<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>food &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/food/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Thu, 29 Mar 2018 06:45:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.2</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>food &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>กินลิ้นจี่ ตอนท้องว่างอาจตายได้ จริงหรือ!!!?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2017 09:58:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1216</guid>

					<description><![CDATA[ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าว ควรกินข้าวก่อน! นักวิจั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าว <a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486030383">ควรกินข้าวก่อน! นักวิจัยเผยสาเหตุเด็กอินเดียหลายคนเสียชีวิตเพราะ &#8220;กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง&#8221;</a>  หลายๆคนคงเกิดคำถามว่า</p>
<p>จริงหรือเปล่านะ ?<br />
ข่าวนี้ดูแปลกๆนะ ?<br />
ไม่น่าเป็นไปได้ กินตอนท้องว่างออกบ่อย ไม่เห็นเป็นไรเลย ?</p>
<p>แต่พอกดเข้าไปอ่านข่าวก็ต้องประหลาดใจ เพราะดูๆไปแล้ว ข่าวนี้ก็มีมูลพอสมควร แถมยังมีงานวิจัยจาก <a href="http://www.thelancet.com/journals/langlo/article/PIIS2214-109X(17)30035-9/fulltext">Lancet</a> มาอ้างอิงอีกด้วย เอาล่ะสิ แล้วสรุปกินตอนท้องว่างแล้วตายจริงๆหรือเปล่านะ วันนี้เราจะมาหาข้อสรุปกันครับ</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1223" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01.jpg" alt="กินลิ้นจี่ ตอนท้องว่าง ตาย" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h2>ปริศนาลิ้นจี่</h2>
<p>ตามเท่าที่มีการบันทึกไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ในพื้นที่ Muzaffarpur ประเทศอินเดียซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดที่มีการปลูกพืชในตระกูลลิ้นจี่ ได้พบอาการประหลาดที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กถูกนำส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้  และเหตุการณ์นี้จะพบบ่อยแบบเรียกว่าพีคเลย ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เหตุการณ์ประหลาดนี้ยังพบในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลของเวียดนาม บังคลาเทศ ในพื้นที่ที่ปลูกลิ้นจีเยอะด้วยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว โดยจะมีเด็กป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการก็ประหลาดมาก คือเมื่อตื่นเช้า เด็กจะมีอาการซึม สับสน พูดไม่รู้เรื่อง บางคนมีอาการไข้และชักร่วมด้วย ทั้งๆที่เมื่อวานเย็นเด็กยังมีอาการปกติดีทุกอย่าง เมื่อตรวจทุกอย่างเพิ่มเติมไม่ว่าจะตรวจร่างกาย ซักประวัติ ตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อน การติดเชื้อ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติแต่อย่างใด</p>
<h4>ค้นหาผู้ต้องสงสัย</h4>
<p>ในปีถัดๆมา ปีแล้ว ปีเล่า ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ความกลัวเข้าปกคลุมพื้นที่อาถรรพ์เหล่านี้ ชาวบ้านต่างกลัวว่าลูกตัวเองจะเป็นรายต่อไป ในบางพื้นที่ เช่น อินเดีย มีการตรวจยาฆ่าแมลง เชื้อโรค แต่ก็ไม่พบความสัมพันธ์ชัดเจนนัก  และแม้ว่าจะมีการควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังคงพบอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าในปี พ.ศ.2555 ได้มีการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบขนานใหญ่ให้แก่เด็กๆ แต่ก็ยังพบเด็กที่ป่วยด้วยอาการประหลาดนี้ทุกปี แต่เมื่อซักประวัติ มักพบว่าเด็กๆที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเหล่านี้จะมีประวัติเกี่ยวข้องกับการกินลิ้นจี่ร่วมด้วย ดังนั้น ตัวเลือกเดียวที่ยังเหลืออยู่ และมีความเป็นไปได้ คือ &#8220;เกิดจากสารในผลไม้ที่เด็กทาน&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;ถ้าวัคซีนไข้สมองอักเสบไม่ช่วยอะไร ดังนั้นตัวการใหญ่ก็น่าจะอยู่ในผลไม้ที่เด็กทานนั่นแหละ&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;แล้วสารอะไรล่ะ ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแบบนั้นได้?&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: left;">ในช่วงเดือนพฤษภาคม &#8211; เดือนตุลาคม ปี 2014 ศึกษาเก็บเคสผู้ป่วยที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาท สับสน มึนงง พูดไม่รู้เรื่อง จำนวน 390 เคส ในจำนวนเหล่านี้พบว่า 204 คนมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่หรือต่ำกว่า 70 mg/dL และพบว่าผู้ป่วยบางส่วน โดยเฉพาะเด็ก มีความสัมพันธ์กับการกินลิ้นจี่มาก่อน และสัมพันธ์กับการไม่ได้กินข้าวเย็น และมีการตรวจพบสาร เมตาบอไลท์ของ hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine ในตัวอย่างปัสสาวะ</p>
<p>หลังจากพิจารณาแล้ว พบสารต้องสงสัยที่เป็นไปได้ในผลไม้ 2 ตัว คือ hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine โดยสารทั้ง 2 เป็นสารพิษในพืชบางชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำตาล ยับยั้งการใช้พลังงานจากกรดไขมัน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ซึ่งสาร 2 ตัวนี้ โดยปกติแล้วพบในผลไม้จาไมก้าที่ชื่อว่าอัคกี และทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคอาเจียนจาไมก้า อย่างไรก็ตาม <strong>ลิ้นจี่</strong> เงาะ และลำไย เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับอัคกี ดังนั้น จึงมีโอกาสพบสารทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ มากน้อยต่างกันไป</p>
<p>หลังจากเปลี่ยนโจทย์การศึกษาจาก ยาฆ่าแมลง และ เชื้อโรค เป็นสาร hypoglycin A ในลิ้นจี่ จึงได้ให้การรักษาผู้ป่วยเสมือนผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำ รวมถึงตรวจหาสาร hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วย ซึ่งปรากฏว่า<strong>พบสาร  hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วยจริงๆ</strong></p>
<h4>ปริศนาคลี่คลาย ?</h4>
<p>หลังจากพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริศนา กับ สาร hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วย จึงได้มีการตรวจสอบย้อนกลับไป พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีบางอย่างเหมือนกัน ได้แก่</p>
<ol>
<li>เป็นเด็ก</li>
<li>มีภาวะขาดสารอาหาร ได้รับอาหารไม่เพียงพอ อดมื้อ กินมื้อ</li>
<li>มักจะมีประวัติว่าหายไปในสวนลิ้นจี่ ไปกินลิ้นจี่ทั้งวันจนอิ่ม และกลับมาโดยทั้งวันไม่กินอาหารหรือไม่กินอาหารเย็น</li>
</ol>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ตรงกับ 3 ข้อนี้ แล้วจะเป็นทุกคน บางคนก็ไม่มีอาการอะไรเลย<strong> แต่เนื่องจากหาสาเหตุอื่นไม่เจอและตรวจเจอสารที่เป็นไปได้ในเลือด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตัวการน่าจะเป็นสารพิษในลิ้นจี่ </strong>โดยเฉพาะเจ้าสาร hypoglycin A เนี่ยแหละ</p>
<h4>แล้วจะทำอย่างไรกันดี แบบนี้จะกินลิ้นจี่ตอนท้องว่างได้ไหม?</h4>
<p>ถึงแม้ว่าจะมีรายงานออกมาแบบนี้ ก็อย่าพึ่งตกใจกันไปครับ เพราะว่ามีรายงานในบางพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่ทุกพื้นที่ และพบเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้ว หรือต่อให้ขาดสารอาหาร+ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม ก็เป็นเฉพาะบางคน ไม่ได้เป็นทุกคนครับ เพราะฉะนั้นลิ้นจี่ สามารถทานได้ตามปกติ แต่มีข้อควรระวัง คือ</p>
<ol>
<li>อย่ากินลิ้นจี่ดิบ เพราะผลดิบมีสารพิษมากกว่าผลสุกประมาณ 2-3 เท่า</li>
<li>อย่ากินลิ้นจี่อย่างเดียวแทนอาหารมื้อหลัก หรือทั้งวันทานแต่ลิ้นจี่</li>
<li>อย่าขาดสารอาหาร หรือให้ผู้ที่ขาดสารอาหารทาน (จากรายงานพบผู้ป่วยเฉพาะในเด็กที่ขาดสารอาหารเท่านั้น เพราะการขาดสารอาหารทำให้พลังงานสำรองลดลง พอระดับน้ำตาลในเลือดตก จึงเกิดอาการดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนทั่วไป)</li>
</ol>
<h4>ถ้ามันลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เราก็กินเพื่อรักษาเบาหวานได้น่ะสิ</h4>
<p>หยุดความคิดนี้ไปก่อนครับ เพราะจากรายงานการวิจัยพบว่าลิ้นจี่แต่ละลูกมีสารนี้ไม่เท่ากัน บางลูกมีมาก บางลูกมีน้อย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่สำคัญลิ้นจี่เองก็น้ำตาลเยอะ โดยเฉพาะในผลสุก ดังนั้นแทนที่จะลดระดับน้ำตาล อาจกลายเป็นเพิ่มระดับน้ำตาลแทนได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายพบภาวะไตวายร่วมด้วย ดังนั้นถ้าจะกินเพื่อหวังลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน อาจได้ไม่คุ้มเสียครับ ทางที่ดีการรักษาเบาหวานควรให้แพทย์เป็นผู้เลือกใช้และปรับขนาดยา รวมถึงตัวผู้ป่วยเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จึงจะเป็นการรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดครับ</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เพจ <span class="fwn fcg"><span class="fwb fcg" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;k&quot;}"><a href="https://www.facebook.com/HmxMaew/posts/1274395272655323:0" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=398912630203596&amp;extragetparams=%7B%22fref%22%3A%22nf%22%7D" data-hovercard-prefer-more-content-show="1">ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว</a> </span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1216</post-id>	</item>
