<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>antioxidant &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/antioxidant/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Sun, 26 Mar 2017 16:43:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.2</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>antioxidant &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>Vitamin E เกราะปกป้องผิวจากความแก่ที่มากับแสงแดด สารสำคัญในสกินแคร์ที่สาวๆต้องรู้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/vitamin-e-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/vitamin-e-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Jaslyn_Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Mar 2017 16:42:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อมูลสารสำคัญต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[Hydrating]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1733</guid>

					<description><![CDATA[Vitamin E เกราะปกป้องผิวจากความแก่ที่มากับแสงแดด Vitami [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>Vitamin E เกราะปกป้องผิวจากความแก่ที่มากับแสงแดด</h2>
<p><strong>Vitamin E</strong> เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบอยู่ที่ผิวหนังเราตามธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ α-tocopheral และ ในรูป ᵧ-tocopherol เล็กน้อย พบว่าเมื่อผิวถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี ในระดับที่น้อยกว่าจะกระตุ้นให้เกิดการแดงระคายเคืองผิว จะสามารถลดระดับของ α-tocopheral ในผิวหนังลงราว 50% ผิวของเราเป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของร่างกาย เป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับมลภาวะ และแสงแดดอยู่เป็นประจำ เมื่อผิวถูกทำร้ายจากสภาวะแวดล้อมจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นและไปส่งผลรบกวนการเมลาบอลิซึมในเซลล์ รวมถึงส่งผลเสียหายต่อโครงสร้างชั้นผิวหนังได้ ตามธรรมชาติร่างกายของเราจะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่ที่ผิวหนังเพื่อคอยเป็นเกราะปกป้องผิวลดอันตรายที่จะเกิดขึ้น เช่น วิตามินอี เรียกว่าเป็น &#8220;physiological barrier antioxidant&#8221; แต่หากเรามีการสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระมาก เช่น ได้รับรังสียูวีจากแสงแดดจัด หรือ เกิดการสร้างอนุมูลอิสระขึ้นภายในร่างกายจากกระบวนการอักเสบ รวมถึง การผลิตสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายลดลง จากอายุที่มากขึ้น, การขาดสารอาหาร,พันธุกรรม ฯลฯ ก็จะส่งผลให้ความสมดุลระหว่างอนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระสูญเสียไป จนนำไปสู่การเสื่อสลายของโครงสร้างโปรตีน, ไขมัน, DNA ที่ผิวหนังได้ค่ะ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-1734 size-full" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01.jpg" alt="วิตามินอี" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/วิตามินอี-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง  Vitamin E ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องผิวเนื่องจากมีการวิจัย และการทดลองมากมายที่สนับสนุนว่า Vitamin E มีผลในการเป็น Photoprotective Effect หรือปกป้องผิวจากแสงแดด โดยพบว่าการทาวิตามินอีที่ผิวก่อนสัมผัสแสงแดด สามารถช่วยลดการแดง, บวม, ผิวไหม้, การเสื่อมของ DNA, การเกิด Lipid peroxidation ที่ผิวได้ มีการศึกษาให้ทดลองทา 5% Vitamin E ที่ผิวนาน 24 ชั่วโมง พบว่าสามารถลดการเพิ่มขึ้นของ Macrophage metalloelastase ที่ผิวหลังการถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวีได้ค่ะ</p>
<p>เราทราบกันดีว่า แสงแดดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความแก่ ที่เรียกว่า Photoaging วิตามินอีสามารถช่วยป้องกัน และลดเลือนริ้วรอยที่จะเกิดขึ้นจากการกระตุ้นด้วยแสงแดดได้ นอกจากนี้ยังพบว่า วิตามินอีในรูปแบบทายังสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นในผิวหนังชั้น Stratum corneum และเพิ่มความสามารถในการจับโมเลกุลน้ำได้</p>
<p>เราสามารถเพิ่มระดับวิตามินอีที่ผิวหนังได้โดยวิธีการรับประทาน หรือการทาบนผิวหนังโดยตรง กลไกการนำวิตามินอีเข้าสู่ผิวโดยการทานั้นยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าวิตามินอีเข้าสู่ผิวหนังโดยการจับกับเอนไซม์เฉพาะบางชนิด (α-tocopheral transfer protein) ปัจจุบันการใช้วิตามินอีในสกินแคร์นอกจากรูปแบของ α-tocopheral แล้ว ยังมีการใช้วิตามินอีในรูปแบเอสเทอร์ด้วย เช่น Tocopheryl acetate เนื่องจากมีความคงตัวมากกว่า แต่มีบางการศึกษาพบว่าวิตามินอีในรูปเอสเทอร์ไม่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดเหมือนกับ α-tocopheral ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวิตามินอีในรูปเอสเทอร์ต้องเกิดปฎิกิริยา Hydrolysis ก่อนจึงจะออกฤทธิ์ ส่วนนี้จะทำให้ผลในการป้องกันเกิดขึ้นได้ช้า และส่วนของ Aromatic hydroxyl group เป็นส่วนที่มีความสำคัญในการเกิดปฎิกิริยาค่ะ</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li><a href="http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S009829970700057X">บทความ เรื่อง Vitamin E in human skin: Organ-specific physiology and considerations for its use in dermatology โดย Jens J. Thiele ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Aspects of Medicine 28 (2007) 646–667.</a><a id="bcor1" class="intra_ref auth_corr" title="Corresponding author contact information" href="http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S009829970700057X#cor1"></a></li>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19695478">Cosmeceuticals vitamins โดย Mônica Manela-Azulay และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Clinics in Dermatology (2009) 27, 469–474</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/vitamin-e-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1733</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สารสกัดชาเขียว กับคุณค่าแห่งการปกป้องผิว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-skinbenefit/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-skinbenefit/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Jaslyn_Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Mar 2017 08:59:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อมูลสารสำคัญต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[Green tea]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1618</guid>

					<description><![CDATA[สารสกัดชาเขียว กับคุณค่าแห่งการปกป้องผิว นักวิทยาศาสตร์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>สารสกัดชาเขียว กับคุณค่าแห่งการปกป้องผิว</h2>
<p>นักวิทยาศาสตร์ต่างค้นคว้าวิจัย เพื่อหาสารสกัดจากพืชนานาชนิดมาใช้ในการบำรุงผิวและปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นจากแสงแดด <strong>สารสกัดชาเขียว</strong> เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อผิวเมื่อนำมาใช้ในรูปแบบทา มีการศึกษาวิจัยมากมายกว่า 150 ชิ้น ทั้งในหลอดทดลอง และสิ่งมีชิวิต ที่พบว่าสารสกัดชาเขียวในรูปแบบทามีคุณประโยชน์ต่อผิว เช่น Anti-oxidant, ช่วยชะลอวัย, ลดการอักเสบ, ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี, ลดการเกิดมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นด้วยแสงแดด</p>
<p>ในเอเชียมีการปลูกชามายาวนานนับพันปี ประชากร 2 ใน 3 ของโลกนิยมบริโภคชา พบว่า 78% ของผู้บริโภค นิยมบริโภคชาดำ 20% ของผู้บริโภค นิยมบริโภคชาเขียว</p>
<p>ชาเขียว มีการปลูกและนิยมบริโภคมากที่สุด ในประเทศจีนและญี่ปุ่น กระบวนการผลิตชาเขียวเกิดจากการนำยอดใบชามาให้ความร้อนระยะสั้นๆ โดยปราศจากหมัก และใส่สารเติมแต่งใดๆ การให้ความร้อนสั้นๆนี้จะหยุดการทำงานของเอนไซม์ Polyphenol Oxidase ทำให้สามารถคงคุณค่าในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ของสารกลุ่มโพลีฟีนอลในใบชาเขียวไว้ได้</p>
<p>สารสกัดชาเขียว จะประกอบด้วยสารในกลุ่มโพลีฟีนอล 4 ชนิด เป็นหลัก คือ</p>
<ol>
<li>(-)-epicatechin (EC)</li>
<li>EGC</li>
<li>(-)-EC-3-gallate</li>
<li>EGCG</li>
</ol>
<p>โดยพบว่า กลุ่มที่มี gallate group คือ <strong>(-)-EC-3-gallate</strong> และ <strong>EGCG</strong> เป็นสารโพลีฟีนอลที่มีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ Anti-oxidant ที่แรง</p>
<h4><strong>สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับสารสกัดชาเขียว</strong></h4>
<p>จากสถิติพบว่า ผู้ที่นิยมบริโภคชาเขียวในจีน และญี่ปุ่น มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งที่ต่ำกว่าประชากรที่ไม่นิยมบริโภคชาเขียว สอดคล้องกับสถิติที่พบว่า ในประเทศจีนมีการสูบบุหรี่หนัก แต่กลับพบอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดที่ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา รวมถึงสถิติในประเทศญี่ปุ่นก็คล้ายคลึงกัน จากสถิติเหล่านี้จึงมีการคาดเดากันว่า สารสกัดชาเขียว อาจจะมีผลในการต้านอนุมูลอิสระ และลดโอกาสในการเกิดมะเร็ง จึงนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสารสกัดชาเขียวในแง่มุมต่างๆ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-1620 size-full" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01.jpg" alt="สารสกัดชาเขียว green tea" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/greentea-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4><strong>เราลองมาดูประสิทธิภาพของสารสกัดชาเขียวต่อผิวหนังกันดูบ้างนะคะ</strong></h4>
