<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>Healthy &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/healthy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Mar 2017 20:12:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.1</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>Healthy &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคที่คนไทยไม่ตระหนัก</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Feb 2017 12:47:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1238</guid>

					<description><![CDATA[ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคที่คนไทยไม่ตระหนัก เมื่อเราเริ่ม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคที่คนไทยไม่ตระหนัก</h2>
<p>เมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น ระบบต่างๆที่เคยทำงานได้ดีก็เริ่มแปรปรวน เมื่อตรวจสุขภาพประจำปีหลายคนเริ่มพบตัวบ่งชี้ ถึงภาวะสุขภาพที่แย่ลง เช่น <strong>ภาวะไขมันในเลือดสูง</strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1240" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01.jpg" alt="ภาวะไขมันในเลือดสูง" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>ไขมันในเลือด คือ อะไร</h4>
<p>ไขมันในเลือด คือ สารในกลุ่มที่เรียกว่า <strong>ไลโปโปรตีน (Lipoprotein)</strong> เป็นสารประกอบเชิงซ้อนโมเลกุลใหญ่ ทำหน้าที่ลำเลียงขนส่ง คลอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอร์ไรด์ และวิตามินต่างๆที่ละลายในไขมัน ซึ่งไลโปโปรตีนแต่ละชนิด จะมีอะโปไลโปโปรตีนที่ต่างกัน ซึ่งจะคอยควบคุมให้ ไลโปโปรตีนทำงานต่างๆกันไป นอกจากนี้ไลโปโปรตีนแต่ละชนิดยังมีความหนาแน่นที่ต่างๆกันด้วย</p>
<p>ซึ่งไขมันในเลือด กับ ไขมันที่สะสมอยู่ตามพุง เนื้อเยื่อต่าง ก็เป็นคนละอันกัน อย่างสับสนนะคะ</p>
<h4>ชนิดของ ไลโปโปรตีน (Lipoprotein) ในเลือด</h4>
<ol>
<li><strong>ไคโลไมครอน (Chylomicron)</strong> เป็นตัวที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบเยอะที่สุด โดยเฉพาะไตรกลีเซอร์ไรด์ และมีความหนาแน่นน้อยที่สุด ถูกสังเคราะห์ขึ้นในลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ขนส่งไขมันจากอาหารไปยังตับ และเนื่อเยื่อต่างๆ</li>
<li><strong>VLDL (Very low density lipoprotein)</strong> ถูกสังเคราะห์ขึ้นที่ตับ มีไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนประกอบสูง ส่วนใหญ่จะเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ร่างกายสร้างขึ้น ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกายไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ</li>
<li><strong>IDL (Intermediate density lipoprotein)</strong> เมื่อ VLDL ปลดปล่อยไขมันนำไปใช้แล้ว จะมีขนาดเล็กลง เรียกว่า IDL ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นในการเกิด LDL ต่อไป</li>
<li><strong>LDL (Low density lipoprotein)</strong> เป็นไลโปโปรตีนที่มีคลอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบสูงทำหน้าที่ขนส่ง คลอเลสเตอรอลไปให้เซลล์ต่างๆที่มี LDL receptor</li>
<li><strong>HDL (High Density lipoprotein)</strong> เป็นไลโปโปรตีนที่มีขนาดเล็กที่สุด และมีความหนาแน่นมากที่สุด โดย HDL จะทำหน้าที่ ขนส่งคลอเลสเตอรอลกลับเข้าสู่เซลล์ตับ</li>
</ol>
<p>โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นกับ ชื่อของ LDL และ HDL มากที่สุด และเพื่อให้จำง่าย ง่ายต่อการเข้าใจ เราจะเรียก เจ้า<strong> LDL</strong> ว่าเป็นไขมันตัวร้าย ไขมันเลว และ เรียก เจ้า <strong>HDL</strong> ที่คอยเก็บกวาดคลอเลสเตอรอล ไขมันต่างๆกลับตับ ว่า ไขมันดี</p>
<p>สิ่งที่น่าตกใจคือ ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรงที่ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ แต่ภาวะไขมันในเลือดสูงกลับได้รับความสนใจ และตระหนักถึงภาวะของโรคน้อย</p>
<p>จากสถิติงานวิจัยเกี่ยวกับระบาดวิทยา <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24800083"><strong>Prevalence of Dyslipidemia and Management in the Thai Population, National Health Examination Survey IV, 2009.</strong></a></p>
<p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในคนไทย เป็นการศึกษาที่ใหญ่พอสมควร ศึกษาในประชากรทั้งหมด 19,021 คน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป พบว่า มีประชากรถึง 29.6% ที่มีภาวะ LDL-C สูง, 47.1% มีภาวะ HDL-C ต่ำ, 38.6% มีภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูง (High Triglycerides) ในการศึกษานี้ยังมีการศึกษาแยกย่อยไปตามภูมิภาคต่างๆด้วย ขอเล่าเฉพาะข้อมูลในส่วนของเพศหญิงนะคะ พบว่าภาคใต้เป็นบริเวณที่พบประชากรมี ภาวะ LDL สูงเยอะสุด คือ 38.2% ตามมาติดๆด้วยภาคกลาง 34.8% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าเป็นบริเวณที่ประชากรมี ภาวะ HDL ในเลือดต่ำ มากที่สุด คือ 66.8% ตามมาด้วย ภาคเหนือ 60.4% และภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากที่สุด 41.4% และยังพบว่าในผุ้ป่วย โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคไต มักพบภาวะ HDL สูงร่วมอยู่ด้วย</p>
<p>พบว่า โดยรวมแล้ว คนไทย 66.5% มีภาวะบางอย่างของ Dyslipidemia และอย่างที่กล่าวในตอนต้น ว่ามีประชากรที่ตระหนักเกี่ยวกับภาวะไขมันในเลือดสูงน้อยมาก จากสถิติ มีคนตระหนักเพียง 17.8% เท่านั้น และ มีผู้ป่วยที่มีภาวะ LDL สูง แต่ไม่ได้รับยาอยู่จำนวนมาก ในผู้ป่วยที่ได้รับยาแล้วมีประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น (57.6) ที่สามารถควบคุมค่า LDL ให้เป็นไปตามเป้าหมายการรักษา</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1339" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/hc_art22_103.jpg" alt="" width="462" height="249" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/hc_art22_103.jpg 462w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/hc_art22_103-300x162.jpg 300w" sizes="(max-width: 462px) 100vw, 462px" /></p>
<p>ขอบคุณรูปภาพจาก : <a href="http://www.thefilipinodoctor.com/healthcare/2013/hc_art/2012/3/hc_art22_103.jpg" data-gallery>เว็บไซต์ http://www.thefilipinodoctor.com</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>LDL ร้ายกาจอย่างไร</h4>
<p>เมื่อ LDL ที่ล่องลอยอยู่ในเลือด แทรกตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อของเอนโดทีเลียม (endothelium) ที่หลอดเลือด และเจอกับอนุมูลอิสระ จะเกิดปฎิกิริยา ออกซิเดชันขึ้น กลายเป็น ออกซิไดซ์-LDL (Oxidize-LDL)</p>
<p>โมโนไซท์ (Monocyte) ในกระแสเลือดจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ผนังหลอดเลือดแล้วเปลี่ยนเป็นแมคโครฟาก (Macrophages) แมคโครฟาก จะมาจับกิน ออกซิไดซ์-LDL เกิดเป็นโฟมเซลล์ (Foam cell)</p>
<p>โฟมเซลล์ คือ เจ้าแมคโครฟากที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ปริมาณมากๆ แล้วโฟมเซลล์จะกระตุ้นเกิดการอักเสบของหลอดเลือดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการอักเสบเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อผนังหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดมีความแข็ง หนาตัวขึ้น เสียความยืดหยุ่น รูของหลอดเลือดตีบแคบลง การที่หลอดเลือดตีบแคบลงอาจเป็นผลให้เกิดการขาดเลือดของเนื้อเยื่อที่ต้องได้รับเลือดจากหลอดเลือดนั้น หากเกิดการฉีกออกของกล้ามเนื้อเรียบที่คลุมไขมันเอาไว้ เกร็ดเลือดก็จะทำงานเพื่อมาปิดปากแผล และกระตุ้นให้สร้างลิ่มเลือด นำไปสู่การอุดตันของหลอดเลือดอย่างเฉียบพลันค่ะ</p>
<p>เราพบว่า การที่มีระดับของ LDL ที่ลดลง มีความสัมพันธ์กับการเกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่ลดลงค่ะ</p>
<p><strong>โดยสรุป สำหรับ คนทั่วไป</strong></p>
<p style="text-align: center;">Total Cholesterol ควร &lt; 200 mg/dL</p>
<p style="text-align: center;">LDL Cholesterol ควร &lt; 100 mg/dL</p>
<p style="text-align: center;">HDL Cholesterol ควร &gt; 40 mg/dL</p>
<p style="text-align: center;">Triglycerides ควร &lt; 150 mg/dL</p>
<p>หลังอ่านบทความแล้ว อย่าลืมไปตรวจสุขภาพ ระมัดระวังภาวะไขมันในเลือดสูงกันด้วยนะคะ Jaslyn เป็นห่วง</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li>การวิจัยศึกษา เรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24800083">Prevalence of Dyslipidemia and Management in the Thai Population, National Health Examination Survey IV, 2009.</a></li>
