><strong>ต้องรู้ว่าเม็ดที่ลืมกิน ลืมกินในสัปดาห์ที่เท่าไร</strong></span> ในขณะที่ของ<span style="color: #ff0000;"> <strong>องค์การอนามัยโลก (WHO) </strong></span><span style="color: #ff0000;"><strong>ต้องรู้ว่ายาคุมที่เรากินมีปริมาณฮอร์โมนเท่าไร</strong></span></p>
<h3><span style="color: #0000ff;">คำแนะนำตาม <strong>National library of medicine USA</strong></span></h3>
<p>กรณีลืมรับประทาน<strong><span style="color: #0000ff;"> 1 เม็ด</span> </strong>: ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานยาเม็ดต่อไปเช่นเดิม (ในวันนั้นจะได้ทานยาทั้งหมด 2 เม็ด)</p>
<p>กรณีลืมรับประทาน <strong><span style="color: #0000ff;">2 เม็ด ในสัปดาห์ที่ 1-2 (14 เม็ดแรก)</span> : </strong>รับประทานยา 2 เม็ดทันทีที่นึกได้ และรับประทานยาอีก 2 เม็ดในวันถัดไป จากนั้นรับประทานยาตามปกติ และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยา ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น</p>
<p>กรณีลืมรับประทาน <strong><span style="color: #0000ff;">2 เม็ด ในสัปดาห์ที่ 3 (เม็ดที่ 15 &#8211; 21)</span> : </strong>ให้ทิ้งยาแผงเดิม และเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้เลยในวันนั้น และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยา ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น</p>
<p>กรณีลืมรับประทานตั้งแต่ <strong><span style="color: #0000ff;">3 เม็ดขึ้นไป</span> : </strong>ให้ทิ้งยาแผงเดิม และเริ่มรับประทานยาแผงใหม่ได้เลยในวันนั้น และภายใน 7 วันของช่วงที่ลืมรับประทานยา ให้ใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น และในเดือนที่ลืมรับประทานยานี้ อาจไม่มีประจำเดือนมา แต่หากไม่มีประจำเดือนมาติดต่อกัน 2 เดือน ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเกิดการตั้งครรภ์</p>
<h3><span style="color: #ff0000;">คำแนะนำตามองค์การอนามัยโลก <strong>(WHO)</strong></span></h3>
<p>สำหรับคำแนะนำกรณีลืมกินยาคุมกำเนิดขององค์การอนามัยโลก (WHO) นั้น จะพิจารณาโดยดูจากปริมาณฮอร์โมน Ethinyl estradiol ในยาคุมกำเนิดที่เรารับประทาน ซึ่งหากไม่ทราบปริมาณฮอร์โมน Ethinyl estradiol สามารถดูได้จากข้างกล่องยาคุมกำเนิดที่เรารับประทานอยู่ หรือดูจากตารางข้างท้ายที่ผมสรุปไว้ก็ได้ (ผมจะสรุปเอาไว้ให้เฉพาะตัวที่พบได้บ่อยๆตามท้องตลาดนะครับ)</p>
<h4>กรณียาคุมกำเนิดที่มี <span style="color: #ff0000;">Ethinyl estradiol 30-35 ไมโครกรัม</span></h4>
<p>หากลืมรับประทาน<strong><span style="color: #ff0000;"> 1-2 เม็ด <span style="color: #333333;">:</span> </span></strong><span style="color: #333333;">ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานยาเม็ดต่อไปเช่นเดิม (ในวันนั้นจะได้ทานยาทั้งหมด 2 เม็ด) โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นในการคุมกำเนิดร่วมด้วย</span></p>
<p>หากลืมประทานตั้งแต่ <span style="color: #ff0000;"><strong>3 เม็ดขึ้นไป</strong></span> : ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานยาเม็ดต่อไปเช่นเดิม แต่ต้องใช้วิธีการอื่นในการคุมกำเนิดร่วมด้วย 7 วัน กรณีลืมรับประทานยาในสัปดาห์ที่ 3 ให้รับประทานยาเม็ดที่มีฮอร์โมนจนหมดแผง จากนั้นเริ่มแผงใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องเว้นระยะหรือกินเม็ดที่ไม่มีฮอร์โมน แต่ถ้าหากลืมประทานในสัปดาห์แรกและไม่ได้ใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย ควรต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์</p>
<h4>กรณียาคุมกำเนิดที่มี <span style="color: #ff0000;">Ethinyl estradiol น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 ไมโครกรัม</span></h4>