<p>มีการศึกษาทดลองให้สารสกัดชาเขียว (Green Tea Polyphenol) ในรูปแบบรับประทานกับหนูพบว่า มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิว แต่เมื่อทำการทดลองคล้ายๆกันในมนุษย์ กลับไม่พบประสิทธิภาพดี เหมือนในหนู ซึ่งสันนิษฐานว่า ผิวหนังของมนุษย์มี Barrier ที่หนาและแข็งแรงกว่าหนู จึงทำให้การดูดซึมสารสกัดจากเส้นเลือดสู่ผิวหนังเกิดขึ้นได้ไม่ดี ในทางกลับกัน เนื่องจากหนูมี Barrier ของผิวหนังที่บางกว่ามนุษย์ การศึกษาทดลองในหนูพบว่า เมื่อทดลองให้หนูทาขี้ผึ้งที่มีสารสกัด EGCG ในชาเขียว เข้มข้น 10% (10% EGCG in hydrophilic ointment United States Pharmacopeia) พบว่าหนูเกิดผื่นแดง ระคายเคือง แต่เมื่อทำการทดลองในมนุษย์พบว่าไม่เกิดอาการข้างเคียงใดๆ ดังนั้น จึงพอจะสรุปได้ว่า <strong>การใช้สารสกัดชาเขียวในรูปแบบทา (Topical) มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ในรูปแบบรับประทาน</strong></p>
<h4><strong>ประสิทธิภาพของสารสกัดชาเขียวรูปแบบทา ในการปกป้องผิวจากรังสียูวี ชะลอริ้วรอยแห่งวัย และฟื้นบำรุงผิว</strong></h4>
<p>มีการศึกษาโดย ทดลองทา EGCG ซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลในสารสกัดชาเขียว ปริมาณ 3 mg/2.5 cm<sup>2</sup> ก่อนให้ผิวหนังสัมผัสกับรังสียูวีบี พบว่า สารสกัด EGCG สามารถลดการเกิดผื่นแดง และลดการเคลื่อนตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว (leukocyte) ออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อ (เป็นปฎิกิริยาที่บ่งบอกถึงการอักเสบ) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ การให้ทาสารสกัดชาเขียว 0.2 mg/cm<sup>2</sup> ที่ผิวหนังก่อน 30 นาที หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ได้รับการรักษาโดยใช้ ซอราเลน (Psoralen) ร่วมกับการให้ รังสียูวีเอ พบว่าสารสกัดชาเขียวในรูปแบบทาสามารถลดการเกิดผื่นแดง และยับยั้งการถูกทำลายของ DNA ที่ผิวหนังได้ ซึ่งจะเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดการการใช้ ซอราเลน ร่วมกับ รังสียูวีเอ</p>
<p>พบว่า EGCG สามารถยับยั้งการเพิ่มขึ้นของ AP-1 ที่เกิดจากการกระตุ้นของรังสียูวีบีได้ ซึ่ง AP-1 นี้เป็นส่วนหนึ่งของทรานสคริปชันแฟคเตอร์ใน MAPK Pathways (วิถีไมโทเจน-แอคทิเวเทตโปรตีนไคเนส) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นของสิ่งเร้าภายนอก ทำหน้าที่ควบคุมการทํางานของเซลล์ในหน้าที่หลักต่างๆ ได้แก่ การกลายชนิดของเซลล์(differentiation) การเพิ่มจํานวนเซลล์ (proliferation) และการตายของเซลล์(cell death) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 สายปฏิกิริยา คือ JNKs, ERKs, p38 และ ERK5</p>
<p>พบว่าเมื่อผิวชั้นบนถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวีบี จะส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของการส่งสัญญาณวิถีไมโทเจน-แอคทิเวเทตโปรตีนไคเนส กลุ่ม p38 ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ การแบ่งตัว การกลายชนิดของเซลล์ และการตายของเซลล์ มีการศึกษาพบว่า EGCG สามารถยับยั้ง c-Fos factor ที่เกี่ยวข้องกับ p38 ได้ และส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์ที่ลดลง</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า EGCG ยังสามารถยับยั้ง อนุมูลอิสระ H<sub>2</sub>O<sub>2</sub> ที่เกิดจากการกระตุ้นของยูวีบีได้ด้วย</p>
<p>ดังนั้น จึงคาดว่าการใช้สารสกัดชาเขียวในรูปแบบทา จึงมีผลดีต่อผิวในการปกป้องผิวจากแสงแดด และน่าจะมีผลดีในการป้องกันมะเร็งผิวหนังที่ถูกกระตุ้นโดยแสงแดด (Photocarcinogenesis)</p>
<p>อย่างที่ได้อธิบายไว้ในตอนต้นนะคะ เนื่องจากสารสกัดชาเขียวในรูปแบบทาบนผิวหนัง สามารถปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีได้ ซึ่งเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า แสงแดด เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย ที่เรียกว่า Photoaging ดังนั้น การใช้สารสกัดชาเขียวในรูปแบบทา จึงสามารถลดการเกิดความเหี่ยว และความหยาบกร้านของผิวอันเกิดมาจากการถูกทำร้ายของแสงแดดได้ด้วยค่ะ นอกจากนี้ยังพบว่าจากการทดลองในเซลล์ไฟโบบลาส สารสกัดชาเขียว ยังสามารถยับยั้ง Collagenese ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายของคอลลาเจนในชั้นผิวหนังได้ด้วยค่ะ</p>
<p>จากการศึกษาทดลองต่างๆ พบว่าสารสกัดชาเขียวในรูปแบบทา มีผลดีต่อการฟื้นฟูบาดแผล เนื่องจากพบว่า สารสกัดชาเขียวมีผลต่อเซลล์ Keratinocyte ของผิว ในแง่การยืดอายุของเซลล์, สามารถกระตุ้นเซลล์ที่มีอายุมาก และ ลดการตายของเซลล์จากการถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวีได้ค่ะ (ลดการเกิด Apoptosis)</p>
<p>ด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายต่อผิว Jaslyn Age Defense จึงเลือกสรรค์ให้สารสกัดชาเขียว เป็นหนึ่งในตัวช่วยของสาวๆ ในการปกป้อง ฟื้นบำรุงผิว และชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone wp-image-1621 size-full" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/tea-leaf-1708955_960_720.jpg" width="960" height="640" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/tea-leaf-1708955_960_720.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/tea-leaf-1708955_960_720-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/tea-leaf-1708955_960_720-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/tea-leaf-1708955_960_720-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/tea-leaf-1708955_960_720-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<h4><strong>อ้างอิง</strong></h4>
<ol>
<li><a href="https://www.researchgate.net/publication/7812748_Green_tea_and_the_skin">Reviews เรื่อง Green tea and the skin โดย Stephen Hsu, PhD และ Augusta, G eorgia ตีพิมพ์ในวารสาร <span id="yui_3_14_1_1_1488891541957_695" class="publication-meta-journal" data-reactid="48"><span id="yui_3_14_1_1_1488891541957_694" data-reactid="49"><span id="yui_3_14_1_1_1488891541957_693" class="publication-meta-journal" data-reactid="53">Journal of the American Academy of Dermatology 52(6):1049-59</span></span></span><span class="publication-meta-date" data-reactid="56"><span data-reactid="57"> · July 2005</span></span></a><span data-reactid="60"> </span></li>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11351267">Reviews เรื่อง Green tea polyphenolic antioxidants and skin photoprotection โดย Santosh K. Kattiya และ Craig A. Elmets ตีพิมพ์ในวารสาร INTERNATIONAL JOURNAL OF ONCOLOGY 18: 1307-1313, 2001</a></li>
<li><a href="http://clincancerres.aacrjournals.org/content/6/10/3864.full-text.pdf">Clinical Trials เรื่อง Green Tea Polyphenol Treatment to Human Skin Prevents Formation of Ultraviolet Light B-induced Pyrimidine Dimers in DNA โดย <span class="nlm-given-names">Santosh K.</span> <span class="nlm-surname">Katiyar และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร American Association for Cancer Research Volume 6, Issue 10, pp. 3864-3869</span></a></li>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12897059">Clinical Research เรื่อง Dual mechanisms of green tea extract (EGCG)-induced cell survival in human epidermal keratinocytes. โดย Chung JH และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร FASEB J. 2003 Oct;17(13):1913-5. Epub 2003 Aug 1.</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7-skinbenefit/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1618</post-id>	</item>
		<item>
		<title>แอสต้าแซนทีน มหัศจรรย์คุณค่าจากทะเล สู่การฟื้นบำรุงผิวลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 04 Mar 2017 17:33:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อมูลสารสำคัญต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[astaxathin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1600</guid>

					<description><![CDATA[แอสต้าแซนทีน มหัศจรรย์คุณค่าจากทะเล สู่การฟื้นบำรุงผิวล [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>แอสต้าแซนทีน มหัศจรรย์คุณค่าจากทะเล สู่การฟื้นบำรุงผิวลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย</h2>
<p><strong>แอสต้าแซนทีน (Astaxathin)</strong> เป็นสารในกลุ่ม แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ตามธรรมชาติเราจะพบแอสต้าแซนทีนในสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปู กุ้ง คริลล์ หรือแม้แต่ในนกฟลามิงโก้ ซึ่งแอสต้าแซนทีนนี่เอง คือ เบื้องหลังความมหัศจรรย์ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ มีสีส้มแดง ชมพูแดง โดยพบว่าต้นกำเนิดของแอสต้าแซนทีน เกิดจากสาหร่ายขนาดเล็กในทะเล ที่ชื่อว่า <strong><em>Haematococcus pluvialis</em></strong> เป็นสาหร่ายที่มีความเข้มข้นของแอสต้าแซนทินสูงสุด ในสภาวะปกติจะมีสีเขียว แต่เมื่ออยู่ในสภาวะเครียดจะสร้างที่มีสีแดง ชื่อว่า แอสต้าแซนทีน ขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากอนุมูลอิสระ และรังสียูวี สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆจะได้รับแอสต้าแซนทีนเข้าสู่ร่างกายจากการกินสาหร่ายขนาดเล็กนี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1602" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/Mikrofoto.de-Blutregenalgen_3.jpg" alt=" แอสต้าแซนทีน" width="1000" height="667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/Mikrofoto.de-Blutregenalgen_3.jpg 1000w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/Mikrofoto.de-Blutregenalgen_3-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/Mikrofoto.de-Blutregenalgen_3-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/Mikrofoto.de-Blutregenalgen_3-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/Mikrofoto.de-Blutregenalgen_3-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p>ขอบคุณรูปภาพจาก By Frank Fox &#8211; <a class="external free" href="http://www.mikro-foto.de" rel="nofollow">http://www.mikro-foto.de</a>, <a title="Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 de" href="http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0/de/deed.en">CC BY-SA 3.0 de</a>, <a href="https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=20220268">Link</a><br />