<li><a href="http://www.si.mahidol.ac.th/department/Biochemistry/home/MD/%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%9E.57/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99.pdf">เอกสาร เรื่อง เมแทบอลิซึมของไลโปโปรตีน ของ ดร.นพ. ภัทรบุตร มาศรัตน ภาควิชาชีวเคมีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล</a></li>
<li>ขอขอบคุณรูปภาพจาก<a href="http://www.thefilipinodoctor.com/healthcare.php?art=22&amp;article_id=NzU=&amp;hclick=1"> thefilipinodoctor.com</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1238</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2017 12:32:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1225</guid>

					<description><![CDATA[ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง? โดยส่ว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง?</h2>
<p>โดยส่วนตัว Jaslyn เอง ฉีดวัคซีน HPV แล้วค่ะ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่เรียกว่า ลดความเสี่ยงในการเกิดลงไปได้เยอะมากๆ ซึ่งถือว่าคุ้มค่าค่ะ เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เราอาจจะป่วย และต้องใช้เวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการที่ต้องรักษาโรคมะเร็งในอนาคต ที่เขียนเรื่องนี้ เพราะ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆทุกคน ต้องตระหนักในการดูแลสุขภาพตัวเองค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1228" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01.jpg" alt="ฉีดวัคซีน HPV" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>ก่อนอื่น Jaslyn จะพาทุกคนไปรู้จักเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อนค่ะ</h4>
<p>มะเร็งปากมดลูก มักพบในผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยมะเร็งชนิดนี้จะเกิดขึ้นในชั้นของเยื่อบุผิวปากมดลูก เริ่มต้นจากเซลล์บางเซลล์เกิดการกลายตัว เป็นเซลล์ที่มีความผิดปกติ แล้วเกิดการเจริญลุกลามเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนมะเร็ง ซึ่งจากความผิดปกติเริ่มต้น จนกลายเป็นมะเร็งกินระยะเวลานาน 5-10 ปี</p>
<p>หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นก่อนมะเร็งก็จะสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ เปรียบเสมือนการตัดตอนเซลล์นั้นๆก่อนจะลุกลาม ดังนั้น จึงมีคำแนะนำให้ ผู้หญิงที่อายุ 25 ปี ขึ้นไปเริ่มไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกค่ะ ส่วนในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แนะนำให้ไปตรวจเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป และตรวจติดตามทุก 1-2 ปี ค่ะ</p>
<h4>อะไรคือ ตัวการ ให้เกิดมะเร็งปากมดลูก</h4>
<p>จากการศึกษาต่างๆ เค้าพบว่า มะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า Human Pappiloma Virus หรือ เรียกย่อๆ ว่า HPV ซึ่งมีอยู่ราวๆ 40 สายพันธุ์ ที่ถูกค้นพบแล้ว แต่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก</p>
<ol>
<li><strong>High Risk HPV</strong><br />
กลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อแล้วมักทำให้เซลล์ผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง ได้แก่ สายพันธุ์ <strong>16, 18</strong> (สองสายพันธุ์นี้พบได้บ่อยสุด), <strong>31, 33, 45</strong></li>
<li><strong>Low Risk HPV</strong><br />
กลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อแล้วไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ได้แก่ สายพันธุ์ <strong>6 และ 11</strong></li>
</ol>
<p>เจ้าเชื้อไวรัส HPV จะเข้าไปที่เซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูก และแทรกชิ้นส่วน DNA ไวรัส ลงไปใน DNA ของเซลล์เยื่อบุผิว ทำให้เซลล์กลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ เกิดการเจริญเติบโตแบ่งเซลล์มากมาย แบบแบ่งไม่หยุด และเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด!!!</p>
<h4>แล้วจะฉีดวัตซีนป้องกันดีมั๊ย? จะฉีดวัคซีนตัวไหนดี? ต่างกันยังไง?</h4>
<p>ในปัจจุบันการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้า จนเรามีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV แล้วค่ะ ซึ่งเป็นวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ที่มีประสิทธิภาพสูง และอาการข้างเคียงค่อนข้างน้อย มีการใช้มาแล้วราวๆสิบปี ทั่วโลก ในท้องตลาดปัจจุบันมี 2 ยี่ห้อ คือ</p>
<ol>
<li><strong>Cervirax</strong><br />
วัคซีนตัวนี้ จะสามารถป้องกันได้<strong> 2</strong> <strong>สายพันธุ์</strong> คือ <strong>16 และ 18</strong> ซึ่งเป็นไวรัส HPV กลุ่มเสี่ยงสูง และพบบ่อยว่าเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง ฉีด 3 ครั้ง ที่ 0,1,6 เดือน</li>
<li><strong>Gardasil</strong><br />
วัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันได้ <strong>4</strong> <strong>สายพันธุ์</strong> คือ <strong>16, 18 และ เพิ่ม 6, 11</strong> ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ (เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่ทำให้เกิดมะเร็ง) ตัวนี้มีการศึกษาในเด็กผู้ชายด้วย จึงสามารถฉีดให้ได้ทั้งในเพศหญิง และชาย ฉีด 3 ครั้ง ที่ 0,2,6 เดือน ราคาคอร์สฉีดจะสูงกว่าราวๆ 2 พัน</li>
</ol>
<p>นอกจาก HPV จะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้แล้ว ยังพบว่าเป็นสาเหตุให้เกิด มะเร็งทวารหนัก อวัยวะเพศภายนอกช่องคลอด และมะเร็งช่องปาก ได้ด้วย</p>
<h4>9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV</h4>
<ol>
<li>อายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน คือ 9-26 ปี ทั้ง ชายและหญิง เพราะเป็นช่วงอายุที่ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี (องค์การอนามัยโลก แนะนำการฉีดวัคซีน HPV ทั้งในเด็กผู้หญิง และผู้ชาย)</li>
<li>การติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการ จะทราบต่อเมื่อตรวจภายในแล้วพบเซลล์เยื่อบุมดลูกมีความผิดปกติ หรือใช้วิธี Liquid-based cytology ตรวจหาเชื้อไวรัส ดังนั้นมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่สามารถป้องกันได้ก่อนลุกลามโดยการตรวจภายในเป็นประจำ ทุก 1-2 ปี</li>
<li>ประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง เกือบ 100% ปัจจุบันตั้งแต่อนุมัติให้มีการฉีดวัคซีน ยังไม่มีการเรียกกลับไปฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และมีแนวโน้มว่า การฉีด 3 เข็ม จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต</li>
<li>ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถฉีดได้เลย, ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ต้องตรวจภายในก่อน หากตรวจแล้วไม่มีการติดเชื้อ HPV มาก่อนก็ฉีดได้ หากมีรอยโรคของสายพันธ์เดียว ก็ยังควรฉีดเพื่อป้องกันการติดสายพันธ์อื่นในภายหลัง</li>
<li>วัคซีน HPV ต้องฉีด 3 เข็ม ภายในระยะเวลา 6 เดือน</li>
<li>ฉีดวัคซีนบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ ไม่เจ็บมาก (ความเห็นส่วนตัว พยาบาลใจดี ^^) อาการข้างเคียงที่มีการรายงาน ไม่รุนแรง เช่น เจ็บบริเวณรอยเข็ม ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว พบผู้แพ้วัคซีนน้อย</li>
<li>แม้ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV แล้ว ยังควรตรวจภายในเพื่อติดตามการเกิดมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 2 ปี</li>
<li>ถุงยางอนามัย ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 100%</li>
<li>HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ติดต่อจากการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่น เพราะเชื้อเมื่ออยู่นอกร่างกายจะมีความทนทานต่ำ และตายอย่างรวดเร็ว</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">Jaslyn เชื่อว่า เรื่องการดูแลสุขภาพ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราควรใส่ใจ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องความสวยงามค่ะ หากเราสามารถป้องกัน หรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ก็เป็นสิ่งที่เราควรตระหนัก และให้ความสำคัญค่ะ เพราะจะเป็นประโยชน์กับเราเองในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1225</post-id>	</item>
		<item>
		<title>กินลิ้นจี่ ตอนท้องว่างอาจตายได้ จริงหรือ!!!?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2017 09:58:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1216</guid>