		<item>
		<title>กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2017 19:35:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1151</guid>

					<description><![CDATA[กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง</h2>
<p><strong>กาแฟ</strong> เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหลาย ทั้งในกลุ่มนักศึกษา วัยผู้ใหญ่ หรือในผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนวัยทำงาน ชาวออฟฟิศ เรียกว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว วันไหนขาดกาแฟแล้วเหมือนจะขาดใจกันเลยค่ะ</p>
<p>วันนี้ เราก็จะมาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของกาแฟ ในแง่มุมของผลกระทบของกาแฟต่อภาวะความดันโลหิตสูง</p>
<p>อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกาแฟ จะมีสารที่ชื่อว่า คาเฟอีน เป็นองค์ประกอบ สารตัวนี้ถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วภายใน 45 นาที และระดับของคาเฟอีนในเลือดก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ภายใน 15-20 นาที หลังดื่ม และถูกขับออกทางปัสสาวะ</p>
<p>จะขอยกงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ฤทธิ์ของกาแฟ, ยาลดความดันโลหิต Felodipine และผลต่อค่าความดันโลหิต มาเล่าให้ฟังค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1152" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01.jpg" alt="กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4><strong>Coffee-Antihypertensive Drug Interaction: A Hemodynamic and Pharmacokinetic Study With Felodipine.</strong></h4>
<p>โดย Bailey DG และคณะ ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการ American Journal of Hypertension. 2016 Aug 1</p>
<p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาแบบ randomized, single-dose, crossover study โดยศึกษาผลของ Hemodynamic และPharmacokinetic โดยติดตามเป็นระยะเวลา 2 วัน ที่อาสาสมัครไม่ได้รับกาแฟ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน หลังจากนั้นทำการศึกษาโดยให้อาสาสมัครได้รับกาแฟดำ จำนวน 2 แก้ว ขนาดแก้วละ 300 มิลลิลิตร ร่วมกับ Felodipine ขนาดสูงสุด 10 มิลลิกรัม (งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในอาสาสมัครวัยกลางคนความดันปกติ)</p>
<p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับกาแฟค่าความดันโดยเฉลี่ยของอาสาสมัครมีการเปลี่ยนแปลง โดยพบว่า</p>
<ol>
<li>Brachial systolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 7.6 มิลลิเมตรปรอท (p &lt; 0.001)</li>
<li>Diastolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 9 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001)</li>
<li>Aortic systolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 4 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001)</li>
<li>Pulse (ชีพจร) เพิ่มขึ้น 3.0 ครั้ง/นาที (P &lt; 0.05)</li>
<li>Augmentation เพิ่มขึ้น 1.4 (P &lt; 0.05)</li>
</ol>
<p>เมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่วัดตอนเริ่มต้น (Base line)</p>
<p>หลังจากนั้นทดลองให้อาสาสมัครได้รับกาแฟ ร่วมกับยา Felodipine ซึ่งเป็นยาลดความดันตัวหนึ่ง พบว่าค่าความดัน Brachial systolic เพิ่มขึ้น 4.0 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.05), ค่าความดัน Diastolic เพิ่มขึ้น 3.9 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001) และค่าความดัน Aortic systolic เพิ่มขึ้น 4.6 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับยา Felodipine เพียงอย่างเดียว</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า ผลของระดับความดันโลหิตกับการได้รับกาแฟ ร่วมกับยา Felodipine มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และกาแฟที่มีระดับคาเฟอีน 127 มิลลิกรัม จะส่งผลต่อระดับความดันโลหิตได้มากที่สุด</p>
<p>Phramacokinetics ของคาเฟอีน กับยา Felodipine มีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะได้รับกาแฟเพียงอย่างเดียว, ยาเพียงอย่างเดียว หรือได้รับยาและกาแฟร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยา และกาแฟในแง่ Pharmacodynamics ได้ และพบว่า การได้รับกาแฟส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความดัน Diastolic เพิ่มขึ้น ในขณะที่ได้รับยา Felodipine ร่วมด้วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลข้างเคียงของยาได้ ในช่วงที่ไม่ได้รับกาแฟ</p>
<p>อธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในกรณีที่อาจเป็นไปได้ เช่น นาย A เป็นโรคความดันโลหิตสูง รับประทานกาแฟเป็นประจำ และได้รับการรักษาโดยใช้ยา Felodipine 10 มิลลิกรัม ในการลดความดันโลหิต อยู่ๆมาวันหนึ่งนาย A เลิกรับประทานกาแฟ แต่ยังใช้ยา Felodipine 10 มิลลิกรัมเท่าเดิมในการรักษาความดัน ก็อาจจะทำให้นาย A ได้รับอาการข้างเคียงจากยาได้ เช่น รู้สึกวูบ ความดันลดลงมากเกินไป เนื่องจากปริมาณยาไม่เหมาะสม ได้รับยามากเกินไป (เพราะอย่าลืมว่า ยา Felodipine 10 มิลลิกรัม ในตอนแรกที่ใช้รักษา ได้รวมฤทธิ์ที่ทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นจากกาแฟเข้าไปด้วย)</p>
<p>ดังนั้นการบริโภคกาแฟต่อเนื่อง ก็อาจจะส่งผลต่อการวินิจฉัย และการรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ในบางบุคคลค่ะ</p>
<p>จากหลายๆงานวิจัยส่วนใหญ่ จะมีแนวโน้มไปในแนวทางที่พบว่าคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หรือมีความเสียงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อได้รับกาแฟจะทำให้มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าคนโดยทั่วไป และยังพบว่ากาแฟมีผลลดประสิทธิภาพในการทำงานของยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม Beta-blocker ได้ด้วย</p>
<p>โดยทั่วไปถ้าเป็นไปได้ จึงมักแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นความดันโลหิตสูง งดรับประทานกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หรือไม่ควรรับประทานกาแฟเกิน 3 แก้ว/วัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอจนสามารถสรุปได้ว่า กาแฟสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงอย่างแน่ชัด หลักๆแล้ว ตามแนวปฏิบัติในการป้องกันรักษาความดันโลหิตสูง เน้นการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ในเรื่อง</p>
<ol>
<li>ควบคุมน้ำหนักในผู้ที่เป็นโรคอ้วน BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 kg/m<sup>2</sup></li>
<li>ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</li>
<li>ควบคุมความเค็มในอาหารที่รับประทาน</li>
<li>กินอาหารแบบ DASH</li>
<li>งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</li>
<li>งดการสูบบุหรี่</li>
</ol>
<p>ซึ่งยังไม่มีการกล่าวถึง กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง หรือ การห้ามรับประทานกาแฟ ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1153" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino.jpg" alt="กาแฟ" width="940" height="627" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino.jpg 940w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p>งานวิจัยเรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27481881">Coffee-Antihypertensive Drug Interaction: A Hemodynamic and Pharmacokinetic Study With Felodipine</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1151</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ลดหุ่นด้วยการกิน สลัดผัก &#8230; ปลอดภัย จริงหรือ?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Dec 2016 11:36:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Diet]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=898</guid>

					<description><![CDATA[สลัดผัก ปลอดภัยแค่ไหน หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดหุ่น คว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>สลัดผัก ปลอดภัยแค่ไหน</h4>
<p>หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดหุ่น ควบคุมน้ำหนัก 1 ในเมนูโปรดยอดนิยม ที่จะต้องมีอย่างแน่นอน ในรายการอาหาร คือ <strong>สลัดผัก</strong></p>