<p>หากลืมรับประทาน<strong><span style="color: #ff0000;"> 1 เม็ด <span style="color: #333333;">:</span> </span></strong><span style="color: #333333;">ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานยาเม็ดต่อไปเช่นเดิม (ในวันนั้นจะได้ทานยาทั้งหมด 2 เม็ด) โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการอื่นในการคุมกำเนิดร่วมด้วย</span></p>
<p>หากลืมประทานตั้งแต่ <span style="color: #ff0000;"><strong>2 เม็ดขึ้นไป</strong></span> : ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้และรับประทานยาเม็ดต่อไปเช่นเดิม แต่ต้องใช้วิธีการอื่นในการคุมกำเนิดร่วมด้วย 7 วัน กรณีลืมรับประทานยาในสัปดาห์ที่ 3 ให้รับประทานยาเม็ดที่มีฮอร์โมนจนหมดแผง จากนั้นเริ่มแผงใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องเว้นระยะหรือกินเม็ดที่ไม่มีฮอร์โมน แต่ถ้าหากลืมประทานในสัปดาห์แรกและไม่ได้ใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย ควรต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์</p>
<h4>ยาคุมกำเนิดในท้องตลาด</h4>
<p>ก่อนจะอ่านวิธีการแก้ไขเมื่อลืมกินยาคุมกำเนิดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) <strong>เราต้องรู้ก่อนว่ายาคุมกำเนิดที่เรากิน มีปริมาณฮอร์โมนเท่าไร</strong> ซึ่งให้สนใจที่ตัว <strong>Estrinyl estradiol</strong> อย่างเดียวพอ อีกตัวไม่ต้องไปสนใจครับ</p>
<table dir="ltr" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<colgroup>
<col width="150" />
<col width="290" /></colgroup>
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;\u0e0a\u0e37\u0e48\u0e2d\u0e22\u0e32\u0e04\u0e38\u0e21\u0e01\u0e33\u0e40\u0e19\u0e34\u0e14&quot;}"><strong>ชื่อยาคุมกำเนิด</strong></td>
<td style="text-align: center;" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;\u0e2e\u0e2d\u0e23\u0e4c\u0e42\u0e21\u0e19&quot;}"><strong>ฮอร์โมน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;\u0e44\u0e14\u0e41\u0e2d\u0e19 - 35&quot;}">
<div><strong>ไดแอน &#8211; 35</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 35 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 35 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Cyproterone acetate 2 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Cyproterone acetate 2 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Yazmin &quot;}">
<div><strong>Yazmin</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 30 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 30 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Drospirenone 3 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Drospirenone 3 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Yaz &quot;}">
<div><strong>Yaz</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 20 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Drospirenone 3 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Drospirenone 3 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Meliane &quot;}">
<div><strong>Meliane</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 20 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Gestodene 0.075 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Gestodene 0.075 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Meliane ED &quot;}">
<div><strong>Meliane ED</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 20 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Gestodene 75 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Gestodene 75 ไมโครกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Belara &quot;}">