					<description><![CDATA[ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าว ควรกินข้าวก่อน! นักวิจั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าว <a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486030383">ควรกินข้าวก่อน! นักวิจัยเผยสาเหตุเด็กอินเดียหลายคนเสียชีวิตเพราะ &#8220;กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง&#8221;</a>  หลายๆคนคงเกิดคำถามว่า</p>
<p>จริงหรือเปล่านะ ?<br />
ข่าวนี้ดูแปลกๆนะ ?<br />
ไม่น่าเป็นไปได้ กินตอนท้องว่างออกบ่อย ไม่เห็นเป็นไรเลย ?</p>
<p>แต่พอกดเข้าไปอ่านข่าวก็ต้องประหลาดใจ เพราะดูๆไปแล้ว ข่าวนี้ก็มีมูลพอสมควร แถมยังมีงานวิจัยจาก <a href="http://www.thelancet.com/journals/langlo/article/PIIS2214-109X(17)30035-9/fulltext">Lancet</a> มาอ้างอิงอีกด้วย เอาล่ะสิ แล้วสรุปกินตอนท้องว่างแล้วตายจริงๆหรือเปล่านะ วันนี้เราจะมาหาข้อสรุปกันครับ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1223" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01.jpg" alt="กินลิ้นจี่ ตอนท้องว่าง ตาย" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h2>ปริศนาลิ้นจี่</h2>
<p>ตามเท่าที่มีการบันทึกไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ในพื้นที่ Muzaffarpur ประเทศอินเดียซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดที่มีการปลูกพืชในตระกูลลิ้นจี่ ได้พบอาการประหลาดที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กถูกนำส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้  และเหตุการณ์นี้จะพบบ่อยแบบเรียกว่าพีคเลย ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เหตุการณ์ประหลาดนี้ยังพบในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลของเวียดนาม บังคลาเทศ ในพื้นที่ที่ปลูกลิ้นจีเยอะด้วยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว โดยจะมีเด็กป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการก็ประหลาดมาก คือเมื่อตื่นเช้า เด็กจะมีอาการซึม สับสน พูดไม่รู้เรื่อง บางคนมีอาการไข้และชักร่วมด้วย ทั้งๆที่เมื่อวานเย็นเด็กยังมีอาการปกติดีทุกอย่าง เมื่อตรวจทุกอย่างเพิ่มเติมไม่ว่าจะตรวจร่างกาย ซักประวัติ ตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อน การติดเชื้อ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติแต่อย่างใด</p>
<h4>ค้นหาผู้ต้องสงสัย</h4>
<p>ในปีถัดๆมา ปีแล้ว ปีเล่า ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ความกลัวเข้าปกคลุมพื้นที่อาถรรพ์เหล่านี้ ชาวบ้านต่างกลัวว่าลูกตัวเองจะเป็นรายต่อไป ในบางพื้นที่ เช่น อินเดีย มีการตรวจยาฆ่าแมลง เชื้อโรค แต่ก็ไม่พบความสัมพันธ์ชัดเจนนัก  และแม้ว่าจะมีการควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังคงพบอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าในปี พ.ศ.2555 ได้มีการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบขนานใหญ่ให้แก่เด็กๆ แต่ก็ยังพบเด็กที่ป่วยด้วยอาการประหลาดนี้ทุกปี แต่เมื่อซักประวัติ มักพบว่าเด็กๆที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเหล่านี้จะมีประวัติเกี่ยวข้องกับการกินลิ้นจี่ร่วมด้วย ดังนั้น ตัวเลือกเดียวที่ยังเหลืออยู่ และมีความเป็นไปได้ คือ &#8220;เกิดจากสารในผลไม้ที่เด็กทาน&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;ถ้าวัคซีนไข้สมองอักเสบไม่ช่วยอะไร ดังนั้นตัวการใหญ่ก็น่าจะอยู่ในผลไม้ที่เด็กทานนั่นแหละ&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;แล้วสารอะไรล่ะ ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแบบนั้นได้?&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: left;">ในช่วงเดือนพฤษภาคม &#8211; เดือนตุลาคม ปี 2014 ศึกษาเก็บเคสผู้ป่วยที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาท สับสน มึนงง พูดไม่รู้เรื่อง จำนวน 390 เคส ในจำนวนเหล่านี้พบว่า 204 คนมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่หรือต่ำกว่า 70 mg/dL และพบว่าผู้ป่วยบางส่วน โดยเฉพาะเด็ก มีความสัมพันธ์กับการกินลิ้นจี่มาก่อน และสัมพันธ์กับการไม่ได้กินข้าวเย็น และมีการตรวจพบสาร เมตาบอไลท์ของ hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine ในตัวอย่างปัสสาวะ</p>
<p>หลังจากพิจารณาแล้ว พบสารต้องสงสัยที่เป็นไปได้ในผลไม้ 2 ตัว คือ hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine โดยสารทั้ง 2 เป็นสารพิษในพืชบางชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำตาล ยับยั้งการใช้พลังงานจากกรดไขมัน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ซึ่งสาร 2 ตัวนี้ โดยปกติแล้วพบในผลไม้จาไมก้าที่ชื่อว่าอัคกี และทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคอาเจียนจาไมก้า อย่างไรก็ตาม <strong>ลิ้นจี่</strong> เงาะ และลำไย เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับอัคกี ดังนั้น จึงมีโอกาสพบสารทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ มากน้อยต่างกันไป</p>
<p>หลังจากเปลี่ยนโจทย์การศึกษาจาก ยาฆ่าแมลง และ เชื้อโรค เป็นสาร hypoglycin A ในลิ้นจี่ จึงได้ให้การรักษาผู้ป่วยเสมือนผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำ รวมถึงตรวจหาสาร hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วย ซึ่งปรากฏว่า<strong>พบสาร  hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วยจริงๆ</strong></p>
<h4>ปริศนาคลี่คลาย ?</h4>
<p>หลังจากพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริศนา กับ สาร hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วย จึงได้มีการตรวจสอบย้อนกลับไป พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีบางอย่างเหมือนกัน ได้แก่</p>
<ol>
<li>เป็นเด็ก</li>
<li>มีภาวะขาดสารอาหาร ได้รับอาหารไม่เพียงพอ อดมื้อ กินมื้อ</li>
<li>มักจะมีประวัติว่าหายไปในสวนลิ้นจี่ ไปกินลิ้นจี่ทั้งวันจนอิ่ม และกลับมาโดยทั้งวันไม่กินอาหารหรือไม่กินอาหารเย็น</li>
</ol>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ตรงกับ 3 ข้อนี้ แล้วจะเป็นทุกคน บางคนก็ไม่มีอาการอะไรเลย<strong> แต่เนื่องจากหาสาเหตุอื่นไม่เจอและตรวจเจอสารที่เป็นไปได้ในเลือด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตัวการน่าจะเป็นสารพิษในลิ้นจี่ </strong>โดยเฉพาะเจ้าสาร hypoglycin A เนี่ยแหละ</p>
<h4>แล้วจะทำอย่างไรกันดี แบบนี้จะกินลิ้นจี่ตอนท้องว่างได้ไหม?</h4>
<p>ถึงแม้ว่าจะมีรายงานออกมาแบบนี้ ก็อย่าพึ่งตกใจกันไปครับ เพราะว่ามีรายงานในบางพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่ทุกพื้นที่ และพบเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้ว หรือต่อให้ขาดสารอาหาร+ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม ก็เป็นเฉพาะบางคน ไม่ได้เป็นทุกคนครับ เพราะฉะนั้นลิ้นจี่ สามารถทานได้ตามปกติ แต่มีข้อควรระวัง คือ</p>
<ol>
<li>อย่ากินลิ้นจี่ดิบ เพราะผลดิบมีสารพิษมากกว่าผลสุกประมาณ 2-3 เท่า</li>
<li>อย่ากินลิ้นจี่อย่างเดียวแทนอาหารมื้อหลัก หรือทั้งวันทานแต่ลิ้นจี่</li>
<li>อย่าขาดสารอาหาร หรือให้ผู้ที่ขาดสารอาหารทาน (จากรายงานพบผู้ป่วยเฉพาะในเด็กที่ขาดสารอาหารเท่านั้น เพราะการขาดสารอาหารทำให้พลังงานสำรองลดลง พอระดับน้ำตาลในเลือดตก จึงเกิดอาการดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนทั่วไป)</li>
</ol>
<h4>ถ้ามันลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เราก็กินเพื่อรักษาเบาหวานได้น่ะสิ</h4>
<p>หยุดความคิดนี้ไปก่อนครับ เพราะจากรายงานการวิจัยพบว่าลิ้นจี่แต่ละลูกมีสารนี้ไม่เท่ากัน บางลูกมีมาก บางลูกมีน้อย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่สำคัญลิ้นจี่เองก็น้ำตาลเยอะ โดยเฉพาะในผลสุก ดังนั้นแทนที่จะลดระดับน้ำตาล อาจกลายเป็นเพิ่มระดับน้ำตาลแทนได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายพบภาวะไตวายร่วมด้วย ดังนั้นถ้าจะกินเพื่อหวังลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน อาจได้ไม่คุ้มเสียครับ ทางที่ดีการรักษาเบาหวานควรให้แพทย์เป็นผู้เลือกใช้และปรับขนาดยา รวมถึงตัวผู้ป่วยเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จึงจะเป็นการรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดครับ</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เพจ <span class="fwn fcg"><span class="fwb fcg" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;k&quot;}"><a href="https://www.facebook.com/HmxMaew/posts/1274395272655323:0" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=398912630203596&amp;extragetparams=%7B%22fref%22%3A%22nf%22%7D" data-hovercard-prefer-more-content-show="1">ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว</a> </span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1216</post-id>	</item>