<p>แต่ เพื่อนๆทราบมั๊ยคะว่า เจ้าสลัดผัก ก็อาจจะทำให้เราป่วยได้เช่นกัน จากเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อ <strong>ซัลโมเนลลา (<em>Salmonella anatum</em>), <em>E.Coli</em></strong>  ที่ทำให้เกิดท้องร่วง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-899" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad.jpg" alt="สลัดผัก ปลอดภัย เชื้อแบคทีเรีย" width="1126" height="751" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad.jpg 1126w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1126px) 100vw, 1126px" /></p>
<p>ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ อย. บ้านเราได้ออกมาตรการเฝ้าระวัง “ผักสลัด” ที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย</p>
<p>เนื่องจากได้รับการแจ้งเตือนจากเครือข่ายอาหารปลอดภัยระหว่างประเทศ (INFOSAN Secretariat) ว่า ผักสลัดบรรจุถุงพลาสติก ของ บริษัทหนึ่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีการปนเปื้อนเชื้อซาโมเนลลา จำนวน 25 รายการ ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเชื้อตัวนี้เป็นเชื้อก่อโรค สามารถทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ ท้องร่วงได้ โดยที่ออสเตรเลียได้ดำเนินการเรียกคืนสินค้าดังกล่าวแล้ว</p>
<p>เจ้าผักสลัดที่ว่านอกจากขายที่ออสเตรเลียแล้ว ยังมีการขายไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทย ด้วย โดยได้นำผักสลัดยี่ห้อดังกล่าวเข้ามา จำนวน 2 ครั้ง รวม 9 กิโลกรัม และได้จำหน่ายไปแก่ลูกค้าหมดแล้ว</p>
<p>ถึงอย่างไรก็ตาม อย. บ้านเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้นะคะ หลังจากทราบแล้วก็ได้ออกมาตรการทั้ง สั่งให้ด่านอาหารและยาทั่วประเทศ เฝ้าระวังผักสลัดดังกล่าวที่พบปัญหา ไม่ให้มีการนำเข้าโดยเด็ดขาด!!! , มีการสั่งเรียกคืนสินค้า ดังกล่าว (อันนี้คิดว่า ไม่มีใครเอามาคืนนะคะ น่าจะกินกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว), สุ่มตรวจอาหารเพื่อหาสิ่งปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง</p>
<h4>ในแง่ของเราๆ ที่เป็นผู้บริโภค ก็ต้องระมัดระวัง ดูแลตัวเองเช่นกันนะคะ</h4>
<p>มีบางงานวิจัยบอกว่า น้ำที่อยู่ก้นถุงผักสลัดนั้นทำให้การเจริญเติบโตของซาโมเนลลา เพิ่มขึ้นถึง 110% เลยทีเดียว (พวกมันสามารถลอยอยู่ในน้ำนั้นได้สบายๆ เหมือนพักผ่อนตากอากาศเชียวหละ) และการล้างผักด้วยน้ำ หรือแม้กระทั่งด้วยสารเคมีก็ไม่ค่อยมีผลมากนักในการกำจัดเชื้อซาโมเนลลา และ E.coli เพราะ เมื่อแบคทีเรียเหล่านี้สัมผัสกับพื้นผิวผัก มันจะสร้าง ไบโอฟิล์ม (Biofilm) ขึ้น ซึ่งจะช่วยเป็นเกราะปกป้องมันจากสารเคมีที่เราใช้ทำความสะอาด และเพิ่มความเหนียวแน่นในการยึดเกาะกับพื้นผิว นอกจากนี้มันยังสามารถแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อภายในของผักได้อีกด้วย จึงเป็นเหตุผลให้การทำความสะอาด และกำจัดมันเป็นไปได้ยาก วิธีที่จะกำจัดมันอย่างเด็ดขาด คือ การปรุงให้สุกด้วยความร้อน หรือฉายแสงเท่านั้น</p>
<h4>มาถึงตอนนี้ หลายๆคนคงเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า</h4>
<p style="text-align: center;"><strong>“การกินสลัดผัก อันตรายขนาดที่เราควรหลีกเลี่ยง การกินไปเลยหรือเปล่า”</strong></p>
<p>ไม่ต้องถึงขั้นโบกมืออำลำ เลิกกินสลัดผักกันหรอกค่ะ เพราะ หากเรามองในแง่ของความเสี่ยงแล้ว โอกาสที่คนปกติ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง หากได้รับเชื้อก่อโรคเหล่านี้จากผักสลัดแล้วเกิดอันตรายรุนแรงนั้นค่อนข้างน้อย กลุ่มบุคคลที่ควรจะระมัดระวังในการรับประทานอาหารกลุ่มนี้ คือ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เช่น เด็ก, ผู้สูงอายุ, หญิงตั้งครรภ์, ผู้มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เพราะหากป่วยจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน แต่หากต้องการให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์เลย ก็คงต้องยอมรับค่ะ ว่าต้องกินแบบปรุงสุกเท่านั้น ซึ่งก็รวมถึงอาหารอื่นๆที่มักพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคนี้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ต้องหลีกเลี่ยงนมที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการพลาสเจอร์ไรซ์, ไข่ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ก็ควรรับประทานแบบปรุงสุกเช่นกันค่ะ</p>
<h4>ต้องล้างผักก่อนกินอยู่หรือเปล่า?</h4>
<p>ถึงแม้ว่าการล้างผักจะไม่สามารถกำจัดเจ้าเชื้อซาโมเนลลา และ <em>E.coli</em> ได้ เราก็ยังคงต้องล้างผัก และผลไม้ค่ะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคบางชนิด สิ่งสกปรก และสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง ถึงผักนั้นจะดูด้วยตาเปล่าแล้วสะอาด น่ากิน มีการทำความสะอาดมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสะอาดจริงๆ คงไม่ดีแน่ หากจะกินสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกับสลัดผักด้วย ดังนั้น  ก่อนจะรับประทานผักและผลไม้ ควรล้างให้สะอาดทุกครั้ง โดยใช้มือคลี่ใบผักออก, ลูบที่เปลือกของผลไม้ต่างๆ เปิดน้ำจากก๊อกแรงพอประมาณให้น้ำไหลผ่านสัก 2 นาที หรือจะลอกใบชั้นนอกของผักออกบางส่วน แล้วเด็ดเป็นใบๆ เช่น กะหล่ำปลี จากนั้นแช่น้ำสะอาด หรือ น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำประมาณ 1 กะละมัง แล้วแช่ผักทิ้งไว้สัก 10 นาที หรือจะใช้น้ำยาล้างผักโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ แล้วล้างซ้ำด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งตกค้าง</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li>งานวิจัยเรื่อง <a href="http://aem.asm.org/content/early/2016/10/26/AEM.02416-16">Salad leaf juices enhance <em>Salmonella</em> growth, fresh produce colonisation and virulence</a></li>
<li>บทความ <a href="http://www.quickanddirtytips.com/health-fitness/prevention/how-to-kill-e-coli-on-vegetables">How to kill E.coli on vegetables โดย Monica Reinagel</a></li>
<li>บทความเรื่อง อย.เฝ้าระวัง ผักสลัดนำเข้าจากออสเตรเลีย แนะล้างผักให้สะอาดก่อนบริโภคทุกครั้ง จาก วารสารฟาร์มาไทม์ ฉบับที่ 117</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">898</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เส้นเลือดขอด กวนใจทำไงดีนะ? ปัญหายอดฮิตที่สาวๆต้องรู้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Dec 2016 18:53:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=884</guid>

					<description><![CDATA[เส้นเลือดขอด กวนใจทำไงดีนะ? เส้นเลือดขอด เป็นปัญหากวนใจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>เส้นเลือดขอด กวนใจทำไงดีนะ?</h2>
<p>เส้นเลือดขอด เป็นปัญหากวนใจของสาวๆหลายคน โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องยืนนานๆ หรือนั่งนานๆ เช่น คุณครู แอร์โฮสเตส สาวออฟฟิศ พนักงานขาย ช่างเสริมสวย ฯลฯ</p>
<p>โดยปกติแล้วจากประสบการณ์ มักไม่ค่อยเจอหนุ่มๆมาบ่น เรื่องเส้นเลือดขอดกันเท่าไหร่ จากสถิติพบว่า ผู้หญิง มีโอกาสเกิด เส้นเลือดขอด มากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า!!!</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้น, ประวัติของคนในครอบครัว หากในครอบครัวมีคนที่เคยเป็นก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากขึ้น 2 เท่า, การตั้งครรภ์, อาหารที่รับประทาน และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น</p>
<h4>เส้นเลือดขอดพบบ่อย บริเวณต้นขา มีลักษณะโป่งพอง คดเคี้ยว หรือ คล้ายใยแมงมุมสีม่วงแดง เกิดขึ้นเนื่องมาจากการเพิ่มความดันในระบบหลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-886" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01.jpg" alt="การรักษา เส้นเลือดขอด" width="1958" height="1306" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01.jpg 1958w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/Untitled-1-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1958px) 100vw, 1958px" /></p>
<h2>เส้นเลือดขอดเกิดจากอะไร?</h2>
<p>เส้นเลือดขอดเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ</p>
<ol>
<li>เกิดการรั่ว หรือเสื่อม ของลิ้นในหลอดเลือดดำที่ทำหน้าที่สกัดกั้นเลือดจาก หลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep System) ไปสู่ หลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา (Superficial System)</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">ในคนปกติทั่วไป เลือดในหลอดเลือดดำ จะไหลจากหลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา กลับเข้าสู่ หลอดเลือดดำส่วนลึก ซึ่งเป็น ระบบหลอดเลือดที่มีความดันสูง แต่ในคนที่เป็นเส้นเลือดขอดจะกลับกัน คือ มีการไหลย้อนกลับของ เลือดจากหลอดเลือดดำส่วนลึก มายัง หลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา ซึ่งสาเหตุของความผิดปกตินั้นมาจาก ลิ้นที่คอยสกัดกั้นเกิดความเสื่อม หรือรั่ว</p>