<div><strong>Belara</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 30 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 30 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Chlormadinone acetate 2 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Chlormadinone acetate 2 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Synfonia &quot;}">
<div><strong>Synfonia</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 20 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Drospirenone 3 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Drospirenone 3 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Melodia&quot;}">
<div><strong>Melodia</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 30 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 30 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Drospirenone 3 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Drospirenone 3 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Dafne 35&quot;}">
<div><strong>Dafne 35</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 35 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 35 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Cyproterone acetate 2 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Cyproterone acetate 2 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Minidoz&quot;}">
<div><strong>Minidoz</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 15 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 15 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Gestodene 60 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Gestodene 60 ไมโครกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Lola&quot;}">
<div><strong>Lola</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 20 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Levonorgestrel 0.1 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Levonorgestrel 0.1 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Anna&quot;}">
<div><strong>Anna</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 30 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 30 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Levonorgestrel 0.15 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Levonorgestrel 0.15 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Marvelon&quot;}">
<div><strong>Marvelon</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 30 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 30 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Desogestrel 0.15 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Desogestrel 0.15 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;\u0e40\u0e21\u0e2d\u0e0b\u0e34\u0e25\u0e2d\u0e19&quot;}">
<div><strong>เมอซิลอน</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 20 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Desogestrel 0.15 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Desogestrel 0.15 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Sucee&quot;}">
<div><strong>Sucee</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 35 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 35 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Cyproterone acetate 2 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Cyproterone acetate 2 มิลลิกรัม</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="1" rowspan="2" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Preme&quot;}">
<div><strong>Preme</strong></div>