		<item>
		<title>สีประจำเดือนคล้ำ (ไม่) บ่งบอกอะไร &#8230; และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประจำเดือน</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2017 18:33:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ประจำเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอร์โมน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1192</guid>

					<description><![CDATA[สีประจำเดือน คล้ำ (ไม่) บ่งบอกอะไร &#8230; และความเข้าใ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>สีประจำเดือน คล้ำ (ไม่) บ่งบอกอะไร &#8230; และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประจำเดือน</h4>
<p>เห็นบทความที่แชร์กันทั้งในเฟส ในไลน์ เกี่ยวกับ สีของประจำเดือน บ่งบอก อะไรเกี่ยวกับสุขภาพ เลยอยากอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมค่ะ</p>
<h4>สีประจำเดือนคล้ำ ผิดปกติไหม?</h4>
<p>สีของประจำเดือนคล้ำ เช่น สีแดงอมดำ, สีเชอร์รี่ดำ, สีน้ำตาลดำ, สีน้ำตาลช็อกโกแลต <strong>ไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดปกติ</strong>ใดๆค่ะ <strong>ไม่ได้บ่งบอกถึงสุขภาพ</strong> และ<strong>ไม่ได้บอกถึงคุณภาพของประจำเดือน</strong></p>
<p>การที่สีประจำเดือนคล้ำ  ก็<strong>ไม่ใช่เป็นการขับเลือดเก่า</strong> หรือเลือดที่คั่งค้างภายในร่างกายของเราออกมาด้วยนะคะ อย่าเข้าใจผิด</p>
<p>สีประจำเดือนที่คล้ำนั้น ขึ้นกับ<strong>ปริมาณ</strong>ประจำเดือนค่ะ หากเรามีประจำเดือนน้อย เมื่อหลุดลอกออกจากผนังมดลูก ก็จะใช้เวลาไหลจากช่องคลอดลงมานาน เวลาสัมผัสอากาศในช่องคลอดจึงนาน แล้วทำให้สีของประจำเดือนเปลี่ยนไปเป็นสีคล้ำขึ้น (รวมถึงการสัมผัสอากาศเมื่ออยู่บนผ้าอนามัยนานๆ ทิ้งไว้ไม่ได้เปลี่ยน ประจำเดือนที่เห็นบนผ้าอนามัยก็จะสีคล้ำขึ้นเช่นกัน) ในทางกลับกันหากในเดือนนั้นเรามีปริมาณประจำเดือนมาก การไหลก็จะเร็ว ประจำเดือนที่เห็นจะมีสีแดงสด</p>
<p>ดังนั้น สาวๆสบายใจได้ค่ะ หากประจำเดือนมีสีคล้ำ ก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ</p>
<p>สีประจำเดือนโดยทั่วไปจะเป็นโทนสีแดงค่ะ จะเป็นสีแดงสด สีแดงเข้ม สีแดงคล้ำเชอร์รี่ สีแดงส้ม ก็ไม่ผิดปกติ ระยะเวลาในการเป็นประจำเดือนตามปกติ ประมาณ 3-7 วัน</p>
<p><strong>สิ่งที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติ</strong> จะเกี่ยวข้องกับ <strong>ปริมาณ</strong> (ปริมาณที่ผิดปกติ เช่น มีประจำเดือนปริมาณมากเกินไป ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมงชุ่มเต็มแผ่น) <strong>ลักษณะ</strong> (มีลักษณะเป็นวุ้นนิ่มๆ สีแดงคล้ำ, แดงสด) และ<strong>ความสม่ำเสมอ</strong> (ปกติ รอบประจำเดือนมาทุก 21-35 วัน แต่ละคนอาจจะมีความสั้นยาวของรอบประจำเดือนไม่เท่ากัน *** ไม่รวมผู้ที่อยู่ในวัยรุ่น กับวัยทอง เพราะกำลังอยู่ในช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงได้มาก)  รวมถึงอาการร่วมอื่นๆ เช่น การเกิดเนื้องอกที่มดลูก หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ จะมีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย หากตำแหน่งก้อนเนื้อไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ ก็จะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยๆหรือ หากตำแหน่งก้อนเนื้อไปเบียดโพรงมดลูก อาจจะทำให้ปวดประจำเดือนมากผิดปกติ ปริมาณของประจำเดือนมากผิดปกติ แบบไหลพลั่กๆ ซึ่งหากสาวๆมีอาการเหล่านี้ก็ควรไปพบสูตินารีแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมค่ะ</p>
<p>ปัจจัยที่อาจจะกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของประจำเดือน ได้แก่ ความเครียด, การอดอาหาร, น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง, การอดนอน, การรับประทานยาคุมกำเนิด</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1195" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01.jpg" alt="สีประจำเดือนคล้ำ" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/สีประจำเดือน-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4><strong>หากมีประจำเดือน สีกุหลาบ หรือ สีชมพูแดง (Reddish-Pink) หมายถึง คุณกำลังท้องอ่อนๆ จริงไหม?</strong></h4>
<p>อันนี้มั่วมากค่ะ หากท้อง ตั้งครรภ์ จะต้องไม่มีประจำเดือนเลยค่ะ</p>
<h4>หากมีประจำเดือนสีส้มแดง อาจจะหมายถึงการติดเชื้อที่ช่องคลอด จริงไหม?</h4>
<p>อันนี้ก็ไม่จริงค่ะ หากมีอาการติดเชื้อที่ช่องคลอด อาการที่มักพบเช่น ลักษณะของตกขาวที่ผิดปกติ เช่น ตกขาวเปลี่ยนเป็นสีเขียว เหลือง มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ไม่เกี่ยวกับสีประจำเดือน</p>
<h4>ประจำเดือนมาน้อย หมายถึงสุขภาพไม่ดี จริงไหม?</h4>
<p>ไม่จริงค่ะ หลายคนมีความเชื่อว่า การที่ประจำเดือนมาน้อย หมายถึงเลือดลมไม่ดี ต้องมีประจำเดือนมามากระดับนึงถึงจะดี การที่ประจำเดือนมาน้อยสามารถพบได้ในสาวๆบางคน ปริมาณประจำเดือนสามารถแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล และไม่ได้บ่งบอกถึงสุขภาพค่ะ</p>
<h4>ประจำเดือน คือ เลือดไม่ดี ต้องขับออก?</h4>
<p>อันนี้ก็เป็นความเชื่อที่ผิดอีกเช่นกันค่ะ</p>
<p>ประจำเดือน คือ เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมา รวมกับเลือดปกติ ไม่ใช่เลือดเสีย การสร้างและหลุดลอกขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเพศในร่างกาย หากประจำเดือนขาดหายไปอาจเกิดขึ้นจากการแปรปรวนของฮอร์โมน จึงทำให้ไม่มีการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นประจำเดือนค่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1192</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2017 19:47:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1187</guid>

					<description><![CDATA[ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้ อาการตกขาว เป็นเรื่องหนึ่งที่เ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้</h2>
<p><strong>อาการตกขาว</strong> เป็นเรื่องหนึ่งที่เมื่ออยู่ร้านยามักจะมีสาวๆมาขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ Jaslyn จึงอยากมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องตกขาว ซึ่งเป็นปัญหาของผู้หญิงๆให้ฟังกันค่ะ</p>
<p>ตกขาว คือ ของเหลว สารคัดหลั่ง ที่ไหลออกมาจากช่องคลอด แต่ไม่ใช่เลือด โดยทั่วไป ตกขาวปกติ จะมีลักษณะหนืด ใส หรือเป็นเมือกขาวขุ่น ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่นเหม็น ปริมาณอาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล เวลามีตกขาวออกมาก็จะรู้สึกชื้นๆ หรือบางทีก็จะพบเป็นคราบอยู่ที่กางเกงใน</p>
<p>ปริมาณตกขาวในแต่ละช่วงของรอบเดือนจะแตกต่างกัน โดยในช่วงกลางรอบเดือน (ช่วงที่ไข่ตก จะอยู่ระหว่าง 14 วันของรอบเดือน) จะมีปริมาณของตกขาวมาก จนเหนียวหนืดได้ และ ในช่วงปลายของรอบเดือนมีลักษณะเป็นมูกขาวข้นเหนียว</p>
<p>การที่มีตกขาวออกมาไม่ใช่สิ่งผิดปกติ สามารถมีได้ตามธรรมชาติ เพราะ ตกขาวที่ออกมาจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นช่องคลอด ให้ความชุ่มชื้นกับช่องคลอดค่ะ หากช่องคลอดมีสารหล่อลื่นน้อยเกินไป ช่องคลอดแห้ง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ เจ็บได้เวลามีเพศสัมพันธ์ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1189" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01.jpg" alt="ตกขาว ปัญหาตกขาว" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4>ตกขาวอย่างไรที่เรียกว่าผิดปกติ</h4>
<p><strong>ตกขาวที่ผิดปกติ</strong>จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ค่ะ จะเล่าถึงอาการอื่นๆที่จะมีร่วมด้วยนะคะ</p>
<ol>
<li>ตกขาวมีเลือดปะปน</li>
<li>ตกขาวมีสีที่เปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนเป็นสีเขียว สีเหลือง น้ำตาล</li>
<li>ตกขาวเป็นก้อนขุ่นๆ คล้ายแป้งเปียก</li>
<li>ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เช่น มีกลิ่นเหม็นเหมือนกลิ่นคาวปลา</li>
<li>คันบริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศ</li>
<li>ปัสสาวะแสบขัด</li>