<p style="text-align: center;">ปัจจัยที่ทำให้เกิดสาเหตุนี้ ได้แก่ การตั้งครรภ์ พันธุกรรม</p>
<ol start="2">
<li>เกิดหลังจาก DVT (deep venous thrombosis) การอุดตันของหลอดเลือดดำ จะส่งผลให้มีเลือดปริมาณมากไหลเข้าสู่หลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา (Superficial System) ทำให้เกิด ความดันสูงขึ้นที่หลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา (Superficial System) และนำไปสู่การเกิดเส้นเลือดขอด</li>
<li>ในสาวๆที่ยืนนานๆ ลิ้นที่ทำหน้าที่สกัดกั้นการไหลของเลือดจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เลือดไหลย้อนกลับได้ไม่สะดวก จึงไหลออกมาทาง หลอดเลือดดำที่ผิวบริเวณขา (Superficial System) และทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ค่ะ</li>
</ol>
<h2>ทำอย่างไร? เส้นเลือดขอดจะไม่กวนใจ</h2>
<ol>
<li>ออกกำลังกายกล้ามเนื้อขา และน่อง โดยเขย่งปลายเท้าขึ้น และลง</li>
<li>เปลี่ยนอริยาบท หากต้องยืนหรือนั่งนานๆ เช่น หากนั่งทำงานในออฟฟิศนานๆ ก็ลุกออกไปเดินบ้าง, ใครยืนนานๆ ต้องแว๊บมานั่งบ้างค่ะ</li>
<li>ถ้าเลือกได้ใส่รองเท้าส้นเตี้ย ดีกว่า ส้นสูง</li>
<li>ไม่สวมถุงเท้า หรือถุงน่องที่รัดมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สวมใส่แบบที่ยืดหยุ่นดีๆจะดีกว่า</li>
<li>เวลานอนให้ยกเท้าสูง โดยใช้หมอนหนุนยกตั้งแต่บริเวณหัวเข่าให้สูงขึ้นกว่าสะโพก และปลายเท้าสูงกว่าเข่า</li>
<li>รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยปกป้องหลอดเลือดจากการถูกทำร้ายของอนุมูลอิสระ และลดการเสื่อมของคอลลาเจนบริเวณผนังหลอดเลือด เช่น วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดเมล็ดองุ่น</li>
<li>บีบนวด และคลายความตึงของกล้ามเนื้อเท้าและขาด้วยตัวเอง ทุก 30 นาที</li>
</ol>
<h2>การรักษาเส้นเลือดขอด</h2>
<ol>
<li>การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในคนที่เป็นไม่มาก เช่น นอนยกขาสูง</li>
<li>การฉีดสารระคายเคืองเข้าทางหลอดเลือด (Sclerotherapy)</li>
<li>การผ่าตัด</li>
</ol>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li><a href="http://www.med.cmu.ac.th/dept/vascular/e-book%20vascular/501/Varicose%20vein.pdf">บทความเรื่องเส้นเลือดขอด จาก เว็บไซต์ คณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</a></li>
<li><a href="http://www.vibhavadi.com/mobi/health_detail.php?id=261">บทความเส้นเลือดขอดของโรงพยาบาลวิภาวดี</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">884</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เวย์โปรตีน (Whey Protein) จากของไร้ค่า สู่โปรตีนล้ำค่า</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-whey-protein/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-whey-protein/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Nov 2016 06:45:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=493</guid>

					<description><![CDATA[เล่าเรื่อง เวย์โปรตีน (Whey Protein) สวัสดีค่ะสาวๆ วันน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>เล่าเรื่อง เวย์โปรตีน (Whey Protein)</h2>
<p>สวัสดีค่ะสาวๆ วันนี้เป็นบทความที่ Jaslyn จัดมาสำหรับสาวๆที่ชอบออกกำ<wbr />ลังกายแนวสร้างกล้ามเนื้อนะ<wbr />คะ<br />
Jaslyn เชื่อว่า สาวๆที่รักการออกกำลังแนวนี<wbr />้ น่าจะคุ้นเคยเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีชื่อว่า Whey Protein กันเป็นอย่างดี<br />
เนื่องจากก่อนหน้านี้แอดมิน<wbr />มีโอกาสได้ไปฟังบรรยายเกี่ย<wbr />วกับ เวย์โปรตีน (Whey Protein) มา ก็เลยอยากจะนำข้อมูลบางส่วน<wbr />มาแบ่งปันกันค่ะ เพื่อเป็นปร<span class="text_exposed_show">ะโยชน์กับเพื่อนๆในการเลือก<wbr />ซื้อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้</span></p>
<h4><span class="text_exposed_show">Whey Protein ได้มาอย่างไร?</span></h4>
<p><span class="text_exposed_show">Whey Protein คือ ส่วนประกอบหนึ่งที่แยกได้มา<wbr />จากนม, นมขาดมันเนย หรือ การทำชีส</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">จุดเริ่มต้นมาจาก น้ำนมดิบ (Raw Milk) ซึ่งจะเป็นสารคอลลอยด์ เมื่อนำมาปั่นด้วย Homogenizer ก็จะได้นมที่มีขนาดโมเลกุลเ<wbr />ล็กลง เรียกว่า Whole Milk ซึ่งจะเป็นนมที่มีทุกอย่างอ<wbr />ยู่ครบ เรียกว่า นมไขมันเต็มส่วน แต่หากเราต้องการเอาไขมันออ<wbr />ก เราก็จะนำไปปั่นเหวี่ยง (Separation) เพื่อแยกไขมันออก ส่วนไขมันจะลอยขึ้นมา เป็นชั้นครีม (Cream layer) ส่วนที่อยู่ด้านล่างจะเรียก<wbr />ว่า Skim milk คือ นมพร่องมันเนย</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Whey Protein จะได้จากการนำนมมาทำให้ตกตะ<wbr />กอน ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การใช้เอนไซม์, การปรับ pH ให้เป็นกรดมากขึ้นในระดับหน<wbr />ึ่ง (ประมาณ pH 4.7) นมก็จะเกิดการตกตะกอนออกมาเ<wbr />ป็นก้อนขาวๆ ซึ่งก้อนขาวๆนี้จะเอาไปหมัก<wbr />บ่มทำเป็นชีส ส่วนน้ำใสๆที่เหลือหลังจากต<wbr />ักก้อนขาวๆออกแล้ว เรียกส่วนนี้ว่า Whey ในอดีตโรงงานทำชีสก็คิดว่าส<wbr />่วนนี้ไม่มีประโยชน์ ก็ทิ้งๆไปเป็นของเสีย แต่ในยุคหลังๆนักวิทยาศาสตร<wbr />์นำเอาส่วนน้ำใสๆมาศึกษาแล้<wbr />วพบว่ามีโปรตีนที่มีประโยชน<wbr />์อยู่หลายตัว เช่น อัลฟ่าแลคตาบูมิน (α-lactabumin), แลคโตเฟอริน (Lactoferrin), เบต้าแลคโตโกลบูลิน (β-lacto<wbr />globulin) เป็นต้น</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">หลังจากที่ได้ Whey มาแล้วก็ต้องมีกระบวนการต่อ<wbr />ไปเพื่อให้ได้ผง Whey Protein ที่มี % ความเข้มข้นของโปรตีนต่อน้ำ<wbr />หนักที่สูงขึ้น และนำสิ่งอื่นๆออกไป เช่นพวก น้ำตาลแลคโตสในนม, แร่ธาตุ, เกลือ โดยจะใช้กระบวนการต่างๆ เช่น Ultrafiltration คือ การกรองเอาสิ่งที่เราไม่ต้อ<wbr />งการออก (ยังมีวิธีอื่นอีก) แล้วก็นำไปทำให้แห้งด้วยการ<wbr />ระเหย (Evaporation), และ/ต่อด้วย Fliudised-bed dryer หรือ Spray Dry ก็แล้วแต่กรรมวิธี แต่เรียกรวมๆว่า ทำให้แห้งเป็นผงละกันค่ะ</span></p>
<h4><span class="text_exposed_show">Whey Protein จะแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก คือ<br />
</span></h4>
<ol>
<li><span class="text_exposed_show">Whey Protein Concentrate (WPC)</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">Whey Protein Isolate (WPI)</span></li>
<li><span class="text_exposed_show"><span class="text_exposed_show">Whey Protein Hydrolysate</span></span></li>
</ol>
<p><strong>เริ่มเล่ากันไปทีละชนิด</strong></p>
<p><strong>1.Whey Protein Concentrate (WPC)</strong></p>
<p>U.S. FDA กำหนดว่า WPC “หลังจากคัดอย่างอื่นที่ไม่<wbr />ใช่โปรตีนออกแล้ว ผลิตภัณฑ์สุดท้าย คือ ผงเวย์โปรตีน จะต้องมีโปรตีนอยู่ไม่น้อยก<wbr />ว่า 25%”<br />
ปัจจุบันเราพบว่า ความเข้มข้นของ Whey Protein ในท้องตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 35-85%<br />
ซึ่ง WPC จะมีการนำไปใช้มาก โดย WPC 35%, WPC 50%, WPC 53-60% มีการนำไปผสมในขนม,ชีส,โยเก<wbr />ิร์ต เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร, WPC 80% มีการนำไปใช้เป็น อาหารเสริมรับประทานแทนการก<wbr />ินไข่ขาว</p>
<p><strong>2.Whey Protein Isolate (WPI)</strong></p>
<p>จะมีความเข้มข้นของโปรตีน ประมาณ 90% นิยมนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เส<wbr />ริมอาหาร ในนักกีฬา ผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้<wbr />ามเนื้อ WPI จะมีการแยกไขมันและน้ำตาลแล<wbr />คโตสออก</p>
<p><strong>3.Whey Protein Hydrolysate (WPH)</strong></p>
<p>Whey Protein ชนิดนี้จะเติมเอนไซม์ลงไป ทำให้เกิดการ Hydrolysis ส่งผลให้สายโปรตีนสั้นลง ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีค<wbr />วามคงตัวมากขึ้น และเหมาะกับคนที่แพ้สารในนม<wbr />วัว เพราะการเติมเอนไซม์ลงไปจะท<wbr />ำให้โปรตีนบางตัวที่ส่งผลให<wbr />้เกิดการแพ้ เช่น β-lactoglobulin ถูกเปลี่ยนแปลงทำลายไป (ตัวนี้ในคนไม่มี มีแต่ในวัว ดังนั้นบางคนที่แพ้นมวัวก็แ<wbr />พ้ตัวนี้) แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแพ้ในระ<wbr />ดับไหน หากแพ้มาก แพ้รุนแรง เช่น แพ้แบบหลอดลมบวม หายใจไม่ออก ก็ไม่ควรรับประทาน แต่ใน Whey Protein ประเภทนี้ % ความเข้มข้นของโปรตีนจะไม่แ<wbr />น่นอน</p>
<h4><span class="text_exposed_show">ประโยชน์ของ Whey Protein</span></h4>
<ol>