</td>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Ethinyl estradiol 35 \u0e44\u0e21\u0e42\u0e04\u0e23\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}"><strong>Ethinyl estradiol 35 ไมโครกรัม</strong></td>
</tr>
<tr>
<td data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;Cyproterone acetate 2 \u0e21\u0e34\u0e25\u0e25\u0e34\u0e01\u0e23\u0e31\u0e21&quot;}">Cyproterone acetate 2 มิลลิกรัม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ</span> ปริมาณฮอร์โมนของยาคุมกำเนิดที่เขียนไว้ข้างกล่อง มักเขียนในหน่วยมิลลิกรัม ซึ่งวิธีการเปลี่ยนหน่วยมิลลิกรัมให้เป็นไมโครกรัมคือ ให้เอาตัวเลขในหน่วยมิลลิกรัม x 1,000 แต่ถ้าหากอยากเปลี่ยนจากไมโครกรัมเป็นมิลลิกรัมให้ทำตรงข้ามคือ เอาตัวเลขในหน่วยไมโครกรัมหารด้วย 1,000 ครับ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1068" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/contraceptivepills-01.jpg" alt="ลืมกินยาคุมกำเนิด " width="932" height="669" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/contraceptivepills-01.jpg 932w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/contraceptivepills-01-600x431.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/contraceptivepills-01-300x215.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/contraceptivepills-01-768x551.jpg 768w" sizes="(max-width: 932px) 100vw, 932px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1062</post-id>	</item>
		<item>
		<title>หากกำลังตั้งครรภ์อยู่สามารถใช้ยาทารักษาสิวตัวไหนได้บ้าง?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2016 05:01:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ความสวยความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[Acne]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=507</guid>

					<description><![CDATA[มีคุณแม่หลายคนสอบถามมาหลังไมค์ว่า หากกำลังตั้งครรภ์อยู่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มีคุณแม่หลายคนสอบถามมาหลังไมค์ว่า หากกำลังตั้งครรภ์อยู่สามารถใช้ยาทารักษาสิวตัวไหนได้บ้าง?</p>
<h4>รูปแบบยาทา (Topical Therapy)</h4>
<p>มียาทา 3 ชนิด ที่จัดอยู่ใน Pregnency Catagory B คือ จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้สามารถใช้ในสตรีมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย</p>
<ul>
<li>Erythromycin 2% ในรูปแบบยาน้ำทาภายนอก หรือ ขี้ผึ้ง ทาวันละ 1-2 ครั้ง</li>
<li>Clindamycin 1% ในรูปแบบเจล ทาวันละ 1 คร<span class="text_exposed_show">ั้ง</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">Azelaic acid ทาวันละ 2 ครั้ง</span></li>
</ul>
<div class="text_exposed_show">
<p>ส่วนตัวอื่นๆ ที่นิยมใช้ในการรักษาสิว จะอยู่ใน Pregnency Catagory C และ Pregnency Catagory X</p>
<p><strong>Pregnency Catagory C คือ จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์</strong> ดังนั้นการจะใช้ยาในประเภทนี้ควรใช้เมื่อมีการประเมินจากแพทย์ระหว่างประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยา และความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ ว่าเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ ส่วนอีกความหมายคือ ยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์และสัตว์ทดลอง ดังนั้นการใช้ยาในประเภทนี้ควรใช้เมื่อเกิดประโยชน์จากการใช้ยา มากกว่าความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ ซึ่งหากไม่มีความจำเป็นมาก และไม่เกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงของการผิดปกติของทารกในครรภ์ ก็ไม่แนะนำค่ะ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 เดือนแรก</p>
<p>ยาทารักษาสิวที่อยู่ใน Pregnency Catagory C ได้แก่</p>
<ul>
<li>Benzoyl Peroxide 2.5,5,10%</li>
<li>Salicylic acid 0.5-2%</li>