<li>ตกขาวร่วมกับ อาการปวดท้อง, มีไข้</li>
</ol>
<p>ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา (Vaginal Candidiasis) หรือแบคทีเรีย (Bacterial Vaginitis) หรือ เชื้อทริโคโมแนส (Tricomoniasis)</p>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อรา เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>โดยปกติตามธรรมชาติช่องคลอดของเราจะมีเชื้อโรคต่างๆ ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไม่พึงประสงค์อยู่แล้วในปริมาณไม่มาก แต่บริเวณช่องคลอดก็จะมีแบคทีเรียที่ดี ชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส คอยทำหน้าที่ดูแล สร้างกรดออกมาเพื่อเป็นตัวควบคุมไม่ให้ปริมาณเชื้อไม่พึงประสงค์เหล่านี้เจริญเติบโตมีปริมาณมากเกินไป เมื่อใดก็ตามที่ความเป็นกรดบริเวณช่องคลอดลดลง เชื้อก่อโรคจะเจริญได้ดี จนทำให้เกิดความผิดปกติ นำมาสู่การเกิดช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อรา คัน เกิดตกขาวขุ่นเป็นก้อนในที่สุดค่ะ</p>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ มักเกิดจากการเสียสมดุลความเป็นกรดของช่องคลอด เช่น การรับประทานยาปฎิชีวนะเป็นเวลานาน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย, การอับชื้น, การสวนล้างช่องคลอด, ทำความสะอาดไม่ถูกต้อง</p>
<h4>จะป้องกันการติดเชื้อราในช่องคลอดได้อย่างไร?</h4>
<ol>
<li>ใช้กางเกงในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น Cotton 100% เพื่อลดการอับชื้น และใช้กางเกงในที่ตากแดดแห้งสนิท</li>
<li>เมื่อเข้าห้องน้ำ แล้วล้างน้ำต้องใช้กระดาษชำระซับน้ำให้แห้ง วิธีการเช็ดที่ถูกต้อง ต้องเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง คือ ใช้กระดาษชำระเช็ดซับแล้วปาดขึ้นไปทางทวาร ไม่เช็ดย้อนไปย้อนมา</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัย เพราะ จะทำให้อับชื้นค่ะ เนื่องจากเป็นตัวเก็บความชื้นอย่างดี หากจำเป็นต้องใช้ให้เปลี่ยนทุก 1-2 ชั่วโมง</li>
<li>หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เสียสมดุลความเป็นกรด</li>
<li>เติม แบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส ให้ร่างกายด้วยการรับประทาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ต</li>
</ol>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดส่วนใหญ่มักมาจากการ<strong>เสียสมดุลความเป็นกรดของช่องคลอด</strong>เช่นกันค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็จะเหมือนการติดเชื้อราเลย คือ เกิดจากการรับประทานยาปฎิชีวนะนานเพื่อรักษาสิว หรือ รักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, การสวนล้างช่องคลอด, การลดลงของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส ซึ่งหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด จะพบอาการผิดปกติของตกขาว ตกขาวมีลักษณะสม่ำเสมอ สีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม มีฟอง ไม่มีลักษณะเป็นก้อนๆ มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นคาวปลา แบคทีเรียที่มักพบว่าเป็นสาเหตุ ได้แก่ Anaerobe bacteria เช่น <em>Prevotella sp.</em>, <em>Mobiluncus sp</em><em>.</em>, <em>G. vaginalis</em>, <em>Mycoplasma hominis</em></p>
<p><strong>ซึ่งในบางคนอาจจะพบการติดเชื้อราในช่องคลอด และติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด พร้อมกันเลยก็ได้ค่ะ</strong></p>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>การเกิดช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อทริโคโมแนส จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่งทีมักทำให้สาวๆเกิดอาการช่องคลอดอักเสบ มีตกขาวสีเขียว เหลือง มีกลิ่นเหม็น มีอาการคันเล็กน้อยบริเวณอวัยวะเพศ นอกจากนี้การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงจะแสดงอาการของการติดเชื้อ แต่ในผู้ชายที่ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ระคายเคืองหลังปัสสาวะ</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะรักษาให้หายขาดต้องรักษาทั้งคู่ค่ะ ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย (แม้จะไม่มีอาการ) โดยการรับประทานยาทั้งคู่</p>
<h4>หากเกิดการติดเชื้อในช่องคลอดจะทำอย่างไร?</h4>
<p>แนะนำพบแพทย์ หรือเภสัชกรเลยค่ะ เพื่อรับการรักษา ซึ่งการรักษาไม่ได้ยากเลย แค่เพียงรับประทานยา หรือ สอดยาเหน็บ ให้ครบตามที่จ่ายไปเท่านั้นค่ะ แค่นี้ก็หายขาดแล้ว</p>
<p>ปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัว และพบบ่อย คือ การรักษาผิดวิธี เช่น การใช้แผ่นอนามัยสมุนไพร เพื่อรักษาการติดเชื้อในช่องคลอด ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย และทำให้เกิดการอับชื้นมากขึ้นไปอีก เกื้อกูลให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี แล้วเป็นหนักกว่าเดิม, การสอดยาสมุนไพร เหน็บยาสมุนไพร เพื่อรักษาช่องคลอด หรือดีท๊อกซ์ช่องคลอด ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งในแง่ความสะอาดที่ไม่ดีพอ เพิ่มโอกาสการอักเสบติดเชื้อ ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และส่วนใหญ่จากเคสที่พบมา ราคามักสูงกว่าการรักษาตามหลักวิชาการซะอีก ราคาอยู่ในหลักหลายร้อยบาท – จนถึงเป็นพัน เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน ที่ถูกกว่ามาก ราคาแผงนึงราว 50 – 200 บาท ประสิทธิภาพการรักษาหายแน่นอนค่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1187</post-id>	</item>
		<item>
		<title>7 พฤติกรรมสำหรับสาว อยากมีผิวดี &#8230; ใครอยากมีผิวดีห้ามพลาดค่ะ</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 28 Jan 2017 17:32:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1158</guid>

					<description><![CDATA[7 พฤติกรรมสำหรับสาว อยากมีผิวดี &#160; &#160; ผิวเป็นอว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>7 พฤติกรรมสำหรับสาว อยากมีผิวดี</h2>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1159" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01.jpg" alt="อยากมีผิวดี" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผิวเป็นอวัยวะที่นับว่ามีพื้นที่มากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่คอยปกป้องร่างกายจากสิ่งต่างๆภายนอก ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด ฝุ่นควัน มลภาวะ เชื้อโรค ฯลฯ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายทำร้ายโครงสร้างและอวัยวะภายในต่างๆ รวมทั้งยังคอยควบคุมการสูญเสียความชุ่มชื้นออกนอกร่างกาย และยังเป็นส่วนโครงสร้างร่างกายที่ทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้สุขภาพ รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสวยงามอีกด้วยค่ะ</p>
<p>ผิวหนังในชั้นหนังแท้ จะมีคอลลาเจนอยู่ใต้ผิวหนัง ทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้ผิว ช่วยในเรื่องความเรียบเนียน นอกจากนี้ยังมีโปรตีนอีกตัว ที่ชื่อว่า อิลาสติน เป็นองค์ประกอบอยู่ใต้ผิวหนังด้วย ช่วยเสริมทั้งในเรื่องของความแข็งแรง และความยืดหยุ่น</p>
<p>หากเราไม่ใส่ใจดูแลร่างกายให้ดี เมื่อเรามีอายุมากขึ้น บวกกับปัจจัยต่างๆที่คอยทำร้ายผิว เช่น ความเครียด อนุมูลอิสระ มลภวะ แสงแดด ก็จะกระตุ้นให้เกิดการสลายของคอลลาเจน อิลาสติน นำมาสู่การเกิดริ้วรอยได้ในที่สุดค่ะ</p>
<p>วันนี้ Jaslyn มี 7 พฤติกรรม สำหรับสาวๆที่ อยากมีผิวดี มาฝากค่ะ</p>
<ol>
<li>
<h4>รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1160" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01.jpg" alt="อาหารผิว อยากมีผิวดี" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี2-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>การบำรุงผิวแค่เพียงภายนอกนั้นไม่เพียงพอที่จะดูแลผิวของเราให้ดีได้ เราต้องบำรุงจากภายในด้วยค่ะ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวโดยตรง เช่น ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน, ช่วยต้านอนุมูลอิสระ, เสริมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ได้แก่อาหารในกลุ่ม โปรตีน เช่น โปรตีนจากปลาทะเล เพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนอย่างเพียงพอ, อาหารในกลุ่มผัก ผลไม้ เช่น มะเขือเทศ จะมีสารในกลุ่มไลโคปีน เบต้าแคโรทีน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ลดความหมองคล้ำ ในมะเขือเทศยังมีวิตามินซีสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย การที่เรามีระบบขับถ่ายที่ดี ขับถ่ายของเสียออกเป็นประจำ ก็จะช่วยให้ผิวเนียนใส ได้เช่นกันค่ะ</p>