แอสต้าแซนทีนในธรรมชาติ จะทำหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จากสภาวะแวดล้อมที่โหดร้ายรุนแรง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากการกระตุ้นของรังสียูวีในแสงแดด ในปลาแซลมอน พบว่า แอสต้าแซนทีนสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ, ปกป้องผิวจากการไหม้แดดในระหว่างที่อพยพ และสามารถป้องการการถูกทำลายของ Omega-3 ได้<br />
แอสต้าแซนทีนเป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ จนผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยกให้เป็น <strong>“World’s Strongest Natural Antioxidant”</strong> ในการศึกษาเกี่ยวกับ singlet oxygen quenching เป็นการศึกษาประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระของออกซิเจน ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวี เป็นอนุมูลอิสระที่มีความแรงสูง สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเยื่อบุผิวหนัง และดวงตา พบว่าแอสต้าแซนทีนมีประสิทธิภาพในการเป็น Anti-oxidant ที่ดีกว่า โคเอนไซม์คิวเท็น ~ 800 เท่า, ดีกว่า alpha lipoic acid ~ 75 เท่า, ดีกว่า green tea catechins ~ 550 เท่า, ดีกว่า วิตามีซี ~ 6000 เท่า, ดีกว่าวิตามิน อี ~ 550 เท่า และมีประสิทธิภาพดีกว่าสารแคโรทีนอยด์อื่นๆ ~ 10 – 20 เท่า<br />
ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น และฤทธิ์ในการเป็นสาร Anti-oxidant ที่แรงของแอสต้าแซนทีน จึงทำให้มีการศึกษาคุณสมบัติอื่นๆเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง พบว่าแอสต้าแซนทีนสามารถปกป้องดวงตาจากการถูกทำร้ายของอนุมูลอิสระได้ ลดความเสียหายของจอเรติน่าจากการถูกทำลายของแสงยูวี ลดความเมื่อยล้าของดวงตา, มีผลดีต่อระดับ LDL และ HDL, ลดการอักเสบของหลอดเลือด, มีผลดีต่อความดันโลหิต, มีผลดีต่อสมองระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์, ลดความอ่อนล้าของร่างกาย และสามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นจากแสงยูวี แล้วทำให้เกิดความแก่ได้, ลดเลือนความลึกของริ้วรอย, ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน, เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนัง และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน</p>
<h4>เราจะมาเล่าถึงประสิทธิภาพของแอสต้าแซนทีนกับผิวหนังและการเกิดริ้วรอยค่ะ</h4>
<ol>
<li>เป็นที่ทราบกันดีว่า ในแสงแดดจะมีรังสียูวีที่คอยทำร้ายผิวเราอยู่ โดยรังสียูวีบี จะส่งผลให้เกิดการไหม้ของผิวหนังชั้นบน (ผิวหนังชั้น Epidermis) และรังยูวีเอ จะทำให้เกิดความแก่ ที่เรียกว่า Photoaging ซึ่งสามารถทะลุไปถึงชั้นไฟโบบลาสได้แล้วกระตุ้นให้เกิดการสลายของคอลลาเจน นำมาสู่การเกิดริ้วรอย ดังนั้นการศึกษาของแอสต้าแซนทีนในเรื่องลดเลือนริ้วรอยส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่ความแก่จากการถูกกระตุ้นด้วยรังสียูวีเอ</li>
<li>การศึกษาประสิทธิภาพของแอสต้าแซนทีนในการปกป้อง และต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นด้วยรังสี UV-A ในเซลล์ไฟโบบลาส จากไตของหนู พบว่าแอสต้าแซนทีนสามารถมีประสิทธิภาพในการป้องกันต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ที่เหนือกว่าเบต้า – แคโรทีน, ลูทีน ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์เหมือนกัน</li>
<li>การศึกษาในเซลล์ไฟโบบลาสของคน พบว่า แอสต้าแซนทีนในปริมาณ 4-8 µM ให้ทันทีหลังเซลล์ถูกกระตุ้นด้วยรังสี UV-A สามารถลดระดับของ matrix-metalloproteinase (MMP)-1 และ skin fibroblast elastase (SFE)/neutral endopeptidase (NEP) ได้ (MMP-1 และ SFE จะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น หลังเซลล์ผิวถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีเอ และปริมาณที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่การสลายของคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิวหนัง ส่งผลให้เกิดผิวเหี่ยว มีริ้วรอย)<br />
การศึกษาในอาสาสมัครผู้หญิงจำนวน 30 คน รับประทานแอสต้าแซนทีนขนาด 3 mg ร่วมกับการทา แอสต้าแซนทีน 1 ml (5% w/w astaxanthin) วันละ 2 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ พบว่าความลึกของริ้วรอยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ, ความยืดหยุ่นของผิวหนังบริเวณรอยตีนกาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ, จุดด่างดำจากความแก่ (Age spot) จางลงอย่างมีนัยสำคัญ, เนื้อสัมผัสของผิวหนัง (Skin texture) มีความลึก ความหยาบกร้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ, ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น</li>
</ol>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/9651820">การศึกษา เรื่อง Modulation of UVA light-induced oxidative stress by beta-carotene, lutein and <span class="highlight">astaxanthin</span> in cultured fibroblasts.J Dermatol Sci. 1998 Mar;16(3):226-30.</a></li>
<li><a href="http://www.naturalnews.com/Files/Astaxanthin.pdf">หนังสือ The World’s Best Kept Health Secret NATURAL ASTAXANTHIN โดย By Bob Capelli with Dr. Gerald Cysewski</a></li>
<li><a href="https://pdfs.semanticscholar.org/881c/52d326428222d9a561644e27ae5c7cb9f362.pdf">Regular paper เรื่อง Cosmetic benefits of astaxanthin on humans subjects โดย Kumi Tominaga และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Acta Biochim Pol. 2012;59(1):43-7.</a></li>
<li><a href="http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0022354915314945">การศึกษา เรื่อง Protective Effects of Topical Application of a Poorly Soluble Antioxidant Astaxanthin Liposomal Formulation on Ultraviolet-Induced Skin Damage. ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Pharmaceutical Sciences.Volume 101, Issue 8, August 2012, Pages 2909–2916</a></li>
<li><a href="https://pdfs.semanticscholar.org/15f5/bc421aca5acbfbde662c1d74110e4e4589fc.pdf">บทความ เรื่อง Haematococcus astaxanthin: applications for human health and nutrition. โดย Martin Guerin ตีพิมพ์ในวารสาร TRENDS in Biotechnology Vol.21 No.5 May 2003</a></li>
<li><a href="http://www.innobio.cn/uploads/soft/160309/1-1603091R420.pdf">การศึกษา เรื่อง Astaxanthin attenuates the UVA-induced up-regulation of matrixmetalloproteinase-1 and skin fibroblast elastase in human dermal fibroblasts โดย Kaoru Suganuma และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Dermatological Science 58 (2010) 136–142</a></li>
<li><a href="http://www.cyanotech.com/pdfs/bioastin/batl38.pdf">การศึกษาเรื่อง Comparison of Astaxanthin’s Singlet Oxygen Quenching Activity with Common Fat and Water Soluble Antioxidants </a></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1600</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Snow Algae นวัตกรรมความงามจากเทือกเขาแอลป์ สู่การฟื้นคืนผิวสวยให้ดูอ่อนเยาว์</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/snow-algae-agedefense/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/snow-algae-agedefense/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Feb 2017 19:04:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อมูลสารสำคัญต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[Snow algae]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1559</guid>

					<description><![CDATA[Snow Algae นวัตกรรมความงามจากเทือกเขาแอลป์ สู่การฟื้นคื [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>Snow Algae นวัตกรรมความงามจากเทือกเขาแอลป์ สู่การฟื้นคืนผิวสวยให้ดูอ่อนเยาว์</h2>
<p>ในช่วงฤดูร้อนของเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จะเกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ หิมะบางส่วนที่ปกคลุมเทือกเขา จะแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง เบื้องหลังปรากฎการณ์อันน่าทึ่งนี้ เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่มีชื่อเรียกว่า <strong>Snow Algae</strong></p>