<li>Tretinoin</li>
<li>Adapalene</li>
<li>Dapsone</li>
</ul>
<p>ต่อไป คือ กลุ่มที่ห้ามใช้เด็ดขาดในหญิงตั้งครรภ์!!!<br />
ยาพวกนี้จะอยู่ใน Pregnency Catagory X</p>
<p><strong>Pregnency Catagory X คือ จากการศึกษาในสัตว์ หรือมนุษย์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อน หรือทารกในครรภ์</strong> และมีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากยา<br />
ดังนั้นยาในประเภทนี้จัดเป็นยาที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือในสตรีที่มีความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์ค่ะ</p>
<ul>
<li>Tazarotene</li>
</ul>
<p>ขอเพิ่มเติมนะคะ สำหรับยาที่มักใช้ในการรักษาสิว ใน<strong>รูปแบบกินที่ห้ามใช้</strong></p>
<ul>
<li>ยากลุ่มฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด จัดอยู่ใน Pregnancy Catagory X</li>
<li>ยา Isotretinoin จัดอยู่ใน Pregnancy Catagory X</li>
<li>ยาปฎิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) เช่น Tetracycline, Doxycycline, Minocycline, Trimethoprim + sulfamethoxazole เพราะจัดอยู่ใน Pregnency Catagory D คือ ยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์</li>
</ul>
<p>คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และมีปัญหาสิวคงจะได้คำตอบไปพอสมควรนะคะ</p>
<p>อย่างไรก็ตามการใช้เหล่านี้จัดว่าเป็นกลุ่มยาอันตราย ต้องอยู่ในคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรค่ะ หากมีปัญหาเหล่านี้สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านท่านได้เลยค่ะ</p>
<h4>อ้างอิง :</h4>
<p><a href="http://www.jaad.org/article/S0190-9622(15)02614-6/pdf">Guidelines of care for the management of acne vulgaris</a></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-510 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ตั้งครรภ์-1.jpg" alt="ตั้งครรภ์, เป็นสิว, รักษาสิว" width="480" height="319" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ตั้งครรภ์-1.jpg 480w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ตั้งครรภ์-1-300x199.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ตั้งครรภ์-1-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b9%8c-%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">507</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยยาคุมกำเนิด คำถามที่พบบ่อยแต่ไม่ค่อยมีคนตอบ</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Nov 2016 17:41:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้อื่นๆ]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[ยาคุมกำเนิด]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอร์โมน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=474</guid>

					<description><![CDATA[สืบเนื่องจากเมื่อนานมากๆแล้ว ผมเคยไปตอบกระทู้ในเว็บ dek [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากเมื่อนานมากๆแล้ว ผมเคยไปตอบกระทู้ในเว็บ dek-d.com เกี่ยวกับยาคุมกำเนิด แต่เป็นเรื่องแปลกมากที่ไม่ว่ากระทู้นั้นจะนานขนาดไหน ก็มีคนมาถามเรื่อยๆ บางคนถึงกับมาโพสต์หน้า my id หรือส่งข้อความมาหาผมเลยก็มี แต่ผมก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเพราะทุกคนที่มาถาม ไม่ยอม login มาถามเหมือนกันทุกคน ทำให้ผมไม่รู้จะกดตอบกลับไปให้ยังไง ครั้นจะตอบไว้หน้า my id ของตัวเอง ก็ตอบไม่ได้อีก เพราะน้อยคนมากที่จะให้ข้อมูลครบ ผมเลยต้องตอบทิ้งไว้หน้า my id พร้อมทิ้งคำถามที่เค้ายังบอกผมไม่ครบไว้นั่นแหละ แต่เค้าก็ไม่ยอมมาโต้ตอบกับผมอีก เออ ก็ แปลกดี</p>