<li><span class="text_exposed_show">ใน Whey Protein จะมี β-lactoglobulin อยู่ 50-55% ซึ่งจะเป็นแหล่งที่สำคัญของ<wbr />กรดอะมิโนจำเป็น และยังมี α-lactalbumin อยู่ 20-25% ซึ่งเมื่อถูกย่อยเป็นกรดอะม<wbr />ิโนแล้ว จะได้ Branch chain amino acid สูง ขอย่อว่า BCAA ละกันค่ะ ซึ่ง BCAA จะมีข้อดีในการกระตุ้นการสร<wbr />้างเนื้อเยื่อโปรตีน และลดการเกิดโปรตีนสลายตัวข<wbr />ณะออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังพบว่ามีปริมาณข<wbr />องกรดอะมิโน Tryptophan อยู่สูง ซึ่งกรดอะมิโนตัวนี้สามารถน<wbr />ำไปสร้าง Serotonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลเกี่<wbr />ยวกับความสุข, อารมณ์,ความเครียด และการหลับ</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">Immunoglobulin ใน Whey Protein สามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิค<wbr />ุ้มกันได้ แต่ในผลในการนำไปใช้เกี่ยวก<wbr />ับเรื่องนี้ในทางคลินิกจะไม<wbr />่ค่อยมีประสิทธิภาพ</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">Lactoferrin พบประมาณ 1-2% ใน Whey Protein พบว่าสามารถช่วยให้ร่างกายด<wbr />ูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้น,ม<wbr />ีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ,ต้าน<wbr />การอักเสบ, และ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต<wbr />ของแบคทีเรียที่ดีในร่างกาย</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">พบ Bioactive Peptide ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">มี Glycomacropeptide 10-15% ซึ่งเจ้าตัวนี้จะไปกระตุ้นใ<wbr />ห้ CCK หลั่งออกมามากขึ้น จึงทำให้เรารู้สึกอิ่ม หิวช้าลง (ตอนนี้เริ่มเห็นในท้องตลาด<wbr />นำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเ<wbr />สริมควบคุมน้ำหนัก น่าจะมาจากเหตุผลข้อนี้ แต่อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักต้องออกกำลังแล<wbr />ะควบคุมน้ำหนักเท่านั้นค่ะ อยากหุ่นดีไม่มีทางลัดนะคะ หากกินตัวไหนแล้วน้ำหนักลงๆ<wbr />ๆ แบบไม่ได้ทำอะไรเลย คือ ผิดปกติแล้วค่ะ ให้คิดไว้ว่าอาจจะมีสารอันต<wbr />รายเจือปน)</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">Whey Protein ดูดซึมได้เร็ว นำไปใช้ได้เร็ว</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">สามารถกระตุ้นการสร้าง Glutathione(GSH) เนื่องจากมี Cysteine และ Glutamic acid สูง</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">มีกรดอะมิโน ลิวซีน อยู่สูง ซึ่งกรดอะมิโนตัวนี้เป็นตัว<wbr />สำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อค<wbr />่ะ</span></li>
</ol>
<h4><span class="text_exposed_show">ข้อควรระวังในการใช้ Whey Protein</span></h4>
<ul>
<li><span class="text_exposed_show">ระวังในคนที่แพ้นมวัว</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">ระวังในคนที่มีปัญหาในการย<wbr />่อยแลคโตส ถ้าจะใช้ให้เลือกแบบที่เขีย<wbr />นว่า Lactose-Free</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">ระวังในคนที่ใช้ยาบางชนิด เช่น Levodopa, Albendazole, Alendronate, Quinolone, Tetracycline</span></li>
<li><span class="text_exposed_show">ไม่พบการเกิดอาการข้างเคีย<wbr />งที่รุนแรง จากการใช้ whey protein อาการข้างเคียงที่พบ เช่น ท้องอืด ไม่สบายท้อง</span></li>
</ul>
<p><span class="text_exposed_show">วันนี้เล่าเรื่อง Whey Protein ซะยาวเลยค่ะ ไว้พบกับบทความจาก Jaslyn ใหม่ ในโอกาสหน้านะคะ</span></p>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-494" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Whey-Protein.jpg" alt="whey-protein" width="960" height="719" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Whey-Protein.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Whey-Protein-600x449.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Whey-Protein-300x225.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Whey-Protein-768x575.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Whey-Protein-370x277.jpg 370w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-whey-protein/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">493</post-id>	</item>
		<item>
		<title>มาดูแลลำไส้ใหญ่ของเรากันเถอะ</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Oct 2016 16:43:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[Prebiotic]]></category>
		<category><![CDATA[Probiotic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=468</guid>

					<description><![CDATA[วันนี้ Jaslyn มีสถิติน่าสนใจ มาเล่าให้ฟังค่ะ มีข้อมูลงา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ Jaslyn มีสถิติน่าสนใจ มาเล่าให้ฟังค่ะ<br />
มีข้อมูลงานวิจัยบอกว่า คนที่ชอบรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมันมาก จะมีการถ่ายอุจจาระแค่ 1-2 ขีดเท่านั้น และอาหารเหล่านี้ใช้เวลาอยู่ในทางเดินอาหารตั้งแต่เริ่มเข้าปากจนออกมาเป็นอุจจาระ ใช้เวลา 2-3 วันเลยค่ะ</p>
<p>และยิ่งในผู้สูงอายุ การทำงานของระบบทางเดินอาหารจะมีประสิทธิภาพลดลง ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้นไปอีก บางคนอาจจะใช้เวลานานถึง 7 วันเลย</p>
<p>แต่ในคนที่ชอบรับประทานอาหารพวกกากใย ผัก ผลไม้ พบว่า จะถ่ายอุจจาระ 6-8 ขีด (ปริมาณมากกว่าคนชอบกินเนื้อสัตว์ 3-4 เท่าตัวเลย) และอาหารใช้เวลาในทางเดินอาหาร แค่ 20-30 ชั่วโมง</p>
<p>การที่อาหารค้างอยู่ในลำไส้นานๆนั้นส่งผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ<br />
เมื่ออาหารค้างอยู่ในลำไส้นานๆ จะส่งผลให้มีอาการดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>เรอเหม็นเปรี้ยว</li>
<li>ท้องอืดแน่นท้อง</li>
<li>มีแก๊ส หรือลมในท้อง</li>
<li>มีอาการท้องผูก บางคนก็มีอาการแปรปรวนของลำไส้ ท้องผูกสลับท้องเสีย</li>
<li>ปวดหัว นอนไม่หลับ</li>
<li>เกิดอาการผื่นคัน</li>
</ol>
<p>ใครมีอาการตามนี้ ต้องเพิ่มปริมาณผัก และผลไม้ ในมื้ออาหารให้มากขึ้นแล้วนะคะ</p>
<p>กากอาหารจะถูกเก็บกักไว้บริเวณลำไส้ใหญ่ ที่บริเวณนี้จะเกิดการดูดซึมน้ำและเกลือแร่กลับเข้าสู่ร่างกายอยู่ ทำให้อุจจาระยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งแข็งและเหนียว ซึ่งก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนตัวเพื่อขับออกยาก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองลำไส้ ส่งผลให้เกิดลำไส้อักเสบ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้ และนอกจากนี้ยังอาจครูดบริเวณทวารหนัก แล้วทำให้เกิดริดสีดวงได้อีกด้วยค่ะ</p>
<p>อีกหนึ่งตัวช่วยที่จะสามารถปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารได้ คือ อาหารกลุ่มโพรไบโอติก และพรีไบโอติกส์ค่ะ</p>
<p>ขอเล่าก่อนว่า ในทางเดินอาหารของเราจะมีแบคทีเรียอยู่ 2 ประเภท</p>
<ol>
<li>แบคทีเรียก่อโรค หรือ ไม่ดีต่อร่างกาย</li>
<li>แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เจ้าพวกแบคทีเรียเหล่านี้ เราเรียกว่า &#8220;โพรไบโอติก&#8221; ค่ะ</li>
</ol>
<p>โพรไบโอติก (Probiotic) จะทำหน้าที่ในการปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ควบคุมจำนวนของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยในการหมักและย่อยใยอาหาร สังเคราะห์วิตามิน ได้แก่ แลคโตบาซิลลัส, บิฟิโดแบคทีเรีย<br />
ซึ่งหากเพื่อนๆต้องการเพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย ก็สามารถเติมแบคทีเรียเหล่านี้ได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหาร เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ค่ะ</p>
<p>พรีไบโอติก (Prebiotic) คือ อาหารกลุ่มเส้นใยซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของโพรไบโอติกส์ เช่น โอลิโกฟรุกโตส, กาแล็กโทโอลิโกแซ็กคาไรด์ เป็นต้น</p>
<p>เคล็ดลับการดูแลสำไส้ใหญ่</p>
<ol>
<li>เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อลดการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ของเราจะได้ทำงานง่ายขึ้น</li>
<li>เลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เพิ่มเส้นใยในมื้ออาหารด้วยผัก และผลไม้</li>
<li>ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง</li>
<li>เพิ่มการรับประทาน โยเกิร์ต และนมเปรี้ยว</li>
<li>หมั่นดูแลใส่ใจเรื่องระบบขับถ่าย ฝึกการถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวัน และคอยสังเกตลักษณะอุจจาระ จะต้องมีสีปกติ ไม่มีเลือดปน ไม่มีลักษณะกะปริดกะปรอย ไม่แข็งเกินไป ไม่จับตัวเป็นก้อนเล็กๆ</li>
<li>ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่นไหวของลำไส้ได้ ช่วยทำให้ลำไส้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น</li>
</ol>
<h4>อ้างอิง :</h4>
<ol>
<li>Colon Therapy สมดุลเคมีในร่างกายกับการกำจัดของเสีย. Complementary Alternative Medicine.Oct 2004</li>
<li><a href="http://search.proquest.com/openview/167e807be5fa34c0998ec434abbe70dd/1.pdf?pq-origsite=gscholar&amp;cbl=34400">งานวิจัยเรื่อง Dietary modulation of the human colonic microbiota: Introducing the concept of prebiotics โดย Gibson, Glenn R; Roberfroid, Marcel B. The Journal of Nutrition 125.6 (Jun 1995): 1401-12.</a></li>