<p><strong>Snow Algae</strong> เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีความสามารถโดดเด่นในการปรับตัวอยู่รอดท่ามกลางสภาวะอันโหดร้ายแปรปรวนของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง มีสารอาหารในการเจริญเติบโตต่ำ เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิของเทือกเขาแอลป์จะสูงขึ้นเล็กน้อย และมีสารอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิต Snow algae จะสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างพลังงานโดยใช้สารสีเขียว ที่ชื่อว่า คลอโรฟิลด์ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน รังสียูวีจะมีความเข้นข้นสูงขึ้นจนสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และกระบวนการต่างๆในการดำรงชีวิต Snow Algae จะปรับตัวสร้างสาร แคโรทีนอยด์ ซึ่งมีสีชมพู แดง ขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากรังสียูวีเข้มข้น นั่นจึงเป็นสาเหตุของความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ทำให้เรามองเห็นหิมะบางส่วนเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง</p>
<p><img decoding="async" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/green-and-red-lifecycle.jpg" alt="" width="275" height="366" class="aligncenter size-full wp-image-1580" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/green-and-red-lifecycle.jpg 275w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/green-and-red-lifecycle-225x300.jpg 225w" sizes="(max-width: 275px) 100vw, 275px" /></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ได้สังเกตปรากฎการณ์ทางธรรมอันน่าทึ่งนี้ และศึกษาค้นคว้าจนนำไปสู่การค้นพบสารสกัดอันทรงคุณค่าจาก Snow Algae ที่สามารถช่วยฟื้นบำรุงผิวให้อ่อนเยาว์ ด้วยกลไกเฉพาะ Caloric Restriction Mimetic Pathway ด้วยการกระตุ้น Klotho longevity gene และ AMPK energy sensor</p>
<p>โดยพบว่าเมื่อเราอายุมากขึ้น เซลล์ไฟโบบลาส จะมีการแสดงของ Klotho longevity gene ที่ลดลง จากการศึกษาทดลอง Snow algae สามารถกระตุ้นให้เกิดการแสดงของ Klotho gene เพิ่มขึ้น 47% ในเซลล์ไฟโบบลาสที่มีอายุมาก เมื่อเทียบกับเซลล์ไฟโบบลาสที่มีอายุน้อยซึ่งไม่ได้รับ Snow algae  และพบว่าสามารถกระตุ้นการทำงานของ AMPK ในเซลล์ผิวหนังให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง AMPK ที่มากขึ้นนี้จะสัมพันธ์กับการมีอายุที่ยืนยาวของเซลล์</p>
<p>เมื่อทดลองค้นคว้ามากขึ้นเรื่อยๆ ยังพบว่า Snow algae ยังช่วยเพิ่ม connecting area ระหว่างผิวชั้น Epidermis และชั้น Dermis ให้เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งผ่านของสารอาหารสู่ผิวชั้นบนเกิดได้ดีขึ้น ส่งผลให้การฟื้นบำรุงผิวเกิดได้ดีขึ้น, ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และยับยั้งเอนไซม์ที่สลายคอลลาเจนในผิวหนัง,ช่วยเสริมสร้างเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง,เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และลดเลือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1562" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01.jpg" alt="" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/03/snowalgae-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://mibellebiochemistry.com/app/uploads/2015/03/Snow-Algae-Powder_The_Secret_of_Snow_Algae_Guide_Expression_Cosmetique_2014.pdf">The secret of the snow algae</a></p>
<p><a href="https://mibellebiochemistry.com/app/uploads/2015/03/Snow-Algae-Powder_Snow_Algae_Powder_The_Secret_of_Red_Snow_in-cosmetics_Preview_February_2014.pdf">Snow Algae Powder &#8211; The Mystery of Red Snow</a></p>
<p><a href="https://mibellebiochemistry.com/app/uploads/2015/03/Snow-Algae-Powder_Rejuvenating_Effect_of_Snow_Algae_Analysed_Personal_Care_Magazine_Europe_04_2014.pdf">Rejuvenating effect of snow algae analysed</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/snow-algae-agedefense/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1559</post-id>	</item>
		<item>
		<title>5 สิ่งที่ทานแล้วช่วยให้ผิวใส</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/5-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%aa/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/5-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%aa/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2016 16:10:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ความสวยความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=874</guid>

					<description><![CDATA[สาว ๆ คงรู้กันอยู่แล้วว่า การที่จะสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สาว ๆ คงรู้กันอยู่แล้วว่า การที่จะสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่เพียงแต่จะพึ่งการแต่งตัวเพียงอย่างเดียว ต่อให้ใส่คีย์ไอเท็มอย่างรองเท้า Nike Air Max ก็ตาม การที่จะสวยเพอร์เฟค ก็ต้องอย่าลืมดูแลร่างกายให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งเช่นกัน จากที่เราทราบกันอยู่แล้วว่าการบำรุงผิวพรรณด้วยครีมบำรุงผิว เซรั่มหรืออะไรก็ตามที่ใช้ทาภายนอกช่วยเรื่องผิวพรรณได้ หรือจะเป็นการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ที่ถูกต้องอย่าง รองเท้า <a href="https://www.zalora.co.th/nike-air-max/">Nike Air Max</a> กับการเล่นบาสเก็ตบอลก็ช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้เช่นกัน นอกจากนี้ ก็ยังมีนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยให้ผิวของเราดูดีและสุขภาพดียิ่งขึ้นนั้น ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมจากภายนอก แต่ภายในของเราสาวๆก็ต้องห้ามละเลยนะคะ เพราะการบำรุงจากภายในจะยั่งยืนกว่าแถมยังช่วยให้ผิวดูมีออร่าโดยไม่ต้องเจ็บตัวหรือเสี่ยงอันตรายด้วยนะ งั้นเรามาต่อกันเลยดีกว่ากับ 5 อาหารที่ช่วยให้เรามีผิวสุขภาพดีแถมยังอร่อยอีกด้วย</p>
<ol>
<li>
<h4 style="text-align: left;">แครอท<br />
<img decoding="async" class="aligncenter wp-image-875 size-medium" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/แครอท-300x300.jpg" alt="แครอท" width="300" height="300" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/แครอท-300x300.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/แครอท-100x100.jpg 100w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/แครอท-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></h4>
</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">ผักแครอทถ้าใครชอบทานต้มก็อย่าไปต้มให้เปื่อยมากนะคะ เดี๋ยวสารอาหารข้างในมันจะถูกทำลายหมด อย่างที่ทราบว่าแครอทมีสารเบต้าแคโรทีม นอกจากจะช่วยบำรุงดวงตาแล้ว สารอาหารตัวนี้ยังสามารถถูกเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ซึ่งต่อต้านอนุมูลอิสระให้กับผิวของเรา ซึ่งพวกสารอนุมูลพวกนี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ผิวเราเกิดริ้วรอยและหย่อนคล้อยนั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="2">
<li>
<h4>น้ำมันดอกโรสแมร์รี่<br />
<img decoding="async" class="aligncenter wp-image-878 size-medium" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/น้ำมันดอกโรสแมร์รี่-300x300.jpg" alt="น้ำมันดอกโรสแมร์รี่" width="300" height="300" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/น้ำมันดอกโรสแมร์รี่-300x300.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/น้ำมันดอกโรสแมร์รี่-100x100.jpg 100w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/น้ำมันดอกโรสแมร์รี่-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></h4>
</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">การหลีกเลี่ยงน้ำมันจากสัตว์มาใช้น้ำมันจากพืชทำอาหารเนี่ยมันก็ดีต่อสุขภาพนะคะ รวมถึงผิวพรรณเราด้วย น้ำมันดอกโรสแมร์รี่มีสาร Phenolic Diterpine ซึ่งมีความสามารถในการช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมี กรดคาร์โนซิคและคาร์นาโซล ซึ่งช่วยปกป้องและลดการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และสารพันธุกรรม DNA จากความเป็นพิษของอนุมูลอิสระอีกด้วยค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="3">
<li>
<h4>เมล็ดดอกทานตะวัน<br />
<img decoding="async" class="aligncenter wp-image-877 size-medium" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เมล็ดดอกทานตะวัน-300x300.jpg" alt="น้ำมันดอกโรสแมร์รี่" width="300" height="300" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เมล็ดดอกทานตะวัน-300x300.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เมล็ดดอกทานตะวัน-100x100.jpg 100w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เมล็ดดอกทานตะวัน-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></h4>
</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">เมล็ดดอกทานตะวันนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน B, E และ Copper ซึ่งจะเป็นสารอาหารที่ต่อต้านการอักเสบของผิวได้ดี ใครที่เป็นสิวทานเจ้าสิ่งนี้เยอะๆรับรองว่าช่วยได้ค่ะ นอกจากสิวแล้วเวลาปวดท้องประจำเดือน สารอาหารจากเมล็ดดอกทานตะวันก็มีส่วนช่วยให้อาการปวดท้องทุเลาลงได้ด้วยนะ สำหรับสาวๆที่คิดจะทานเมล็ดดอกทานตะวัน สามารถนำมาเคี้ยวเล่นเป็นขนมระหว่างวันก็ได้ หรือจะนำมาผสมกับสลัดผักรวมเพื่อทานหลังจากออกกำลังกายก็ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="4">
<li>
<h4>เนื้อวัว (ไม่ติดมัน)<br />
<img decoding="async" class="aligncenter wp-image-876 size-medium" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เนื้อวัว-ไม่ติดมัน-300x300.jpg" alt="เนื้อวัว-ไม่ติดมัน" width="300" height="300" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เนื้อวัว-ไม่ติดมัน-300x300.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เนื้อวัว-ไม่ติดมัน-100x100.jpg 100w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เนื้อวัว-ไม่ติดมัน-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></h4>