<p>สุดท้ายผมตัดสินใจรวบรวมคำถามที่พบบ่อย มาตั้งกระทู้ใน dek-d อีกกระทู้นึงเลย พร้อมบอกคนในกระทู้ที่มาถามกันเยอะๆว่า ไปอ่านที่กระทู้นี้นะ แต่กลายเป็นว่ากระทู้ที่ผมตั้งใหม่นั้นมีคนไปอ่านน้อยมาก กลับกันกระทู้ต้นทางนั้นก็ยังมีคำถามเดิมๆโผล่มาเรื่อยๆ ทำไมเค้าไม่กดไปอ่านกระทู้ที่ผมตั้งไว้เพื่อตอบคำถามกัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าข้อมูลในนั้นน่าจะพอมีประโยชน์ ผมเลยขอเอาข้อมูลที่ผมเคยโพสต์ไว้มาโพสต์อีกที่ไว้ที่ Jaslyn แล้วกันครับ แต่เนื้อหาจะมีการแปลงคำบางคำบ้าง เพื่อให้เหมาะกับกาลเทศะ และพื้นที่นี้</p>
<h3><strong>1. เรื่องหน้า 7 หลัง 7</strong></h3>
<p>หน้า 7 หลัง 7 ผมเห็นเป็นอะไรที่ชอบใช้กันมาก และก็พลาดกันมากๆเช่นเดียวกัน ปัญหาหลักๆของหน้า 7 หลัง 7 เลยก็คือ ประจำเดือนมันเลื่อนครับ คนที่ใช้วิธีนับหน้า 7 หลัง 7 ได้ ประจำเดือนต้องมาตรงเวลามาก และรอบตรงกันในทุกเดือน ซึ่งมีผู้หญิงไม่กี่คนหรอกครับที่ประจำเดือนจะมาได้ตรงขนาดนั้นตลอด ทีนี้ถ้าเดือนไหนเกิดเลื่อนขึ้นมา ก็เริ่มเครียด กลัวท้อง พอยิ่งเครียดมันก็ยิ่งเลื่อนไปอีก ก็ไปกันใหญ่เลยทีนี้ คนที่มาถามคำถามนี้ มักบอกว่ามีอะไรกับแฟนวันที่เท่านี้ ตอนนี้ประจำเดือนไม่มา เครียดมาก ทำไงดี และผมก็มักตอบไปว่า อย่าไปเครียด ส่วนมากแล้วมันแค่ประจำเดือนเลื่อนเฉยๆ ยิ่งเครียดเดี๋ยวยิ่งเลื่อน แต่ก็ทิ้งไว้ท้ายไว้ถ้าประจำเดือนขาดครบ 1 รอบเดือนแล้วจริงๆ ให้ลองซื้อชุดตรวจครรภ์มาตรวจดู เพราะวิธีนี้เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพต่ำมากและไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์</p>
<p>ปัญหาอีกปัญหาที่มักพบบ่อยๆ คือ นับหน้า 7 หลัง 7 ผิด!!!! ผมพบว่าคนเกินครึ่งนับหน้า 7 หลัง 7 จากวันสุดท้ายที่มีประจำเดือน ซึ่งผิดมากๆเลยนะครับ (การนับแบบนี้มีโอกาสสูงมากที่จะไปมีอะไรกันตอนวันไข่ตกพอดี) ที่ถูกคือต้องนับจากวันแรกที่มีประจำเดือน เพราะฉะนั้นถ้าเรานับหน้า 7 เราก็ไม่รู้ว่าประจำเดือนเรามาจริงๆวันไหน จะเลื่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรานับหลัง 7 ก็มีโอกาสสูงที่จะไปชนกับวันแดงเดือด</p>
<h2><strong>2. ยาคุมฉุกเฉิน</strong></h2>
<p>ยาคุมฉุกเฉิน จะมี 2 เม็ด ตามปกติแล้ว เราจะกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ 1 เม็ด หลังจากนั้น 12 ชม. กินอีก 1 เม็ด หรือกินทั้ง 2 เม็ดพร้อมกันทันที ทีนี้ คำถามที่มักพบคือ</p>
<h4><strong>2.1 กินเม็ดแรกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วเกิน 1 วัน จะเป็นอะไรไหม</strong></h4>
<p><span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span> ยาคุมฉุกเฉินประสิทธิภาพจะดีที่สุดเมื่อกินหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที และยังได้ผลดีอยู่เมื่อไม่เกิน 24 ชม. แต่หากเลย 24 ชม. ไปแล้วประสิทธิภาพจะเริ่มลดลง โดยประสิทธิภาพจะลดลงไปเรื่อยๆตามระยะเวลาที่ห่างออกไป ถ้ากินที่ 72 ชม. จำไม่ได้ว่าประสิทธิภาพเหลือกี่ % คุ้นๆว่าอยู่แถวๆ 70% นิดๆ (ไม่แน่ว่า 76% หรือ 79% เนี่ยแหละครับ จำตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้) แต่ถ้าเกิน 72 ชม. แล้ว ประสิทธิภาพมันจะต่ำมากครับ (คุ้นๆว่า ถ้าเลย 72 ชั่วโมงไปแล้ว แต่ยังไม่เกิน 120 ชม. ประสิทธิภาพจะเหลือประมาณ 60% ครับ)</p>
<p>ปล. เรื่องระยะเวลาในการเริ่มกินที่พูดถึงไปนี่ หมายถึงเฉพาะพวกยาคุมฉุกเฉินที่มีใช้กันทั่วไปนะครับ ไม่นับรวมพวกตัวใหม่อย่าง Ulipristal แต่ Ulipristal ไม่ต้องไปสนใจมันหรอกครับ เพราะแทบไม่เคยเห็นมีใครใช้ในไทยเลย</p>
<h4><strong>2.2 กินเม็ดที่ 2 ไม่ทัน เป็นไรไหม</strong></h4>
<p><span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span> เป็นครับ แต่ไม่มากเท่าไร คือ ยิ่งกินเม็ดที่ 2 เกิน 12 ชม. ไปมากเท่าไร ประสิทธิภาพก็ยิ่งลดลงเท่านั้น แต่ถามว่าลดลงมากไหม ก็ตอบว่าไม่มากครับ มันสำคัญที่ระยะเวลาที่กินเม็ดแรกมากกว่า โดยประสิทธิภาพยังคงลดลงไม่มากหากเลย 12 ชม. ไปแล้ว แต่ยังไม่เกิน 24 ชม. แต่จะเริ่มลดมากขึ้นเมื่อขึ้นหากเกิน 24 ชม. แต่ยังไม่เกิน 72 ชม. อย่างไรก็ตาม หากเทียบระหว่างกินเม็ดแรกไม่ทัน กับกินเม็ดที่สองไม่ทัน ก็ต้องบอกว่า การกินเม็ดที่สองไม่ทันมีผลลดประสิทธิภาพการคุมกำเนิดน้อยกว่ากินเม็ดแรกไม่ทัน ดังนั้นถ้าพูดเรื่องระยะเวลาในการกินนั้น ก็ต้องบอกว่าเม็ดแรกสำคัญกว่า</p>