<li><a href="http://ajcn.nutrition.org/content/73/2/361s.short">งานวิจัยเรื่อง Probiotics, prebiotics, and synbiotics—approaching a definition โดย Jürgen Schrezenmeir and Michael de Vrese Am J Clin Nutr 2001;73 (suppl) :361S–4S. American Society for Clinical Nutrition</a></li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-469" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/โยเกิร์ต.jpg" alt="ลำไส้ใหญ่, โพรไบโอติก (Probiotic), พรีไบโอติก (Prebiotic)" width="960" height="640" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/โยเกิร์ต.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/โยเกิร์ต-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/โยเกิร์ต-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/โยเกิร์ต-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/โยเกิร์ต-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">468</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เคล็ดลับอายุยืน ตามสไตล์ชาวโอกินาวา</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Oct 2016 11:07:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[nutrition]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=419</guid>

					<description><![CDATA[เคล็ดลับอายุยืน ตามสไตล์ชาวโอกินาวา ข้อมูลจาก WHO ในปี  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>เคล็ดลับอายุยืน ตามสไตล์ชาวโอกินาวา</h2>
<p>ข้อมูลจาก WHO ในปี 2015 พบว่า อายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั้งโลกอยู่ที่ 71.4 ปี ประเทศที่ได้แชมป์โลกอันดับ 1 ยังคงเป็นประเทศญี่ปุ่น โดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรยืนยาวที่สุดในโลก คือ 83.7 ปี ,อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงอยู่ที่ 86.8 ปี และอายุขัยเฉลี่ยของเพศชายอยู่ที่ 80.5 ปี ส่วนประเทศไทยเรานั้น อายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศอยู่ที่ 74.9 ปี</p>
<p>และสิ่งที่น่าสนใจคือ ที่เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่นนั้น ยังครองแชมป์ เป็นเมืองที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลกอีกด้วยค่ะ ด้วยสถิติ ในประชากรโอกินาวา 100,000 คน จะมีประชากรอายุเกินร้อยอยู่ถึง 50 คน</p>
<p>อะไรคือเคล็ดลับ อายุยืนเกิน 100 ปี ของชาวโอกินาวา?</p>
<h4>เคล็บลับ ข้อที่ 1 : อาหารแบบฉบับชาวโอกินาวา</h4>
<p>อาหารส่วนใหญ่ของชาวโอกินาวา ในยุคเมจิ จนถึง ยุคไทโช (1868-1926) จะประกอบด้วยมันฝรั่งหวานสีม่วงแดง เป็นพลังงานหลัก นิยมรับประทานร่วมกับซุปมิโซะ และผักปริมาณมาก ในทุกๆมื้อ ทั้งเช้า กลางวัน เย็น และยังนิยมรับประทานมันฝรั่งหวานสีม่วงแดงนึ่งเป็นอาหารว่างอีกด้วย</p>
<p>เมื่อเปรียบเทียบสารอาหารในมันฝรั่งหวานสีม่วงแดงนึ่ง กับข้าวขาวสุก พบว่าในข้าวขาวสุกในพลังงาน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน สูงกว่า มันฝรั่งหวานสีม่วงแดงนึ่ง 23 กิโลแคลลอรี ต่อ 100 กรัม แต่พบว่ามันฝรั่งหวานสีม่วงแดงนึ่ง ให้ปริมาณไฟเบอร์ (เส้นใย) และวิตามิน แร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม วิตามินบี1 วิตามินบี2 และวิตามินซี ในปริมาณที่สูงกว่า</p>
<p>ในมันฝรั่งหวานสีม่วงแดง ที่ชาวโอกินาวากินนั้น พบว่ามีสารกลุ่มโพลีฟีนอล ที่มีสีแดง คือ แอนโธไซยานิน (anthocyanin) อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งสารตัวนี้มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ดี ช่วยปกป้องหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดได้</p>
<p>และจากการศึกษาอาหารของคุณตา คุณยาย ชาวโอกินาวา ในสมัยเด็กๆ และวัยรุ่น เปรียบเทียบปริมาณสารอาหาร จะพบว่า อาหารของชาวโอกินนาวา มีวิตามิน เอ, อี, เค, แคลเซียม และ บี6 สูงกว่าอาหารของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เกือบ 2 เท่า โดยมีปริมาณ เกลือโซเดียม ที่น้อยกว่าถึง 2 เท่า เช่นกัน ซึ่งการที่รับประทาน เกลือโซเดียมน้อยลง จะส่งผลดีต่อผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และไต</p>
<p>ทฤษฎีเกี่ยวกับ Caloric Restriction เชื่อว่าการกินอาหารในน้อยลง โดยการลดพลังงานที่ได้จากอาหารลงประมาณ 15% จะมีผลให้อายุยืนยาวขึ้น (ปริมาณ พลังงานขั้นต่ำที่แนะนำ อยู่ที่ 1705 – 2061 กิโลแคลลอรี) และจากการศึกษาของ Japan National Nutrition ในปี ค.ศ. 1972 พบว่า ชาวโอกินาวา ได้รับพลังงานแคลลอรีจากอาหาร 83% ของพลังงานเฉลี่ยที่ชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศได้รับจากอาหาร ซึ่งยังพบว่าค่า BMI โดยเฉลี่ยของชาวโอกินาวา คือ 21.2 (ค่า BMI ที่น้อย มีผลดีต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และคนที่นี่ก็มีค่าเฉลี่ยในการเกิดโรค หัวใจหลอดเลือดน้อยกว่าที่อื่นๆจริงๆด้วย)</p>
<p>เราจะเห็นว่าอาหารส่วนใหญ่ที่ชาวโอกินาวากิน จะเป็นอาหารที่อยู่ในกลุ่ม Low Glycemic Index ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งได้ และอาหารที่กินส่วนใหญ่เช่น ถั่วเหลือง มันฝรั่งหวานสีม่วง ก็เป็นพืชที่มี ฟลาโวนอยด์อยู่สูง มีประโยชน์ทั้งในแง่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสามารถกระตุ้นยีนส์ Sirtuin ซึ่งมีผลในการเกี่ยวกับการยืดอายุขัย นอกจากนี้คนที่นี่ยังชอบกินพืช ผัก ผลไม้ที่มีเส้นใยสูง และสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น มะระโกยา ขมิ้นชัน สาหร่ายทะเล และกินเกลือโซเดียมน้อย มีผลดีต่อความดันโลหิตสูง</p>
<h4>เคล็ดลับ ข้อที่ 2 : ชาวโอกินาวา กระฉับกระเฉง ออกกำลังสม่ำเสมอ</h4>
<p>ไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ มักมีกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เช่น ปลูกผัก การออกกำลังกายเป็นกลุ่ม เช่น การร่ายรำพื้นเมือง ฝึกคาราเต้ และโกจูริว ช่วยในการฝึกลมหายใจ สมาธิ และการเคลื่อนไหว</p>
<h4>เคล็ดลับ ข้อที่ 3 : ชาวโอกินาวา ชีวิตเรียบง่าย สุขภาพจิตดี</h4>
<p>วิถีชีวิตของชาวโอกินาวา ส่วนใหญ่จะเป็นวิถีชีวิตเรียบง่ายพอเพียง บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เกื้อกูลกัน มีน้ำใจ โอบอ้อมอารี ส่งเสริมให้คนที่นี่มีสุขภาพจิตที่ดี และมีความเครียดน้อย</p>
<h4>เคล็ดลับ ข้อที่ 4 : พันธุกรรม</h4>
<p>ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดในเรื่องยีนส์ว่ายีนส์ตัวไหนที่ทำให้ชาวโอกินาวาอายุยืน แต่พบว่าชาวโอกินาวาบางส่วนมีความแปรผันของยีนส์ HLA (Human Leukocyte Antigen Genetic Polymorphism) ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดแพ้ภูมิตนเองและการเกิดการอักเสบและการเกิดการอักเสบน้อยค่ะ</p>
<p>อ่านบทความจบแล้ว Admin อยากไปเที่ยวโอกินาวาเลยค่ะ อย่าลืมนำ เคล็ดลับอายุยืน ของชาวโอกินาวาไปใช้ด้วยนะคะ<br />
ไว้พบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้กับบทความดีๆ จาก Jaslyn ค่ะ</p>
<h4>ที่มา :</h4>
<ol>
<li><a href="http://www.who.int/gho/publications/world_health_statistics/2016/EN_WHS2016_Chapter3.pdf">WHO : MONITORING THE HEALTH GOAL – INDICATORS OF OVERALL PROGRESS</a></li>
<li><a href="http://www.okicent.org/docs/anyas_cr_diet_2007_1114_434s.pdf">BRADLEY J. WILLCOX, D. CRAIG WILLCOX, and Others Caloric Restriction, the Traditional Okinawan Diet, and Healthy Aging, <span style="text-decoration: underline;">New York Academy of Sciences</span>, 1114: 434–455 (2007).</a></li>
<li><a href="https://web.archive.org/web/20120113035029/http://211.76.170.15/server/APJCN/Volume10/vol10.2/Sho.pdf">Hiroko Sho, History and characteristics of Okinawan longevity food, <span style="text-decoration: underline;">Asia Pacific J Clin Nutr</span> (2001) 10(2): 159–164</a></li>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/18924533">Miyagi S, Iwama N, Kawabata T, Hasegawa K. History and characteristics of Okinawan longevity food, <span style="text-decoration: underline;">Asia Pac J Public Health</span>. 2003;15 Suppl:S3-9.</a></li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-420 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แซลมอล.jpg" alt="%e0%b9%81%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a5" width="960" height="640" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แซลมอล.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แซลมอล-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แซลมอล-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แซลมอล-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แซลมอล-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">419</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สารกันบูดในอาหาร กับความจริงที่โหดร้าย</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2016 14:43:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้อื่นๆ]]></category>