</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">คอสเต็ก ชาบู ปิ้งย่าง หรือคนที่ชอบทานเนื้อวัวรับรองมีเฮแน่ค่ะ เพราะการทานเนื้อวัวนอกจากอิ่มอร่อยแล้วยังมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณของคุณดูดี ดูสดใสด้วยนะ ด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจนในผิวของเรา ถ้าเราเลี้ยงเจ้าคอลลาเจนน้อยๆให้อยู่ดีกินดี มันก็จะแข็งแรง ทำให้ผิวของเราเด้งดึ๋งและไม่เกิดริ้วรอยยังไงล่ะคะ (จริงๆถ้าเป็นเนื้อวัวชนิดที่มีมันน้อย จะมีสัดส่วน โอเมก้า-3 ต่อโอเมก้า-6 สูงกว่าเนื้อวัวที่มีไขมันมากอีกด้วย แต่อธิบายเรื่องนี้เดี๋ยวยาว ต้องแยกสายพันธุ์วัวไปอีก)</p>
<p>&nbsp;</p>
<ol start="5">
<li>
<h4>ผักคะน้า<br />
<img decoding="async" class="aligncenter wp-image-879 size-medium" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ผักคะน้า-300x300.jpg" alt="ผักคะน้า" width="300" height="300" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ผักคะน้า-300x300.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ผักคะน้า-100x100.jpg 100w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ผักคะน้า-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></h4>
</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">ผักใบเขียวมีประโยชน์เสมอ ผักคะน้ามีสารอาหารอย่างวิตามิน A และ C ซึ่งเป็นสารอาหารกลุ่มที่เรียกว่าลูทีน จะช่วยให้ผิวของคุณแข็งแรงและไม่ไวต่อแสงแดดและอนุมูลอิสระค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก <a href="http://www.stylecaster.com">stylecaster.com</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/5-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">874</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Astaxanthin กับ พลัง Anti-Oxidant ที่สาวๆต้องรู้!!!</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/astaxanthin-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-anti-oxidant/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/astaxanthin-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-anti-oxidant/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2016 21:05:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข้อมูลสารสำคัญต่างๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=798</guid>

					<description><![CDATA[Astaxanthin คือ อะไร? Astaxanthin (แอสต้าแซนธีน) เป็น ส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1>Astaxanthin คือ อะไร?</h1>
<p>Astaxanthin (แอสต้าแซนธีน) เป็น สารในกลุ่ม แซนโทรฟิลล์ (xanthophyll) จัดว่าเป็น แคโรทีนอยด์ (carotenoid) ชนิดหนึ่ง</p>
<p>มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงที่สุดตัวหนึ่งเลยค่ะ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับกล่าวว่าเป็น “World’s Strongest Natural Antioxidant”</p>
<p>มีการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ในการทดลองนี้ใช้เป็นอนุมูลอิสระของ O<sub>2 </sub>ทำการศึกษาแบบ in vitro model พบว่า Astaxanthin มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระแรงกว่า สารตัวอื่นๆในกลุ่ม Carotenoids เช่น zeaxanth, lutein, tunaxanthin, canthaxanth และ Beta-carotene ถึง 10 เท่า และแรงกว่า วิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงเช่นกัน ถึง 100 เท่า และจากการทดลองนี้ยังพบอีกว่า แอสต้าแซนธีน มีความสามารถในการยับยั้งกระบวนการ lipid peroxidation จากการกระตุ้นโดย O2 ได้ดี และพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระดีกว่า Coenzyme Q10 150 เท่า และดีกว่า วิตามิน C 64.9 เท่าค่ะ</p>
<h1>แอสต้าแซนธีน พบในไหนบ้าง?</h1>
<p>แอสต้าแซนธีน เป็นสารที่มีสีแดงสามารถพบได้ใน ปลาแซลมอน, กุ้ง, ปู, krill, Phaffia ยีสต์ และHaematococcus algae ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว แต่ละชนิดก็จะมีปริมาณความเข้มข้นของ Astaxanthin ต่อน้ำหนักต่างกัน</p>
<h3>ปริมาณ แอสต้าแซนธีน (mg/kg)</h3>
<p>Atlantic salmon                        3 &#8211; 11</p>
<p>Rainbow trout                          1 &#8211; 3</p>
<p>Blueback salmon                     26 &#8211; 37</p>
<p>Phaffia yeast                            30 &#8211; 800</p>
<p>Haematococcus algae  10,000 – 30,000</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-802 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/astaxanthin-powerful-anti-oxidant.jpg" alt="astaxanthin-powerful-anti-oxidant" width="960" height="719" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/astaxanthin-powerful-anti-oxidant.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/astaxanthin-powerful-anti-oxidant-600x449.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/astaxanthin-powerful-anti-oxidant-300x225.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/astaxanthin-powerful-anti-oxidant-768x575.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/astaxanthin-powerful-anti-oxidant-370x277.jpg 370w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>แอสต้าแซนธีน ที่นำมาใช้ในเครื่องสำอางหรือ อาหารเสริมส่วนใหญ่จะนิยมสกัดจาก Haematococcus algae ซึ่งเป็นสาหร่ายขนาดเล็ก เพราะมีปริมาณสูงกว่าแหล่งอื่น สามารถเพาะเลี้ยงได้ปริมาณมาก,  รวดเร็ว และเมื่อนำมาสกัดก็จะได้สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ตัวอื่นๆ ที่มีในสิ่งมีชีวิตออกมาด้วย ซึ่งก็จะช่วยเสริมฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระค่ะ เจ้าสาหร่ายตัวนี้ในสภาวะปกติ จะมีสีเขียว แต่เมื่อตกอยู่ในสภาวะเครียด สิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ขาดอาหาร ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง โดยสร้างสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น แอสต้าแซนธีน ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับสภาพแวดล้อมค่ะ</p>
<h1>แอสต้าแซนธีน มีประโยชน์อย่างไร?</h1>
<p>นอกจากจะมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง (Anti-oxidant) อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ, บำรุงสายตา, ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน, ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน, หัวใจและหลอดเลือด, ความดันโลหิตสูง (ลดอัตราเสี่ยงนะคะ ไม่ใช่รักษา มีบางคนอยากกินอาหารเสริม เพื่อแทนยา อันนี้ไม่ได้ ห้ามเด็ดขาดค่ะ อันตรายมากๆ บางตัวอาจจะกินคู่กันได้แต่ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะ เพราะอาหารเสริมและยาบางตัวตีกันได้ค่ะ) และที่น่าสนใจมากๆสำหรับสาวๆ คือ บำรุงผิวพรรณ สามารถลดการเกิดผิวไหม้แดดจาก  UV-B  ได้, ลดการหลั่งสารต่างๆที่เกี่ยวกับการอักเสบหากถูกกระตุ้นด้วย UV-B ได้, ลดการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือเม็ดสีผิวมากผิดปกติ, ช่วยลดริ้วรอย, เพิ่มความชุ่มชื้นผิว, ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน, กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิว, ลดจุดด่างดำ Age spot, ปรับสภาพผิวให้กระจ่างใส ซึ่งประสิทธิภาพเกี่ยวกับผิวสามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบรับประทาน และรูปแบบทาค่ะ และมีการศึกษาว่าการใช้คู่กันทั้งรับประทาน และทาก็ให้ผลในการลดริ้วรอยที่ดี</p>
<p>แต่อย่างที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ถึงจะมีฤทธิ์ในการปกป้องผิวจาก UV-B ก็ยังต้องใช้กันแดดควบคู่ไปด้วย และไม่แนะนำให้ไปวิ่งสู้แดดนะคะสาวๆ</p>
<h1>แอสต้าแซนธีน ใช้อย่างไร? อันตรายหรือไม่?</h1>
<p>ในรูปแบบอาหารเสริม ขนาดที่แนะนำให้รับประทาน อยู่ที่ 4-6 มิลลิกรัม ต่อ วัน และรับประทานหลังอาหาร จะดูดซึมได้ดีกว่า</p>
<p>ในรูปแบบทา ความเข้มข้น อยู่ที่ 0.01 – 5% ทา 1-2 ครั้ง/วัน</p>
<p>จากที่ลองศึกษาดู ยังไม่มีการพบผลข้างเคียงจากการกิน แอสต้าแซนธีน  และเคยมีการศึกษาที่กินถึงขนาด 40 มิลลิกรัม ต่อ วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ติดต่อกัน ก็ไม่พบผลข้างเคียงใดๆค่ะ</p>
<h2>หลายๆ คนอาจจะกำลังคิดอยู่ว่า ประสิทธิภาพดีขนาดนี้ เลิกกินวิตามินตัวอื่นในการต้านอนุมูลอิสระ แล้วมากินตัวนี้เลยดีไหม?</h2>
<p>ตรงนี้แนะนำว่า เลือกวิตามินตามสภาพร่างกายที่เราขาด และต้องการเสริมจะดีกว่าค่ะ เลือกให้ตรงกับปัญหาที่เราเป็นอยู่</p>
<p>เพราะแต่ละตัวก็มีการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น วิตามินซี ก็ช่วยในเรื่องโรคเลือดออกตามไรฟัน เพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือด</p>
<p>ถ้าเรามีปัญหาแบบนี้อยู่ก็ควรเลือกตามปัญหา มากกว่าเลือกตามความแรงของ Anti-oxidant ค่ะ</p>
<p>หรือบางอย่างอาจจะกินคู่กัน เพื่อเสริมฤทธิ์ก็ได้เช่นกัน</p>
<h3>อ้างอิง</h3>
<ol>
<li><a href="https://www.iupac.org/publications/pac/pdf/1991/pdf/6301x0141.pdf">Vataru Yiki .Biological functions and activities of animal carotenoids ตีพิมพ์ในวารสาร Pure&amp;App. Chem., Vol. 63, No. 1, pp. 141-146, 1991.</a></li>
<li>Kasa: Japanese society for Astaxanthin11 (2005)</li>
<li><a href="http://www.realrawfood.com/sites/default/files/book/Astaxanthin%20Book.pdf">หนังสือ Natural Astaxanthin: King of the Carotenoids โดย Bob Cappelli และ Dr.Gerald Cysewski</a></li>