<ol start="2">
<li>
<h4>นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1161" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01.jpg" alt="นอนหลับ ผิวดี" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี3-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>ในช่วงที่เราหลับร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone (GH) ออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยกระตุ้นการสมานแผล เพิ่มการเผาผลาญ ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ช่วงที่ร่างกายหลั่ง GH ออกมาดีที่สุด คือช่วง 4 ทุ่ม จนถึง ตี 2 ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาทองของการย้อนวัยในแต่ละวัน</p>
<p>หากเรานอนน้อย ร่างกายขาด GH จะส่งผลให้ผิวหน้าเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอยได้ค่ะ</p>
<p>นอกจากนี้การนอนหลับอย่างเพียงพอยังส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และสดใสไปทั้งวันอีกด้วย หากวันไหนนอนหลับไม่เพียงพอก็ควรหาเวลานอนงีบในช่วงกลางวันสัก 20 นาที ก็จะช่วยให้สดชื่นขึ้นได้มากเลยค่ะ</p>
<ol start="3">
<li>
<h4>ดื่มน้ำสะอาดเพื่อผิวสวย</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1162" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01.jpg" alt="" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี4-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอจะช่วยเติมความชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน ลดการเกิดริ้วรอยเล็กๆ ให้แก่ผิวแล้ว ยังช่วยเกี่ยวกับระบบขับถ่ายได้ด้วยค่ะ คนที่ดื่มน้ำน้อยเกินไป อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกได้ การดื่มน้ำที่ถูกต้องควรแบ่งค่อยๆจิบบ่อยๆ ใน 1 วัน ไม่ดื่มรวดเดียวปริมาณมาก</p>
<ol start="4">
<li>
<h4>ออกกำลังกายช่วยกระชับผิว</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1163" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01.jpg" alt="โยคะ อยากมีผิวดี" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี5-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>การออกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่ายกายของเราฟิตเฟิร์ม ยกกระชับ และเสริมสร้างให้ออกซิเจนในร่างกายไหลเวียนได้ดีอีกด้วย หากไม่ค่อยได้ออกกำลังกายสมำเสมอ หรือไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ก็อย่าเพิ่งหักโหม เดี๋ยวจะทำให้ป่วยโทรมได้นะจ๊ะสาวๆ ค่อยเริ่มจากการออกกำลังกายไม่หนักมาก วันละ 15 นาทีก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มเวลา และความถี่ค่ะ</p>
<ol start="5">
<li>
<h4>ทาครีมบำรุงผิวในทุกๆวัน</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1164" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01.jpg" alt="อยากมีผิวดี ผิวใส" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี6-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>อันนี้ขาดไม่ได้เลยนะคะ ไม่ว่าจะรีบแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน หลังจากทำความสะอาดผิวหน้าแล้วทั้งตอนเช้า และก่อนเข้านอน อย่าลืมทาครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ลดความแห้งกร้าน และฟื้นบำรุงผิวด้วยสารสำคัญต่างๆ ที่จะช่วยชะลอวัย ลดความหมองคล้ำ และปรับสภาพผิวให้นุ่มเนียนด้วยค่ะ การที่ผิวได้รับการบำรุงอยู่เสมอจะช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ค่ะ การดูแลผิวเป็นอย่างดี ย่อมง่ายกว่าการแก้ไขผิวที่มีปัญหาแน่นอนค่ะ</p>
<ol start="6">
<li>
<h4>อย่าลืมทาครีมกันแดดในทุกเช้า</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1165" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01.jpg" alt="อยากมีผิวดี" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี7-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>ในทุกๆเช้า อย่าละเลยการทาครีมกันแดดค่ะ เพราะในแสงแดด มีทั้ง UV-A และ UV-B ที่จ้องจะทำร้ายผิวสวยๆของเราให้หมองคล้ำอยู่ การเลือกครีมกันแดดก็ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและชีวิตประจำวันของเราด้วยค่ะ เช่น หากต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ โดนแดดแรงๆ ควรเลือก SPF 50, หากเราทำงานในออฟฟิศ ไม่ค่อยโดนแดดจัด SPF 30 ก็เพียงพอแล้วค่ะ</p>
<ol start="7">
<li>
<h4>งดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์</h4>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1166" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01.jpg" alt="" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/อยากมีผิวดี8-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p>เพราะทั้งบุหรี่ และแอลกอฮอล์ สามารถกระตุ้นให้เกิดการเสื่อมสลาย ของคอลลาเจนและอิลาสติน ในชั้นผิวหนัง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น และยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระมาทำร้ายผิวเราได้ด้วย นอกจากนี้การสูบบุหรี่ ยังส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนต่างๆในร่างกายแย่ลง จนทำให้ผิวพรรณของเราขาดความสดใส เปล่งปลั่งได้ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1158</post-id>	</item>
		<item>
		<title>กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2017 19:35:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1151</guid>

					<description><![CDATA[กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง</h2>
<p><strong>กาแฟ</strong> เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหลาย ทั้งในกลุ่มนักศึกษา วัยผู้ใหญ่ หรือในผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนวัยทำงาน ชาวออฟฟิศ เรียกว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว วันไหนขาดกาแฟแล้วเหมือนจะขาดใจกันเลยค่ะ</p>
<p>วันนี้ เราก็จะมาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของกาแฟ ในแง่มุมของผลกระทบของกาแฟต่อภาวะความดันโลหิตสูง</p>
<p>อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกาแฟ จะมีสารที่ชื่อว่า คาเฟอีน เป็นองค์ประกอบ สารตัวนี้ถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วภายใน 45 นาที และระดับของคาเฟอีนในเลือดก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ภายใน 15-20 นาที หลังดื่ม และถูกขับออกทางปัสสาวะ</p>
<p>จะขอยกงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ฤทธิ์ของกาแฟ, ยาลดความดันโลหิต Felodipine และผลต่อค่าความดันโลหิต มาเล่าให้ฟังค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1152" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01.jpg" alt="กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4><strong>Coffee-Antihypertensive Drug Interaction: A Hemodynamic and Pharmacokinetic Study With Felodipine.</strong></h4>
<p>โดย Bailey DG และคณะ ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการ American Journal of Hypertension. 2016 Aug 1</p>
<p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาแบบ randomized, single-dose, crossover study โดยศึกษาผลของ Hemodynamic และPharmacokinetic โดยติดตามเป็นระยะเวลา 2 วัน ที่อาสาสมัครไม่ได้รับกาแฟ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน หลังจากนั้นทำการศึกษาโดยให้อาสาสมัครได้รับกาแฟดำ จำนวน 2 แก้ว ขนาดแก้วละ 300 มิลลิลิตร ร่วมกับ Felodipine ขนาดสูงสุด 10 มิลลิกรัม (งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในอาสาสมัครวัยกลางคนความดันปกติ)</p>
<p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับกาแฟค่าความดันโดยเฉลี่ยของอาสาสมัครมีการเปลี่ยนแปลง โดยพบว่า</p>
<ol>
<li>Brachial systolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 7.6 มิลลิเมตรปรอท (p &lt; 0.001)</li>
<li>Diastolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 9 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001)</li>
<li>Aortic systolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 4 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001)</li>
<li>Pulse (ชีพจร) เพิ่มขึ้น 3.0 ครั้ง/นาที (P &lt; 0.05)</li>
<li>Augmentation เพิ่มขึ้น 1.4 (P &lt; 0.05)</li>
</ol>
<p>เมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่วัดตอนเริ่มต้น (Base line)</p>