		<category><![CDATA[benzoic acid]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[สารกันเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=389</guid>

					<description><![CDATA[สารกันบูดในอาหาร กับความจริงที่โหดร้าย พอดีได้อ่านโพสต์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>สารกันบูดในอาหาร กับความจริงที่โหดร้าย</h2>
<p>พอดีได้อ่านโพสต์ของอาจารย์เมย์แล้วอดที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ไม่ได้ ลองอ่านโพสต์ต้นเรื่องได้ที่นี่นะครับ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://www.facebook.com/may.srivilai/posts/10153327581322373">https://www.facebook.com/may.srivilai/posts/10153327581322373</a></p>
<p>เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วในวงการอาหารบ้านเรา เวลา สสจ. ออกตรวจทีไร ก็จะพบปัญหานี้ตลอด เมื่อเป็นข่าวดัง ก็จะมีกระแสมาสักที แต่พอเรื่องเงียบ มันก็กลับมาอีก</p>
<p>เรื่องนี้เป็นเคสตัวอย่างของ อ.เมย์ ที่เล่าให้ฟังว่า ครั้งนึงเคยมีผู้ประกอบการท่านนึง ทำขนมถ้วยส่งออกต่างประเทศ ทีนี้ถ้าใครเคยทำอาหารส่งออกจะรู้ครับว่าประเทศปลายทางจะมีการสุ่มตรวจเพื่อหาว่ามีสารอันตรายเจือปนไหม ซึ่งผู้ประกอบการรายนั้นก็ระวังตัวอย่างดี ไม่มีการใส่สารกันบูดลงไปเลย (แต่ใช้วิธีอื่นการถนอมอาหารแบบอื่นแทน) แล้วปรากฏว่าผู้ประกอบการรายนั้นโดนสุ่มตรวจ และพบสาร benzoic acid ซึ่งเป็นสารกันบูดชนิดหนึ่งในระดับเกิน 1000 ppm</p>
<p>ผู้ประกอบการท่านนั้นสงสัยว่า benzoic acid มาจากไหน จึงส่งวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตขนมไปตรวจ ปรากฏว่าพบสาร benzoic acid ในพบในเเป้ง น้ำตาลปี๊บ เเละกะทิ จึงต้องไปถามผู้ผลิตวัตถุดิบทั้ง 3 อย่างให้รู้เรื่อง เพราะถ้าผู้ผลิตวัตถุดิบไม่หยุดใส่ benzoic acid แบบนี้ ต่อให้ไม่ใส่สารกันบูดเลย ก็ส่งออกไม่ได้อยู่ดี ซึ่งผลก็คือ (ขอก็อปข้อความมาเลยนะครับ)</p>
<p>ถามโรงเเป้ง: คุณจะใส่ลงไปในเเป้งทำไม มันกันมอดไม่ได้หรอกนะ<br />
<span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span>: &#8220;ป๊าววว! ผมใส่เพราะว่าคนทำขนมบ่นกันว่าขนมบูดง่าย อากาศเมืองไทยมันร้อน ถ้าไม่ใส่ให้เค้า ขนมเค้าก็บูดเปรี้ยวหมด&#8221;</p>
<p>ถามโรงน้ำตาล: คุณใส่สารกันบูดหรือเปล่า<br />
<span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span>: &#8220;ป๊าววว! ไม่ได้ใส่ คุณไม่รู้อะไร ภูมิปัญญาชาวบ้านเค้าใส่ไม้พยอมกัน&#8221; อืมๆ มันคงมี phenolic หน้าตาคล้าย benzoic มั้ง เเล้วใส่ยังไงคะ หาไม้พยอมมาจากไหน &#8220;โอย เดี๋ยวนี้ไม้มันหายากหน่อย ใช้นานๆ มันก็มีจืดบ้าง&#8221; เออ จืดเเล้วยังใช้ได้ผล? &#8220;ก็เอาไปคลุกๆ สารกันบูดก่อน เเล้วค่อยไปลอย ใช้ได้ดีเหมือนกัน&#8221; ??????</p>
<p>ถามโรงกะทิ: คุณใส่ตอนไหน<br />
<span style="text-decoration: underline;">ตอบ</span>: &#8220;ก็คั้นเสร็จก็ใส่เลย กะทิมันบูดง่าย ไม่ใส่ไม่ได้หรอก โลนึงก็ใส่ช้อน(กลาง)นึง ถ้าไม่ใส่ก็จะโดนด่าว่าของเน่าของไม่ดี&#8221; มันจะบูดง่ายอะไรนักหนา คั้นเสร็จมันต้องต้มต้องนึ่งน่าจะฆ่าได้เยอะอยู่นะ เลยส่งตรวจ TPC ครั้งเเรก ได้ 10^6 CFU/g โทรไปด่าเจ้าหน้าที่เลย ปล่อยตัวอย่างไว้นานหรือไง ทำไมมันเยอะเเบบนี้ ส่งใหม่ ย้ำว่าคั้นเสร็จเเช่เย็นส่งตรวจภายใน 1 ชม. ได้ 10^7 CFU/g คือว่า ท่อน้ำทิ้ง รง. ยังสะอาดกว่ากะทิสด</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ</span>: CFU คือ colony forming unit เพราะฉะนั้น 10^7 CFU/g หมายถึงในกระทิ 1 กรัม เจอเชื้อ 10^7 ตัว หรือ 10,000,000 ตัวนั่นเอง ถามว่าเยอะไหม เยอะครับ เยอะมากด้วย แต่ถามว่ากินแล้วเป็นอะไรไหม ตอบยาก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ เจอแบบนี้จนชิน เรียกได้ว่าทนจนดื้อด้านกับเชื้อไปแล้ว หากเชื้อไม่รุนแรงจริงๆคงทำอะไรคนไทยไม่ได้ ถ้ายังจำกันได้ เมื่อ 5 ปีที่แล้วมีเชื้อ E.Coli สายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงตายแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อนไตวายจนเสียชีวิตได้ มีคนตายในยุโรปเยอะแยะมากมาย เราก็เฝ้าระวังกันเต็มที่ครับ แล้วเชื้อตัวนี้มันก็เข้ามาไทยแล้วจริงๆ เข้ามานานแล้วด้วย แต่ไม่มีคนไทยเป็นอะไรเลย เพราะคนไทยดื้อต่อเชื้อหมดแล้ว อารมณ์ประมาณว่าเชื้อแค่นี้ชิวๆ หนักกว่านี้คนไทยก็เจอมาหมดแล้ว (ฮา)</p>
<h4>อันตรายมากไหม ?</h4>
<p>ถามว่า benzoic acid มันอันตรายไหม มันก็ไม่ค่อยอันตรายหรอกครับ เป็นสารที่ปลอดภัยใช้ได้ในระดับนึง ไม่อย่างนั้นเค้าคงไม่อนุญาตให้ใส่ในอาหารได้ แต่คำว่าปลอดภัยนั่นหมายถึงคุณสามารถใส่ได้ในปริมาณที่ไม่เกินกำหนด ถามว่าใส่เกินแล้วตายไหม มันก็ไม่ตายหรอกครับ อย่างที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ก็เกินกันทั้งนั้น ปริมาณที่ทำให้ตายเลย คือ 500 mg ต่อน้ำหนักตัว 1 kg อย่างหนัก 50 kg ก็ต้องกินถึง 25000 mg หรือ 25 กรัมถึงจะตายทันที ซึ่งในความเป็นจริงคงไม่มีบ้าใส่ขนาดนั้น แต่ระดับที่ใช้ได้ปลอดภัยมันก็ต่ำคือไม่เกิน 5 mg/kg ต่อวัน หมายความว่าถ้าหนัก 50 kg วันนึงกิน benzoic acid ได้ไม่เกิน 250 mg เท่านั้น หากมากกว่านี้ แม้ว่าไม่ตายทันทีก็จริง แต่เราก็จะค่อยๆตายผ่อนส่งไปเรื่อยๆ และอาจเกิดโรคเรื้อรังในอนาคตได้</p>
<p>เอาจริงๆ 250 mg ต่อวัน มันก็ไม่ได้น้อยมากนะครับ แต่ลองคิดดูว่าถ้าผู้ผลิตวัตถุดิบแต่ละอย่างพร้อมใจกันใส่แบบนี้ พอทำเป็นอาหารจริงๆก็มาใส่อีกรอบ แล้ววันนึงเรากินอาหาร 3 มื้อ แถมขนมอีก แบบนี้ เรียกได้ว่ากินกันทะลุ 250 mg ไปไกลได้ง่ายๆเลย</p>
<p>เรื่องสารกันบูด เดี๋ยวว่างๆผมจะหาพวกผลจากการตรวจสุ่มตรวจสินค้าในท้องตลาดมาให้อ่านกันเล่นๆ รายงานพวกนี้มีเยอะแยะครับ ทำเสร็จเป็นข่าวสักที สองที ก็เก็บขึ้นหิ้งกันหมด เห็นแล้วจะตกใจครับ 1000 ppm นี่เด็กๆไปเลย โดยเฉพาะกับพวกเส้นก๊วยเตี๋ยวทั้งหลาย (แต่ก็ไม่ได้เกินกันทุกยี่ห้อนะครับ) แต่อีกใจก็กลัวว่าเอาข้อมูลพวกนี้มาลงในเว็บนี้จะไม่เหมาะ เดี๋ยวจะกลายเป็นประเด็นโจมตีสินค้ายี่ห้ออื่นไปซะอีก ที่ผมคิดๆไว้คืออาจจะเปิดเพจอีกเพจนึงมาให้ความรู้ด้านนี้โดยเฉพาะเลย แต่อีกใจก็กลัวว่าปั้น 2 เพจ จะเป็นงานหนักเกินไป</p>
<p>ยังไง สุดท้ายนี้ ก็ขอเชิญทุกคนมาติดตามผมและทีมงานกันได้ที่เพจนี้นะครับ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://www.facebook.com/Jaslynsense">https://www.facebook.com/Jaslynsense</a> ขอบคุณมากครับ</p>
<p>อ่อ ใครที่อ่านเว็บไซต์ jaslyn นี้แล้ว เห็นพูดครับบ้าง ค่ะบ้าง ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ผมเป็น Admin อีกท่านนึงและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Jaslyn เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะทำงานเบื้องหลังซะมากกว่า ไม่ค่อยโพสต์ออกเพจหรือเว็บสักเท่าไรครับ</p>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-390" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/กะทิ-ของหวาน.jpg" alt="กะทิ, สารกันบูด, benzoic acid" width="960" height="720" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/กะทิ-ของหวาน.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/กะทิ-ของหวาน-600x450.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/กะทิ-ของหวาน-300x225.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/กะทิ-ของหวาน-768x576.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/กะทิ-ของหวาน-370x277.jpg 370w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p style="text-align: center;">รูปประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่อย่างใดนะครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">389</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เครื่องดื่มที่เราทาน หวานแค่ไหนกันนะ?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2016 18:53:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=308</guid>

					<description><![CDATA[เครื่องดื่มที่เราทาน หวานแค่ไหนกันนะ? องค์การอนามัยโลกแ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3>เครื่องดื่มที่เราทาน หวานแค่ไหนกันนะ?</h3>
<p>องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคน้ำตาลจากอาหารทุกชนิดเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน (น้ำตาล 1 ช้อนหนักประมาณ 4 กรัมครับ) มาดูกันครับว่าในเครื่องดื่มแต่ละชนิดมีน้ำตาลกี่ช้อนชากันบ้าง</p>
<p>1. นมเปรี้ยวขนาด 400 ml มีน้ำตาลประมาณ 19 ช้อนชา</p>
<div class="text_exposed_show">
<p>2. น้ำผลไม้ขนาด 200 ml มีน้ำตาลประมาณ 6.25 ช้อนชา</p>
<p>3. กาแฟสดขนาด 475 ml มีน้ำตาลประมาณ 10.5 ช้อนชา</p>
<p>4. ชาเขียวขนาด 500 ml มีน้ำตาลประมาณ 14.5 ช้อนชา</p>
<p>5. น้ำอัดลมขนาด 450 ml มีน้ำตาลประมาณ 10.75 ช้อนชา</p>
<p>6. ชานมไข่มุกขนาด 350 ml มีน้ำตาลประมาณ 11.25 ช้อนชา</p>