<li><a href="http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-1063-astaxanthin.aspx?activeingredientid=1063&amp;activeingredientname=astaxanthin">http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-1063-aspx?activeingredientid=1063&amp;activeingredientname=astaxanthin</a></li>
<li><a href="http://ingeniousbeauty.com/media/pdf/Astaxanthin/Cosmetic%20Benefits%20of%20Astaxanthin.pdf">งานวิจัยเรื่อง Cosmetic benefits of astaxanthin on humans subjects โดย Kumi Tominaga, Nobuko Hongo, Mariko Karato และ Eiji Yamashita Fuji Chemical Industry Co. Ltd., Kamiichi, Toyama, Japan</a></li>
<li><a href="http://www.mdpi.com/1660-3397/12/1/128/htm">รายงานการวิจัยเรื่อง Astaxanthin: Sources, Extraction, Stability, Biological Activities and Its Commercial Applications—A Review โดย Ranga Rao Ambati, Phang Siew Moi , Sarada Ravi และ Ravishankar Gokare Aswathanarayana Mar. Drugs 2014, 12(1), 128-152; doi:10.3390/md12010128</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/astaxanthin-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-anti-oxidant/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">798</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 4 : Vitamin E</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-e/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-e/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2016 12:45:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=761</guid>

					<description><![CDATA[ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงต<wbr />อนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของหัวข้<wbr />อนี้ค่ะ วันนี้เล่าจะมาต่อกันที่ Vitamin E</p>
<h2>Vitamin E</h2>
<p>&#8220;Vitamin E&#8221; เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน<wbr /> มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ดีเยี่ยม สามารถลดปัญหาผิวจากการถูกท<wbr />ำร้ายจากอนุมูลอิสระได้ เช่น ผิวไหม้แดด, ริ้วรอย, การสร้างเม็ดสีผิวมากผิดปกต<wbr />ิ นอกจากนี้ยังสามารถลดเลือนร<wbr />ิ้วรอย และให้ความชุ่มชื้นผิวไ<span class="text_exposed_show">ด้ดี</span></p>
<h4>รูปแบบที่ใช้</h4>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E ที่ใช้ในสกินแคร์ มีหลายฟอร์ม เช่น tocopherol และ วิตามินอี ในรูปเอสเทอร์ เช่น tocopheryl acetate, tocopheryl succinate, tocopheryl nicotinate, tocopheryl linoleate, และ tocopheryl phosphate</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E ในธรรมชาติจะมีโครงสร้างหลา<wbr />ยไอโซเมอร์ เช่น alpha, beta, gamma และ delta tocopherol ซึ่งแต่ละชนิดจะมีโครงสร้าง<wbr />หลักเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ Side chain ตัวที่มีประสิทธิภาพดีสุด และแน่นอนราคาก็แพงตามไปด้ว<wbr />ย นั่นคือ alpha tocopherol (ในสกินแคร์ที่เราใช้กันจะไ<wbr />ด้จากการสังเคราะห์)</span></p>
<h4>กลไกหลักของ Vitamin E</h4>
<p><span class="text_exposed_show">อย่างที่เรามักได้ยินกันบ่อ<wbr />ยๆ ว่าอนุมูลอิสระจะทำร้ายผิว เนื่องจากเป็นโมเลกุลที่ไม่<wbr />มีคู่ เป็นโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอน<wbr />อยู่เดี่ยวๆ ดังนั้นเมื่อเกิดลักษณะนี้ข<wbr />ึ้น ก็จะต้องไปแย่งประจุบวกจากโ<wbr />มเลกุลอื่นเพื่อให้ครบคู่ และเกิดความเสถียรค่ะ ตัวที่เป็นอนุมูลอิสระที่สต<wbr />รอง และได้ยินบ่อย เช่น อนุมูลอิสระของออกซิเจน (Oxygen radical) เพราะมีความว่องไวต่อการเกิ<wbr />ดปฎิกิริยาสูง<br />
กลไกการต้านอนุมูลอิสระของ Vitamin E นั้นจะทำงานกันเป็นทีมค่ะ โดยทำงานร่วมกันกับ Vitamin C และ กลูตาไธโอน ในการช่วยกันต้านอนุมูลอิสร<wbr />ะ</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E จะปกป้องเซลล์เมมเบรน จากปฎิกิริยา Lipid peroxidation ที่เกิดจากการทำร้ายของอนุม<wbr />ูลอิสระ เมื่อ Vitamin E ถูกออกซิไดช์ (กลายเป็นโมเลกุลที่มี อิเล็คตรอนคู่โดดเดี่ยว เหมือนอนุมูลอิสระ) Vitamin C ก็จะมาช่วยเปลี่ยนให้ Vitamin E กลับไปอยู่ในรูปรีดิวซ์ฟอร์<wbr />มค่ะ<br />
Vitamin E ในสกินแคร์โดยทั่วไป จะมีความเข้มข้นอยู่ที่ 1-5%<br />
จากการศึกษาแบบ in vitro (ศึกษาในสิ่งมีชีวิต) พบว่าการทา Vitamin E ก่อนโดนแดด สามารถลด อาการผื่นแดงของผิว อาการบวม และจำนวนเซลล์ผิวที่ได้รับค<wbr />วามเสียหาย จากการถูกไหม้แดด และทำร้ายจาก UVB ได้ค่ะ แต่หลังจากโดนแดดมาแล้วค่อย<wbr />ทาจะไม่ค่อยได้ผล </span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้<wbr />ผิวได้ เนื่องจากจะส่งผลให้ผิวในชั<wbr />้น Stratum corneum มีความชุ่มน้ำมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการจับ<wbr />กับโมเลกุลของน้ำได้มากขึ้น<wbr />ค่ะ และจะมีประสิทธิภาพในการปกป<wbr />้องผิวไม่ให้เกิดริ้วรอยจาก<wbr />การถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด ที่เรียกว่า photoaging มากขึ้น หากทาร่วมกันกับวิตามิน C ค่ะ</span></p>
<h4>ตัวอย่าง/กรณีศึกษา</h4>
<p><span class="text_exposed_show">ตอนก่อนเรียนจบเภสัช เคยทำงานวิจัยก่อนจบ เกี่ยวกับเรื่องมาสก์หน้าไค<wbr />โตซาน ที่มีส่วนผสมของวิตามิน E ในรูป alpha tocopherol อยู่ 0.5% ก็พบว่ามีประสิทธิภาพในการล<wbr />ดริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้นผิวในอ<wbr />าสาสมัครอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอาสาสมัครผู้ชาย ซึ่งโดยปกติจะไม่ทาครีมบำรุ<wbr />งใดๆทั้งสิ้น ยิ่งเห็นได้ชัด จะเห็นว่าใส่ % น้อยมาก มาสก์หน้าแค่ 15-20 นาที ก็เห็นผลค่ะ แต่อันนี้น่าจะเป็นผลของไคโ<wbr />ตซานร่วมด้วย จริงๆอยากใส่มากกว่านี้นะคะ<wbr /> แต่ใส่เยอะแล้วมาสก์ที่ได้จ<wbr />ะมันมากๆค่ะ ได้ตำรับที่ไม่น่าใช้</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">สำหรับในเรื่องลดรอยแผลเป็น<wbr /> อันนี้มีบางงานวิจัยบอกว่า การทาวิตามินอีบนรอยแผลเป็น<wbr />หลังจากแผลปิดได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด ไม่ช่วยลดเรื่องรอยแผลเป็นค<wbr />่ะ และเพิ่มโอกาสในการเกิดผื่น<wbr /> (Contact dermatitis)</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">ปัญหาหลักๆ ของการตั้งสูตรตำรับสกินแคร<wbr />์ที่มี Vitamin E เป็นส่วนประกอบก็คือ ความมัน นั่นเองค่ะ เพราะเป็นวิตามินที่ละลายใน<wbr />ไขมัน หากใส่เดี่ยวๆ เพื่อให้เกิดผลกับผิวในเรื่<wbr />องริ้วรอย ส่วนใหญ่จะเคลมว่า ควรอยู่ที่ 5% แต่จะมันมากๆ ถ้าจะแก้ตรงนี้ก็จะเลี่ยงโด<wbr />ยการลดปริมาณ Vitamin E ลง และเพิ่มสาร Anti-oxidant ตัวอื่นเพื่อช่วยเสริมฤทธิ์<wbr />กันค่ะ อีกเรื่องคือ การเกิดปฎิกิริยา Hydrolysis ข้อนี้บางตำรับเลี่ยงไปใช้ Tocopheryl acetate แทน alpha tocopherol เนื่องจากมีความคงตัวมากกว่<wbr />า แต่ประสิทธิภาพของ Tocopheryl acetate จะน้อยกว่าค่ะ</span></p>
<h4><span class="text_exposed_show">อ้างอิง :</span></h4>
<p><span class="text_exposed_show"><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10417589" target="_blank" rel="nofollow nofollow">https://<wbr />www.ncbi.nlm.nih.gov/<wbr />pubmed/10417589</a><br />
<a href="http://www.academia.edu/17666651/Cosmeceuticals_vitamins" target="_blank" rel="nofollow nofollow">http://www.academia.edu/<wbr />17666651/<wbr />Cosmeceuticals_vitamins</a></span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-762 alignnone" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E-.jpg" alt="almond-vitamin-e" width="960" height="639" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E-.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--600x399.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--768x511.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-e/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">761</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-c/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Nov 2016 05:47:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=724</guid>

					<description><![CDATA[วิตามินตัวนี้ต้องเรียกว่าเป็นวิตามินยอดนิยมในสกินแคร์เล [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิตามินตัวนี้ต้องเรียกว่าเป็นวิตามินยอดนิยมในสกินแคร์เลยค่ะ เป็นใครไปไม่ได้แน่นอน นั่นคือ วิตามินซี (Vitamin C) นั่นเอง</p>
<p>วิตามินซี ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์เยอะมาก เรียกว่ามีแทบจะทุกรูปแบบ ทั้งเซรั่ม ครีม โฟมล้างหน้า สครับผิว มาสก์หน้า โดยเฉพาะในกลุ่มที่เน้นคุณสมบัติ &#8220;Whitening&#8221; เพิ่มความกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ</p>
<h2>วิตามินซี</h2>
<p>วันนี้เราจะมาเล่าต่อเรื่องวิตามินในสกินแคร์ ตัวที่ 3 คือ วิตามินซี ค่ะ<br />
วิตามินซี ที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์มีหลายฟอร์มค่ะ (มันคือ วิตามินซีนั่นแหละค่ะ แต่หลายฟอร์มคือ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีเล็กน้อย เพื่อให้มีความคงตัวมากขึ้น หรือประสิทธิภาพที่ดีขึ้น) เช่น Ascorbic acid, Ascorbyl phosphate, Ascorbyl palmitate, Ascorbyl glucoside เป็นต้น</p>