<p>ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องลืมกินเม็ดที่ 2 เนี่ย เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ เพราะลืมกันบ่อยมาก จนตอนหลังๆบางคนเค้าแนะนำให้กินพร้อมกันไปเลย 2 เม็ดก็ได้ ถ้าเป็นฝรั่งเค้าก็กินทีเดียวเลย 2 เม็ด แต่ปัญหาของผู้หญิงไทยคือ ผู้ใหญ่ไทยค่อนข้างตัวเล็กครับ พอกินทีเดียว 2 เม็ดเลย บางครั้งระดับฮอร์โมนมันพุ่งไปสูงเกินก็เลยอ้วกครับ ถ้าอ้วกออกมาแล้วต้องกินใหม่นะครับ ถ้าใครกินพร้อมกัน 2 เม็ดแล้วไม่อ้วกก็กินพร้อมกันทีเดียว 2 เม็ดไปเลยครับ จะได้ไม่ลืม แต่ถ้ากินแล้วอ้วกก็ต้องแบ่งกินทีละเม็ดครับเหมือนเดิมครับ</p>
<h4><strong>2.3 กินยาคุมไปเลยทีเดียว 2 เม็ด อีก 12 ชม.ต้องกินอีกไหม</strong></h4>
<p><span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span> คำถามนี้แต่ก่อนเจอบ่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเจอแล้ว ก็อย่างที่บอกไปแล้วคือ ไม่ต้องกินครับ กินทีเดียว 2 เม็ดเลยก็ได้ แต่ถ้ากินทีเดียว 2 เม็ดแล้วอ้วก ก็แนะนำให้แบ่งกินทีละเม็ดครับเหมือนเดิมครับ</p>
<h4><strong>2.4 กินยาคุมฉุกเฉินไปแล้ว มามีเพศสัมพันธ์อีก ต้องกินยาคุมอีกไหม</strong></h4>
<p><span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span> หลังๆมาเจอคำถามนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ คือต้องบอกก่อนว่า ยาคุมฉุกเฉิน เค้ามีไว้สำหรับฉุกเฉินจริงๆ คือพลาดไปแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง ให้กินยาคุมฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นในข้อบ่งใช้จะไม่มีเขียนเรื่องป้องกันหลังกินไปแล้วนะครับ ตอนขอ อย. เค้าก็ไม่ได้ยื่นงานวิจัยเรื่องนี้ (อาจจะไม่ได้ทำด้วยซ้ำไป) เพราะฉะนั้นเค้าไม่รับประกันผลหากกินก่อนหน้ามีเพศสัมพันธ์ (เอาจริงๆ มีบางคนกินกันไว้ก่อนก็มี ซึ่งมันไม่ถูกนะครับ ฉุกเฉินก็ฉุกเฉินจริงๆ ถ้ารู้ตัวว่าต้องมีแน่ๆ ก็ต้องหาวิธีอื่นครับ ไม่ใช่เอายาคุมฉุกเฉินมากินกันไว้ก่อน)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มันก็พอมีงานวิจัยอยู่บ้างว่า หลังจากกินไปแล้ว มีเพศสัมพันธ์อีกภายในเวลาไม่เกิน 12 ชม. ไม่ต้องกินซ้ำอีกก็ได้ (กินเยอะไป ฮอร์โมนพุ่งกระฉูด อ้วกแตกเปล่าๆ) เพราะฉะนั้นหากกินก่อนมีเพศสัมพันธ์แค่ 1-2 ชม. ไม่ต้องกินซ้ำอีกนะครับ นอกจากนี้หลังๆมามีงานวิจัยว่า หากมีเพศสัมพันธ์อีกภายในเวลาไม่เกิน 24 ชม. หลังจากกินไปแล้ว ก็ยังเอาอยู่</p>
<h3><strong>สรุป</strong></h3>
<p>ส่วนมากคำถามที่มักพบและเข้าใจผิดบ่อยๆมักเป็นเรื่องยาคุมฉุกเฉินเนี่ยแหละครับ ถ้าเป็นยาคุมธรรมดาคุณสุภาพสตรีส่วนใหญ่จะกินถูกกันอยู่แล้ว มักจะงงๆนิดหน่อยสำหรับคนที่เริ่มกินแรกๆ ก็อาจมีนับวันยังไม่ถูกบ้าง แต่สำหรับคนที่กินเป็นประจำอยู่แล้วมักไม่มีปัญหาอะไร</p>
<p>สำหรับยาคุมฉุกเฉิน ไม่จำเป็นอย่ากินบ่อย เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูก แม้ว่างานวิจัยหลังๆพบว่า ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือไม่เกี่ยวกับเรื่องท้องนอกมดลูกแล้ว แต่จะทำให้ระดับฮอร์โมนเหวี่ยงและสวิงเฉยๆ แต่ยังไงซะ สิ่งที่ถูกแน่นอนก็คือ ยาคุมธรรมดานั้นปลอดภัยกว่ายาคุมฉุกเฉินแน่นอน ครับ ถ้าต้องกินยาคุมจริงๆ อยากให้กินยาคุมธรรมดามากกว่าครับ</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-480 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ยาคุมฉุกเฉิน.jpg" alt="%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%b4%e0%b8%99" width="400" height="266" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ยาคุมฉุกเฉิน.jpg 400w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ยาคุมฉุกเฉิน-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ยาคุมฉุกเฉิน-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">474</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