<p>จะเห็นได้ว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิดมีน้ำตาลเกินขนาดที่ร่างกายต้องการต่อวันทั้งนั้นเลย แล้วทำไมคนเราถึงชอบกินหวานกันนัก แล้วกินหวานมากๆจะมีอันตรายกับเราอย่างไร คนไทยบริโภคน้ำตาลกันเท่าไร ติดตามกันได้ในบทความนี้ครับ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5/">ภัยจากความหวาน และหวานที่พอดี</a></p>
<p>ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-310 size-full" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/หวานแค่ไหน.jpg" alt="ปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม" width="671" height="960" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/หวานแค่ไหน.jpg 671w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/หวานแค่ไหน-600x858.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/หวานแค่ไหน-210x300.jpg 210w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /></p>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">308</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ช็อคโกแลตกับการเกิดสิว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2016 14:22:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ความสวยความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[Acne]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=265</guid>

					<description><![CDATA[สวัสดีค่ะ สาวๆ ใครชอบทานช็อคโกแลตบ้างคะ ยกมือขึ้นค่ะ &#038;g [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะ สาวๆ ใครชอบทานช็อคโกแลตบ้างคะ ยกมือขึ้นค่ะ &gt;&lt; แอดมินก็ชอบทานเหมือนกันค่ะ</p>
<p>เคยได้ยินมาบ้างรึเปล่าคะว่า ถ้าเป็นสิวอยู่ อย่ากินช็อคโกแลต</p>
<h3>หลายๆคนคงสงสัยว่า แล้วการกินช็อคโกแลตกระตุ้นให้สิวแย่ลงจริงไหม? วันนี้ Jaslyn มีคำตอบค่ะ</h3>
<p>สิว เกิดจาก การอุดตันของรูขุมขน และต่อมไขมัน ส่วนมากมักพบบริเวณที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่ และหนาแน่น ได้แก่ บริเวณใบหน้า หนังศรีษะ หน้าอก และแผ่นหลัง มักพบในวัยรุ่น บางคนก็มีอาการเป็นๆหายๆ ไปจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็มีค่ะ</p>
<p>ต่อไปเราจะมาเล่าถึง การศึกษาทดลองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ช็อคโกแลต กับ การเกิดสิวค่ะ มีหลายการศึกษาพอสมควร<br />
ในอดีต เคยมีการสรุปไว้ว่า ช็อคโกแลตไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิว แต่ในปัจจุบัน ได้มีการทดลองมากขึ้นหลายการทดลอง และในหลายการทดลองก็สรุปว่า การรับประทานช็อคโกแลตมีผลต่อการเกิดสิวอักเสบ และสิวอุดตันค่ะ Jaslyn เลือกมาบางการศึกษามาสรุปให้ฟังนะคะ</p>
<h4>1. Dark chocolate exacerbates acne (2016)</h4>
<p>การทดลองนี้ศึกษาผลของการรับประทาน Dark chocolate ว่าจะมีผลกระตุ้นให้สิวแย่ยิ่งขึ้นหรือไม่ ทำการศึกษาใน อาสาสมัครผู้ชาย 25 คนที่มีสิว โดยให้รับประทาน 99% Dark chocolate ปริมาณ 25 กรัม ต่อ วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า มีการเพิ่มขึ้นของ acne score, จำนวนสิวอุดตัน (comedone) และ จำสิวอักเสบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในสัปดาห์ที่ 2 จนถึงสัปดาห์ที่ 4 ของการศึกษา<br />
สรุป ง่ายๆ การรับประทาน Dark chocolate ปริมาณ 25 กรัม ต่อวัน สามารถเป็นสาเหตุหนึ่งกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบและสิวอุดตันได้ ค่ะ</p>
<h4>2. Double-blind, Placebo-controlled Study Assessing the Effect of Chocolate Consumption in Subjects with a History of Acne Vulgaris (2014)</h4>
<p>การทดลองนี้ศึกษาผลของการรับประทานช็อคโกแลตกระตุ้นให้สิวกำเริบมากขึ้นหรือไม่ ทดลองในอาสาสมัครชาย อายุ 18-35 ปี ที่มีประวัติเป็นสิวในระดับเล็กน้อย (Mild) อยู่แล้ว จำนวน 14 คน โดยให้รับประทาน 100% โกโก้ แบบไม่มีการเติมสารให้ความหวาน ผสมกับ ผงไฮโดรไลท์ เจลาติน เตรียมมาให้รับประทานในรูปแบบแคปซูล แบ่งออกเป็น 6 สูตร ที่มีอัตราส่วน ของ 100% โกโก้ : ผงไฮโดรไลท์ เจลาติน ที่แตกต่างกัน คือ 6:0, 5:1, 4:2, 3:3, 2:4,1:5 ตามลำดับ แล้วสุ่มให้อาสาสมัครรับประทาน 2 คน : 1 สูตร ทำการวัดผลหลังเริ่มการทดลองในวันที่ 4 และ 7 พบว่า</p>
<p>&#8211; จำนวนของการเกิดสิว (comedone, papule, pustule, nodule) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเบสไลน์ ทั้งในวันที่ 4 (P = 0.006) และ วันที่ 7 (P = 0.043) แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างวันที่ 4 และ 7 การเพิ่มขึ้นของสิวไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&#8211; เมื่อวัดการเพิ่มขึ้นเฉพาะของสิวที่ไม่มีการอักเสบ (comedone) พบว่า มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในวันที่ 4 และ 7<br />
&#8211; เมื่อวัดเฉพาะสิวที่มีการอักเสบ พบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะวันที่ 4<br />
&#8211; พบว่าปริมาณการรับประทานช็อคโกแลต มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเกิดสิวในแต่ละบุคคล ทั้งในวันที่ 4 ( r=0.250) ในระดับน้อย และวันที่ 7 (r=0.314) ในระดับปานกลาง</p>
<p>• คำจำกัดความของ Mild acne ในการทดลองนี้ คือ ต้องมี comedone หรือ papule ไม่น้อยกว่า 1 จุด แต่มีไม่เกิน 4 จุด ไม่พบ pastule บนใบหน้า และเคยมีประวัติของ Acne vulgaris<br />
• ในการทดลองนี้จะไปเอาอาสาสมัครที่เป็นเบาหวาน, โรคอ้วน, และไขมันในเลือดสูง เพื่อตัดปัจจัยเหล่านี้ที่เคยถกเถียงว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดสิวออกไป<br />
• การทดลองนี้ไม่เลือกผู้หญิงในการทดลอง เพื่อตัดเรื่องความสัมพันธ์ของ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน การเกิดรอบเดือนซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดสิวออกไป</p>
<p>สรุปง่ายๆ นะคะ การทดลองนี้ช็อคโกแลตสามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ค่ะ และปริมาณการรับประทานช็อคโกแลตมีความสัมพันธ์ ไปในทางเดียวกับการเกิดสิว</p>
<h4>3. Chocolate consumption modulates cytokine production in healthy individuals (2013)</h4>
<p>จากการศึกษานี้ พบว่า ในอาสาสมัคร ที่มีการรับประทาน ช็อคโกแลต เมื่อนำเลือดมาตรวจ จะพบว่ามีการหลั่งของ interleukin-1β (IL-1β) และ IL-10 ซึ่ง 2 ตัวนี้จะให้เกิดการเจริญของเชื้อ Propionibacterium acne และ Staphylcoccus aureus ที่ทำให้เกิดสิว แต่พบว่า IL-22 (มีผลเกี่ยวกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ) กลับมีปริมาณลดลง</p>
<p>สรุปง่ายๆ คือ จากการทดลองนี้การรับประทานช็อคโกแลตอาจจะส่งผลให้เกิดการอักเสบของสิวมากขึ้น</p>
<p>การรับประทานช็อคโกแลต รวมถึงขนมหวาน เค้ก น้ำตาล หรืออาหารที่มีไกลซีมิกอินเด็กซ์สูง มีรายงานพบว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ค่ะ แต่ไม่ใช้ทั้งหมด เพราะการเกิดสิวยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ฮอร์โมน, พันธุกรรมที่มีส่วนในการกำหนดสภาพผิว, การรักษาความสะอาด, พฤติกรรม เช่น การเอามือจับหน้าบ่อยๆ แกะสิวบ่อยๆ, การใช้เครื่องสำอางที่อาจก่อให้เกิดการอุดตัน, เชื้อแบคทีเรีย , ความเครียด ปัจจัยเหล่านี้ก็ล้วนกระตุ้นให้เกิดสิวได้ทั้งหมดค่ะ</p>
<h4>สำหรับใครที่อยากอ่าน เปเปอร์ตัวเต็มนะคะ ตามลิงค์ด้านล่างค่ะ</h4>
<ol>
<li><a href="http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/ijd.13188/abstract">Dark chocolate exacerbates acne โดย Saivaree Vongraviopap และ คณะ ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Dermatology, Volume 55, Issue 5, May 2016.Pages 587–591</a></li>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4025515/">Double-blind, Placebo-controlled Study Assessing the Effect of Chocolate Consumption in Subjects with a History of Acne Vulgaris ตีพิมพ์ในวารสาร J Clin Aesthet Dermatol. 2014 May; 7(5): 19–23.</a></li>
<li><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23465690">Chocolate consumption modulates cytokine production in healthy individuals.Cytokine. 2013 Apr;62(1):40-3</a></li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-266" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/chocolate.jpg" alt="ช็อกโกแลต, สิว, อาหาร" width="2000" height="1381" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/chocolate.jpg 2000w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/chocolate-600x414.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/chocolate-300x207.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/chocolate-768x530.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/chocolate-1024x707.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2000px) 100vw, 2000px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/%e0%b8%8a%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">265</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