<p>เหตุผลที่วิตามินซีถูกนำมาใช้กันมากในสกินแคร์กลุ่มที่เน้นความขาวกระจ่างใสนั้น เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี (Anti-oxidant) ,สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีเมลานิน แล้วทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ได้ และพบว่าวิตามินซีมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ลดการเกิดผื่นแดงที่ผิวหนังได้ (Erythema) นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินซีเป็นโคแฟกเตอร์ในการทำงานของเอนไซม์ Lysyl hydroxylase และ Prolyl hydroxylase ซึ่งเอนไซม์ทั้ง 2 ตัวนี้เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ คอลลาเจนชนิดที่ 3 (ซึ่ง คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 เป็นชนิดที่พบมากที่ผิวหนังค่ะ) วิตามินซีสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนคอลลาเจนในผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอยได้จากการกระตุ้นกระบวนการทำงานของเอนไซม์ทั้ง 2 ตัวข้างต้น</p>
<p>มีการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามินซีในรูปแบบทามากมายค่ะ โดยจะใช้ความเข้มข้นในการศึกษาอยู่ที่ประมาณ 3-17%</p>
<p>มีการศึกษาหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการใช้วิตามินซีในรูปแบบทา</p>
<h4>การศึกษาชื่อ Topical activity of ascorbic acid: from in vitro optimization to in vivo efficacy.<br />
ตีพิมพ์ในวารสาร Skin Pharmacol Physiol ปี 2004</h4>
<p>การศึกษานี้ใช้ วิตามินซี ในรูป Ascorbic acid ความเข้มข้น 3% ครีม ตั้งสูตรตำรับเป็น O/W (เค้าบอกว่า จากที่เค้าทดลองแบบ in vitro สารที่มีคุณสมบัติเป็น Hydrophilic คือ ชอบน้ำ ละลายน้ำได้ดี เช่น วิตามินซี หากตั้งสูตรตำรับเป็น O/W จะปลดปล่อยออกมาได้ดีกว่าการตั้งสูตรตำรับแบบ W/O) ให้อาสาสมัครทดลองทา Ascorbic acid 3% ครีม นาน 1 สัปดาห์ พบว่า Ascorbic acid 3% ครีม สามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระที่ผิวหนังจากการถูกกระตุ้นด้วย รังสี UVA ได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการทา Sodium ascorbyl-2-phosphate 3% ครีม (ซึ่งเป็นวิตามินซีในรูปที่เสถียรกว่า) และหลังจากให้อาสาสมัคร 25 คน ทดลองทา Ascorbic acid 3% ครีม นาน 1 เดือน แล้วเปรียบเทียบผลระหว่างหน้าด้านที่ทาครีม กับไม่ทาครีมพบว่า dermal papillae ด้านที่ทาครีมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Dermal papillae เป็นชั้นของผิวหนังที่อยู่ระหว่างหนังแท้ : Dermis และชั้นหนังกำพร้า : Epidermis เมื่ออายุมากขึ้นพบว่า จำนวนของ Dermal papillae จะลดลง) และเมื่อทดลองทา Ascorbic acid 3% ครีม นาน 12 สัปดาห์ พบว่า สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p>ยังมีการศึกษาอื่นๆอีกหลายการศึกษาที่ใช้ความเข้มข้น ของวิตามินซีสูงกว่าที่ 5-17% ทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน พบว่า</p>
<ul>
<li>สามารถลดความแก่ของผิวหน้าจากการถูกกระตุ้นด้วยแสงแดดได้ (Photoaging)</li>
<li>ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น</li>
<li>เพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวหนังได้</li>
</ul>
<p>สิ่งที่ต้องระมัดระวังการตั้งตำรับสกินแคร์ที่มีวิตามินซีอยู่ คือ เรื่อง &#8220;ความคงตัว&#8221; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วิตามินซีในรูป &#8220;Ascorbic acid&#8221; เพราะ ไวต่อออกซิเจนในอากาศ จะถูกออกซิไดซ์กลายเป็นสารที่มีสีเหลือง ซึ่งทำให้รู้สึกไม่น่าใช้ (นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ตำรับเครื่องสำอาง และยาที่มีวิตามินซีอยู่จึงมักทำเป็นสีออกเหลืองๆ ส้มๆ ครีมเพราะหากเกิดการเปลี่ยนสภาพจะไม่ค่อยรู้สึก)<br />
ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จึงมักทำให้อากาศผ่านเข้าออกได้น้อยเพื่อลดการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน, มีการนำวิตามินซีไปทำเป็นรูปแบบ encapsulation หรือ ไลโปโซม เพื่อเพิ่มความคงสภาพ, ปรับช่วง pH ของสูตรตำรับให้เหมาะสม ค่าpH ต้องเป็นกรด แต่หากเป็นกรดมากเกินไปก็จะไม่ดีต่อผิว ระคายเคืองผิวได้ค่ะ เพราะ pH ของผิวอยู่ที่ 5.5, ใช้น้ำในสูตรตำรับให้น้อย นอกจากนี้วิตามินซียังไวต่อแสง จึงต้องใช้บรรจุภัณฑ์ทึบแสง หรือขวดแก้วสีชา และยังไม่หมดค่ะ วิตามินซีถูกสลายด้วยความร้อนได้ด้วย ดังนั้นก็ต้องระวังในเรื่องการควบคุมอุณหภูมิหรือ ใช้เวลาในการสัมผัสความร้อนให้น้อยที่สุดค่ะ กลุ่ม derivatives ของวิตามินซี เช่น Ascorbyl phosphate ก็จะมีความคงตัวมากกว่า Ascobic acid และซึมผ่านผิวหนังได้ดีกว่า</p>
<p>โดยรวมๆแล้ว วิตามินซีในรูปแบบทา มีประสิทธิภาพที่ดีค่ะ ในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดความหมองคล้ำ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ ความคงสภาพ เพราะไวต่อการเกิดปฎิกิริยาทั้ง ออกซิเจน น้ำ แสง ความร้อน</p>
<p>แล้วพรุ่งนี้เราจะมาต่อกันกับวิตามินยอดฮิตในสกินแคร์ตัวสุดท้ายนะคะ คือ วิตามินอี ค่ะ</p>
<h4>ก่อนหน้า</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-a/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A<br />
</a><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-b3/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3</a></p>
<h4>อ่านต่อ</h4>
<p>ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงตอนที่ 3 นะคะ</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-725 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี.jpg" alt="ส้ม-วิตามินซี" width="960" height="636" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี-600x398.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี-300x199.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี-768x509.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">724</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-b3/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-b3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2016 08:19:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=715</guid>

					<description><![CDATA[จากที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วนะคะว่า วิตามินที่นิยมนำมาใส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วนะคะว่า วิตามินที่นิยมนำมาใส่ในสกินแคร์กันมากมีหลักๆ 4 ตัว คือ วิตามิน A, วิตามิน B3, วิตามิน C และ วิตามิน E ซึ่งเรียกว่า 4 ตัวนี้เจอบ่อยมากๆ เป็นตัวพื้นฐานในสกินแคร์เลย</p>
<p>ตัวแรก วิตามิน A เราเล่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพจบไปแล้วนะคะใน ตอนที่ 1</p>
<p>มาถึงตัวที่ 2 กันบ้างนั่นคือ วิตามิน B3 หรือ ที่เรามักเห็นบ่อยๆ อีกชื่อหนึ่ง &gt;&gt;&gt; Niacinamide&lt;&lt;&lt; ตัวนี้จะพบบ่อยๆ ในสกินแคร์กลุ่มลดปัญหาสิว และลดความหมองคล้ำ หรือกลุ่มที่ปรับให้ผิวขาวกระจ่างใส (Whitening)</p>
<h2>วิตามิน B3</h2>
<p>วิตามิน B3 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ดี เป็นวิตามินที่สำคัญชนิดหนึ่งต่อผิวด้วยค่ะ เพราะเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ที่จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นโคเอนไซม์ภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NAD (nicotinamide adenine dinucleotide) ซึ่งจะเกิดกระบวนการฟอสโฟรีเลชัน(phosphorylation) กลายเป็น NAD(P) และเกิดกระบวนการรีดักชันกลายเป็น NAD(H) หรือ NAD(PH) ซึ่งมีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant (ต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งโคเอนไซม์ข้างต้นที่กล่าวมามีความเกี่ยวข้อง และช่วยในการทำงานร่วมกับเอนไซม์อื่นๆที่อยู่ในผิวหนังค่ะ</p>
<p>วิตามิน B3 รูปแบบที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์บ่อยๆ ได้แก่ niacinamide (อันนี้เจอบ่อยสุด), nicotinic acid, และในรูปเอสเทอร์ เช่น tocopheryl nicotinate, myristoyl nicotinate, และ benzyl nicotinate</p>
<h4>มีการศึกษาอย่างมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามิน B3 ต่อผิวค่ะ ขอแบ่งเป็นข้อๆ นะคะ</h4>
<p>1.สามารถทำให้โครงสร้างผิวหนัง (Skin barrier) แข็งแรงขึ้นได้ โดยสามารถเพิ่มจำนวนชั้นของโครงสร้างผิวหนัง จากการกระตุ้นการสร้างโปรตีน และชั้นไขมันที่ผิวหนัง และเมื่อวัดผล TEWL (Transepidermal water loss) ปริมาณน้ำที่สูญเสียจากผิวหนังแล้ว พบว่าหลังใช้วิตามิน B3 ผิวหนังสูญเสียน้ำลดลงค่ะ แสดงให้เห็นว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นหลังใช้</p>
<p>2.สามารถลดขนาดของรูขุมขน และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น เนื่องจากวิตามิน B3 สามารถลดการสร้างไขมัน (Sebum) ที่ถูกผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนังได้ จากคุณสมบัติข้อนี้นี่เองค่ะ จึงมีความนิยมในการนำวิตามิน B3 ไปใส่ในสกินแคร์ที่มีผลในการลดปัญหาสิว และลดความมันบนใบหน้า เพราะเมื่อไขมันถูกสร้างออกมาน้อยลง การเกิดสิวอุดตันก็จะน้อยลงไปด้วย</p>
<p>3.ลดการเกิด blotchy skin (ปื้นสีแดงที่ผิวหนัง บางครั้งจะรู้สึกคันระคายเคือง) เนื่องจากวิตามิน B3 จะทำให้โครงสร้างผิวหนังแข็งแรงขึ้น และลดการอักเสบที่ผิวได้</p>
<p>4.ลดการเกิดริ้วรอยขนาดเล็ก และริ้วรอยลึก จาก 2 กลไก คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง และลดการสร้าง GAG (Glucosaminoglycan) ที่มากเกินไปในชั้นผิวหนังส่วนบน (เชื่อว่า ปริมาณ GAG ที่มากเกินไปจะทำให้ผิวดูไม่สวยงาม อันนี้จากที่อ่านเข้าใจว่าคงประมาณว่าหาก GAG มากเกินผิวจะไม่เรียบเนียน)</p>
<p>5.ลดการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ จุดด่างดำ โดยยับยั้งไม่ให้เมลาโนโซม (Melanosome) ถูกขนส่งจากเมลาโนไซท์ (Melanocyte) ไปสู่เซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า หากการขนส่งเมลาโนโซมถูกยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินก็จะถูกยับยั้งไปด้วย เราทราบกันดีว่าถ้าเม็ดสีเมลานินมากขึ้นที่ผิวหนังจะทำให้ผิวหมองคล้ำ และหากเกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินมากเฉพาะจุด ก็จะทำให้เกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำนั่นเองค่ะ</p>