<p>หลังจากนั้นทดลองให้อาสาสมัครได้รับกาแฟ ร่วมกับยา Felodipine ซึ่งเป็นยาลดความดันตัวหนึ่ง พบว่าค่าความดัน Brachial systolic เพิ่มขึ้น 4.0 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.05), ค่าความดัน Diastolic เพิ่มขึ้น 3.9 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001) และค่าความดัน Aortic systolic เพิ่มขึ้น 4.6 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับยา Felodipine เพียงอย่างเดียว</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า ผลของระดับความดันโลหิตกับการได้รับกาแฟ ร่วมกับยา Felodipine มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และกาแฟที่มีระดับคาเฟอีน 127 มิลลิกรัม จะส่งผลต่อระดับความดันโลหิตได้มากที่สุด</p>
<p>Phramacokinetics ของคาเฟอีน กับยา Felodipine มีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะได้รับกาแฟเพียงอย่างเดียว, ยาเพียงอย่างเดียว หรือได้รับยาและกาแฟร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยา และกาแฟในแง่ Pharmacodynamics ได้ และพบว่า การได้รับกาแฟส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความดัน Diastolic เพิ่มขึ้น ในขณะที่ได้รับยา Felodipine ร่วมด้วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลข้างเคียงของยาได้ ในช่วงที่ไม่ได้รับกาแฟ</p>
<p>อธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในกรณีที่อาจเป็นไปได้ เช่น นาย A เป็นโรคความดันโลหิตสูง รับประทานกาแฟเป็นประจำ และได้รับการรักษาโดยใช้ยา Felodipine 10 มิลลิกรัม ในการลดความดันโลหิต อยู่ๆมาวันหนึ่งนาย A เลิกรับประทานกาแฟ แต่ยังใช้ยา Felodipine 10 มิลลิกรัมเท่าเดิมในการรักษาความดัน ก็อาจจะทำให้นาย A ได้รับอาการข้างเคียงจากยาได้ เช่น รู้สึกวูบ ความดันลดลงมากเกินไป เนื่องจากปริมาณยาไม่เหมาะสม ได้รับยามากเกินไป (เพราะอย่าลืมว่า ยา Felodipine 10 มิลลิกรัม ในตอนแรกที่ใช้รักษา ได้รวมฤทธิ์ที่ทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นจากกาแฟเข้าไปด้วย)</p>
<p>ดังนั้นการบริโภคกาแฟต่อเนื่อง ก็อาจจะส่งผลต่อการวินิจฉัย และการรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ในบางบุคคลค่ะ</p>
<p>จากหลายๆงานวิจัยส่วนใหญ่ จะมีแนวโน้มไปในแนวทางที่พบว่าคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หรือมีความเสียงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อได้รับกาแฟจะทำให้มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าคนโดยทั่วไป และยังพบว่ากาแฟมีผลลดประสิทธิภาพในการทำงานของยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม Beta-blocker ได้ด้วย</p>
<p>โดยทั่วไปถ้าเป็นไปได้ จึงมักแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นความดันโลหิตสูง งดรับประทานกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หรือไม่ควรรับประทานกาแฟเกิน 3 แก้ว/วัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอจนสามารถสรุปได้ว่า กาแฟสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงอย่างแน่ชัด หลักๆแล้ว ตามแนวปฏิบัติในการป้องกันรักษาความดันโลหิตสูง เน้นการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ในเรื่อง</p>
<ol>
<li>ควบคุมน้ำหนักในผู้ที่เป็นโรคอ้วน BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 kg/m<sup>2</sup></li>
<li>ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</li>
<li>ควบคุมความเค็มในอาหารที่รับประทาน</li>
<li>กินอาหารแบบ DASH</li>
<li>งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</li>
<li>งดการสูบบุหรี่</li>
</ol>
<p>ซึ่งยังไม่มีการกล่าวถึง กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง หรือ การห้ามรับประทานกาแฟ ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1153" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino.jpg" alt="กาแฟ" width="940" height="627" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino.jpg 940w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p>งานวิจัยเรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27481881">Coffee-Antihypertensive Drug Interaction: A Hemodynamic and Pharmacokinetic Study With Felodipine</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1151</post-id>	</item>
		<item>
		<title>7  วิธีดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2017 20:08:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1113</guid>

					<description><![CDATA[7  วิธีดูแลสุขภาพสำหรับผู้มี ความดันโลหิตสูง ความดันโลห [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>7  วิธีดูแลสุขภาพสำหรับผู้มี ความดันโลหิตสูง</h2>
<p><strong>ความดันโลหิตสูง</strong> จัดว่าเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าที่หลายๆคนคิดไว้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีอาการแสดง คนที่เป็นโรคนี้มักไม่รู้ตัวว่าเป็น จนกว่าจะมีการวัดความดัน หรือตรวจสุขภาพ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วถึงจะทราบว่าเป็น และโรคความดันโลหิตสูงยังเป็นโรคที่มักจะชวนเพื่อนฝูงมาด้วยอีกตะหาก ซึ่งเพื่อนฝูงที่โรคความดันโรคหิตสูงชอบชวนมา ได้แก่ โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือดค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1116" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01.jpg" alt="ความดันสูง" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง8-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<p><strong>โรคความดันโลหิตสูง </strong>นั้นว่าเป็นโรคมหาชนเลยก็ว่าได้ ตามสถิติพบว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีการคาดคะเนว่าปริมาณของผู้ป่วยจะมีมากขึ้นเรื่อยๆด้วย</p>
<p><strong>ความดันโลหิตสูง</strong> หมายถึง <strong>ภาวะที่ระดับความดันโลหิต 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือมากกว่า ซึ่งจะเป็นค่าบน หรือค่าล่างก็ได้</strong></p>
<p>ปัจจัยที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับ ความดันโลหิตสูงได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น, ช่วงเวลาในแต่ละวัน ความดันก็มีการขึ้นลงไม่เท่ากัน โดยพบว่าในช่วงเช้าความดันโลหิตอาจจะลดลงเนื่องจากอัตราการเผาผลาญต่ำ และเพิ่มสูงขึ้นในช่วงบ่าย หรือเย็น, สภาวะจิตใจและอารมณ์ พบว่า ความเครียด มีผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ และจะดีขึ้นหากได้รับการพักผ่อน, เพศ, พันธุกรรม, สภาพภูมิศาสตร์ และเชื้อชาติ</p>
<h4>7 วิธีดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง</h4>
<p>นอกจากการรับประทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว การดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต ไลฟ์สไตล์ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากไม่แพ้การใช้ยาเลยหละค่ะ หากเราใส่ใจดูแลสุขภาพร่วมด้วย การใช้ยาก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<ol>
<li>
<h4>ควบคุมความเค็ม</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1117" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01.jpg" alt="ความดันโลหิตสูง เกลือ ความเค็ม" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง1-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p>ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง <strong>ไม่ควรบริโภค เกลือ เกิน 6 กรัม/วัน หรือ ประมาณ 1 ช้อนชาเศษ (เกลือ 1 ช้อนชา ประมาณ 5 กรัม)</strong> โดยพบว่าหากปฎิบัติตามนี้จะช่วยลดความดันโลหิตค่าบนได้ 2-8 มิลลิเมตรปรอทค่ะ และพบว่าการบริโภค เกลือ ให้น้อยกว่าปริมาณแนะนำ คือ ลดลงเหลือ 3 กรัม/วัน ก็จะยิ่งลดระดับความดันโลหิตได้ดีขึ้น และลดภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้นไปอีก</p>
<p>นอกจากนี้ควรใช้สารปรุงรสแค่พอเหมาะ หรือหลีกเลี่ยงไปเลย โดยเฉพาะสารปรุงรสเค็มทั้งหลาย เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ้ว ผงชูรส เกลือ กะปิ ปลาร้า เนื่องจากในสิ่งเหล่านี้จะมีส่วนประกอบของโซเดียมอยู่ ซึ่งจะส่งผลต่อสภาวะโรคความดันโลหิตสูง โซเดียมทำให้ร่างกายมีการสะสมน้ำเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้เกิดภาวะบวมน้ำ ไต และหัวใจทำงานหนักมากขึ้น <strong>ปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคในแต่ละวันไม่ควรเกิน 2300 มิลลิกรัม/วัน</strong></p>
<p><strong>มาดูปริมาณ โซเดียม ในเครื่องปรุงรส กันดีกว่า</strong></p>