<p>6.ลดความเหลืองของผิว (Yellowing) คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ของ NADP(H) โดยเฉพาะการยับยั้ง Protein glycation (ยับยั้งการเกิดการจับกลุ่มกันของโมเลกุลโปรตีนกับน้ำตาลด้วยพันธะโควาเลนท์บอนด์) ซึ่งเมื่อโปรตีนเกิดการ Cross-linked จะได้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายเป็นโปรตีนที่มีสีน้ำตาล (Yellow-brown protein) และเมื่อโปรตีนตัวนี้อยู่ที่ผิว จะทำให้ผิวดูเหลือง แต่วิตามิน B3 สามารถยับยั้งกระบวนการนี้ได้</p>
<p>ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับผลของวิตามิน B3 ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางค่ะ และยังพบว่าหากผิวขาดวิตามิน B3 จะทำให้ผิวไวต่อแสงที่มากระตุ้น และกระบวนการซ่อมแซมผิวหลังถูกแสงแดดทำร้ายก็จะโดนยับยั้งไปด้วย นอกจากนี้ยีนส์ Sirtuin ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยืดอายุขัยของเซลล์ และการซ่อมแซม ก็จะถูกยับยั้งเช่นกัน</p>
<p>ในสกินแคร์ จะใส่วิตามิน B3 ที่ความเข้มข้น 1-5%</p>
<h4>สิ่งที่ต้องระวังมากๆเกี่ยวกับวิตามิน B3 สำหรับคนที่ตั้งสูตรตำรับ มี 3 เรื่องค่ะ คือ</h4>
<ol>
<li>ระวังเรื่องกระบวนการ Hydrolysis เนื่องจากหากเกิดสิ่งนี้แล้ว Niacinamide และ nicotinate esters จะถูกเปลี่ยนเป็น Nicotinic acid ซึ่งมีความระคายเคืองผิว ทำให้ผิวเกิดอาการแดง เรียกว่า Flushing effect แม้ความเข้มข้นแค่ 1% ก็สามารถทำให้เกิดอาการนี้ได้ ถ้าใส่น้อยๆ ก็มีบางผลิตภัณฑ์ใส่ลงไปเหมือนกันเพื่อให้ผิวขาวอมชมพู</li>
<li>การปรับ pH ต้องอยู่ในช่วง 4-7 ไม่เช่นนั้นก็จะไม่คงสภาพ และเกิด Hydrolysis</li>
<li>สารที่ใส่ร่วมในตำรับ หากเป็นสารที่มีความเป็นกรด เช่น Salicylic acid หรือ สารที่เกิดปฎิกิริยาเคมีกันได้ เช่น Zinc oxide ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะตำรับที่ได้จะมีปัญหาความไม่คงสภาพของวิตามิน B3</li>
</ol>
<p>สำหรับตอนต่อไปของ วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม (ตอนที่ 3) ซึ่งเป็นตอนต่อไป เราจะเล่าเกี่ยวกับวิตามิน C</p>
<p>อย่าลืมติดตามนะคะ น่าสนใจมากๆค่ะ</p>
<h4>ก่อนหน้า</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-a/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A</a></p>
<h4>อ่านต่อ</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-c/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C</a></p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li>หนังสือ Cosmeceuticals 3 rd edition: Procedures in Cosmetic Dermatology Series</li>
<li>Donald L. Bissett, PhD (2009).Common cosmeceuticals : Clinics in Dermatology,27,435-445</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-716" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3.jpg" alt="vitamin-b3" width="960" height="720" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-600x450.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-300x225.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-768x576.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-370x277.jpg 370w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-b3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">715</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-a/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Nov 2016 10:44:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=712</guid>

					<description><![CDATA[ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า และผิ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า และผิวกายทั่วไป มักจะมีการใส่วิตามินลงไป เพื่อช่วยในการบำรุงผิว ให้ความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ต้านอนุมูลอิสระ ลดจุดด่างดำ ฯลฯ เรียกได้ว่าใส่กันจนเป็นสารสำคัญพื้นฐานที่ต้องมีในเครื่องสำอางเลยก็ว่าได้ Jaslyn จะมาเล่า ให้ฟังเกี่ยววิตามินที่มักมีการใส่ในสกินแคร์ 4 ตัว คือ Vitamin A, Vitamin B3, Vitamin C และ Vitamin E</p>
<p>มาเริ่มที่ตัวแรกกันเลยค่ะ</p>
<h2>วิตามิน เอ (Vitamin A)</h2>
<p>วิตามิน เอ มีการใช้หลายรูปแบบ เช่น retinol, retinyl ester (เช่น retinyl acetate, retinyl propionate,<br />
และ retinyl palmitate), retinoldehyde เมื่อทาลงบนผิวหนังจะถูกเอนไซม์บนผิวหนัง (endogenous enzyme) เปลี่ยนแปลงให้กลายเป็น trans-retinoic acid ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับผิวหนังในแง่ของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย</p>
<h4>กลไกการทำงานของวิตามิน A</h4>
<p>จากการทดลองแบบ in-vitro (คือ การทดลองในแล็ป ในหลอดทดลอง ไม่ได้ทดลองในสิ่งมีชีวิต หรือคน) trans-retinoic acid จะไปมีผลกับ นิวเคลียสที่ตัวรับของโปรตีนบนผิวหนัง แล้วไปส่งผลกับบางตำแหน่งเฉพาะที่อยู่บน DNA แล้วกระตุ้นให้เกิดการทรานสคริปชัน ส่งผลให้เกิดการลดลง (depression) หรือ เพิ่มขึ้น (expression) ของโปรตีนเฉพาะ หรือ เอนไซม์บางตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการชะลอวัย เพราะสามารถกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังหนาตัวขึ้น จึงทำให้ริ้วรอยขนาดเล็ก และริ้วรอยลึกแลดูจางลง ตัวอย่างเช่น เพิ่มจำนวนเซลล์ (Poliferation) และ เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เหล่านั้นไปทำหน้าที่ต่างๆ (Differntiation) ของเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ซึ่งจะส่งผลให้ชั้นหนังกำพร้าหนาตัวขึ้นนั่นเองค่ะ, กระตุ้นให้ GAG (Glycosaminoglycan) ซึ่งอยู่ในชั้นผิวหนังหนาตัวขึ้น ก็จะทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และดูหนาฟูขึ้น เพราะ GAG ทำหน้าที่จับกับโมเลกุลของน้ำ, กระตุ้นการสร้าง Collagen ซึ่งอยู่ในชั้นผิวหนังให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า สามารถยับยั้ง เอนไซม์ Collagenase ซึ่งมีบทบาทในการสลาย Collagen ได้ และ ยังมีผลลดการเพิ่มปริมาณของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีเมลานิน ดังนั้นจุดสามารถลดจุดด่างดำได้ด้วย</p>
<p>ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของ Retinoid ในรูปแบบทา ค่อนข้างดี ผลในการเพิ่มความหนาของชั้นผิวหนัง เห็นผลได้ในระยะเวลาไม่กี่วัน, ผลในการลดริ้วรอยขนาดเล็กก็เห็นได้ค่อนข้างเร็ว ส่วนผลในการกระตุ้น Dermal metrix เช่น การสร้างคอลลาเจน อันนี้จะใช้ระยะเวลาในการเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์หนึ่งขึ้นไป จนถึงเป็นเดือน ส่วนประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยร่องลึก อันนี้จะใช้เวลานานหน่อย นานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือนค่ะ</p>
<p>สารในกลุ่ม Retinoid ในรูปแบบทาค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นขนาดความเข้มข้นที่ใส่ในเครื่องสำอางทั่วไป จะน้อยกว่า 1% (แม้จะใส่น้อยกว่า 1% แต่ก็เห็นผลค่ะ)</p>
<p>จากการทดลอง แบบ Double-blind แบ่งหน้าออกเป็น 2 ด้าน ด้านที่ 1 ให้ทา retinol และ retinyl propionate หน้าด้านที่ 2 ให้ทา ครีมหลอก (ครีมเปล่าๆ) นาน 12 สัปดาห์ แล้วเปรียบเทียบผล พบว่าด้านที่ได้รับ retinol และ retinyl propionate มีริ้วรอย และ ความผิดปกติของเม็ดสีผิว ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p>แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของ Retinoid ที่มักพบคือ สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังได้ เมื่อจะนำมาใช้ในเครื่องสำอาง จึงมักเลือกโครงสร้างที่มีการระคายเคืองน้อยมาใช้ค่ะ ซึ่งจากการทดลอง พบว่า trans-retinoic acid จะระคายเคืองผิว (ผิวทนได้น้อยกว่า) Retinol, Retinoldehyde กับ Retinol ระคายเคืองผิวพอๆกัน, ส่วนวิตามินเอในรูปของเอสเทอร์ระคายเคืองน้อยกว่า : Retinol ester จะระคายเคืองน้อยกว่า Retinol ในการตั้งสูตรตำรับเครื่องสำอางอาจจะมีการนำวิตามินเอไปบรรจุในไลโปโซมให้ค่อยๆปลดปล่อยวิตามินเอออกมา ก็จะช่วยลดการระคายเคืองได้ รวมทั้งอาจจะใส่สารสำคัญตัวอื่นที่มีฤทธิ์ลดการระคายเคือง ลดการอักเสบลงไปก็ได้เช่นกัน</p>
<p>อีกข้อนึงที่ต้องระวังเกี่ยวกับการตั้งตำรับที่มีวิตามินเอคือ เรื่องความคงตัว เนื่องจากวิตามินเอไวต่อแสง และออกซิเจนในอากาศ ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ทึบแสง หรือป้องกันแสง และอากาศภายนอกไม่ควรผ่านเข้าสู่บรรจุภัณฑ์ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน แล้ววิตามินเสียสภาพ และควรใส่สาร Anti-oxidant ลงไปในตำรับเพื่อลดการเกิดออกซิเดชันค่ะ นอกจากนี้การนำวิตามินเอบรรจุในรูปแบบไลโปโซม หรือ ทำเป็น encapsulation ก็สามารถเพิ่มความคงตัวของวิตามินเอได้ค่ะได้ค่ะ</p>
<p>พรุ่งนี้เล่าจะมาเล่าต่อเกี่ยวกับวิตามินในสกินแคร์ตัวที่ 2 กันนะคะ คือ วิตามิน บี3 ค่ะ</p>
<h4>อ่านต่อ</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-b3/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3<br />
</a><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-c/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C</a></p>
<h4>อ้างอิง :</h4>
<p>Donald L. Bissett, PhD (2009).Common cosmeceuticals : Clinics in Dermatology,27,435-445.</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-713 size-full" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/วิตามินใน-skin-care.jpg" alt="วิตามินใน-skin-care" width="476" height="315" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/วิตามินใน-skin-care.jpg 476w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/วิตามินใน-skin-care-300x199.jpg 300w" sizes="(max-width: 476px) 100vw, 476px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">712</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