<table style="height: 497px;" width="653">
<tbody>
<tr>
<td width="192">
<p style="text-align: center;">เครื่องปรุงรส</p>
</td>
<td width="174">
<p style="text-align: center;">ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค</p>
<p style="text-align: center;">(1 ช้อนโต๊ะ = 15 มิลลิลิตร)</p>
</td>
<td width="210">ปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค (มิลลิกรัม)</td>
</tr>
<tr>
<td width="192">
<p style="text-align: center;">น้ำปลา</p>
</td>
<td style="text-align: center;" width="174">
<p style="text-align: center;">1 ช้อนโต๊ะ</p>
</td>
<td style="text-align: center;" width="210">
<p style="text-align: center;">1170 &#8211; 1520</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="192">
<p style="text-align: center;">ซีอิ้วขาว</p>
</td>
<td width="174">
<p style="text-align: center;">1 ช้อนโต๊ะ</p>
</td>
<td width="210">
<p style="text-align: center;">960 &#8211; 1460</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="192">
<p style="text-align: center;">ซอยหอยนางรม</p>
</td>
<td width="174">
<p style="text-align: center;">1 ช้อนโต๊ะ</p>
</td>
<td width="210">
<p style="text-align: center;">440 &#8211; 690</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="192">
<p style="text-align: center;">เกลือ</p>
</td>
<td width="174">
<p style="text-align: center;">1 ช้อนโต๊ะ</p>
</td>
<td width="210">
<p style="text-align: center;">2000</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="192">
<p style="text-align: center;">กะปิ</p>
</td>
<td width="174">
<p style="text-align: center;">1 ช้อนโต๊ะ</p>
</td>
<td width="210">
<p style="text-align: center;">1430 &#8211; 1490</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center;" width="192">ผงชูรส</td>
<td style="text-align: center;" width="174">
<p style="text-align: center;">1 ช้อนโต๊ะ</p>
</td>
<td width="210">
<p style="text-align: center;">492</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในการคำนวณการบริโภคโซเดียมในแต่ละมื้อต้องอย่าลืมว่า ในอาหารที่เรารับประทานทั่วไปเกือบทุกชนิด ก็มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว เช่น บะหมี่หมูแดง 1 ชาม มีปริมาณ โซเดียม ประมาณ 1480 มิลลิกรัม หากเราเติม น้ำปลาไป 1 ช้อนโต๊ะ ก็จะบวกโซเดียมไปอีก ประมาณ 1170 มิลลิกรัม 1480 + 1170 = 2650 มิลลิกรัม ซึ่งก็นับว่าเกินปริมาณแนะนำต่อวันไปแล้วค่ะ ยังไม่ได้นับรวมอาหารอื่นๆ ในมื้ออื่นๆอีกนะคะ!!!</p>
<ol start="2">
<li>
<h4>หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1118" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01.jpg" alt="อาหารไขมันสูง" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง2-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p>โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ เบคอน ถ้าปรับวิธีการปรุงอาหารเป็นนึ่ง ต้ม แทนการทอดได้จะยิ่งดีต่อความดัน ดีต่อหัวใจ</p>
<ol start="3">
<li>
<h4>ควบคุมน้ำหนัก ในผู้ที่มี BMI ≥ 25 kg/m<sup>2</sup> (ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน)</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1119" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01.jpg" alt="ควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิตสูง" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง3-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p style="text-align: center;">ค่า BMI คำนวณจาก น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)/ ส่วนสูง<sup>2 </sup>(เมตร)</p>
<p>เช่น Jaslyn หนัก 50 ก.ก. , สูง 165 เซนติเมตร = สูง 1.65 เมตร</p>
<p>BMI ของ น.ส. Jaslyn = 50/(1.65&#215;1.65) = 18.36 &gt;&gt;&gt; ยังไม่เกิน 25 ถือว่าโอเคร ใครเกิน 25 ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายค่ะ</p>
<p>พบว่าทุก ๆ น้ำหนักที่ลดลง 1 กก. สามารถลด ความดันค่าบนได้ เฉลี่ย 1 มม.ปรอท โดยรวมการลด น้ำหนัก 10 กก. สามารถลดความดันค่าบน ได้เฉลี่ย 5-20 มม.ปรอท</p>
<p>สำหรับคนไทย การควบคุมน้ำาหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติ ค่า BMI ควรอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กก./ม.<sup>2</sup> และ รอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ ผู้ชายน้อยกว่า 90 ซม. และ ผู้หญิงน้อยกว่า 80 ซม</p>
<ol start="4">
<li>
<h4>การรับประทานอาหารแบบ DASH (Dietary Approaches to Stop Hypertension)</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1120" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01.jpg" alt="DASH diet" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง4-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p>โดยเน้นรับประทาน</p>
<ul>
<li>ผัก 5 ส่วนต่อวัน (ผัก 1 ส่วน มีปริมาณ ประมาณ ผักดิบ 2 ทัพพี หรือ ผักสุก 1 ทัพพี)</li>
<li>ผลไม้ 4 ส่วนต่อวัน (ผลไม้ 1 ส่วน มีปริมาณ เท่ากับ ผลไม้หั่นพอดีคำ 6-8 ชิ้น หรือผลไม้ขนาดกลาง 1 ผล หรือผลไม้ขนาดเล็ก 2-4 ผล)</li>
<li>นมไขมันต่ำและผลิตภัณฑ์ นมไขมันต่ำ 2-3 ส่วนต่อวัน</li>
<li>ธัญพืชถั่วเปลือกแข็ง 7 ส่วนต่อวัน</li>
</ul>
<p>การรับประทานอาหารในรูปแบบ DASH จะได้รับโพแทสเซียม, แมกนีเซียม, แคลเซียมและใยอาหารในปริมาณสูงซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการลดความดันโลหิตจากการลดโซเดียมในอาหาร แต่ไม่แนะนำให้บริโภคอาหารเสริมเพื่อให้ได้รับแร่ธาตุเหล่านี้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตค่ะ</p>
<ol start="5">
<li>
<h4>ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1121" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01.jpg" alt="ออกกำลังกาย" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง5-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p>ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงเพียงเท่านั้นค่ะ คนทั่วๆไปที่ยังไม่ป่วยก็ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอเช่นกัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง แนะนำให้ออกกำลังความหนักระดับปานกลาง อย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน โดยอาจจะแบ่งการออกกำลังกายเป็นช่วงสั้นๆ เช่น ครั้งละ 10 นาที วันละ 3 ครั้ง แบบนี้ก็ได้เช่นกัน กระตุ้นให้ร่างกายกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ลดกิจกรรมนั่งๆ นอนๆ เน้นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ให้ทำงานพร้อมๆกันหลายๆมัด</p>
<p>การออกกำลังกายที่มีความหนักปานกลาง เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่แบบไม่ฝืด เต้นแอโรบิคแบบเบาๆ</p>
<p>การออกกำลังกายอื่นๆ เช่น รำไทเก็ก ชี่กง หรือ เล่นโยคะ ก็พบว่าสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ ก็อย่าเพิ่งหักโหมค่ะ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่เหนื่อยจนเกินไป ความเหนื่อยอยู่ในระดับที่พอสมควร ยังพอพูดคุยได้ อย่าให้เหนื่อยมากจนพูดไม่ออก</p>
<p style="text-align: center;">ในสัปดาห์ที่ 1 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อเริ่มสัปดาห์ที่ 2 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที</p>
<p style="text-align: center;">สัปดาห์ที่ 3 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 20-25 นาที</p>
<p style="text-align: center;">และสัปดาห์ที่ 4 วันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 25-30 นาที</p>
<p style="text-align: center;">เมื่อร่างกายเริ่มออกกำลังได้ต่อเนื่อง เราก็ค่อยเพิ่มจำนวนครั้ง/สัปดาห์ค่ะ</p>
<p><strong>หมายเหตุ :</strong> ระดับปานกลาง หมายถึง ออกกำลังกายจนชีพจรเต้น ร้อยละ 50-70 ของชีพจร สูงสุดตามอายุ</p>
<p>คำนวณยังไง? อัตราชีพจรสูงสุดคำนวณจาก 220 – อายุ (ปี) หรือ ยังสามารถพูดเป็นประโยค ต่อเนื่องได้ (self-talk test) รวมเป็นระยะเวลาสัปดาห์ละ 150 นาที</p>
<ol start="6">
<li>
<h4>จำกัดหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1122" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01.jpg" alt="งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง6-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p>โดยทั่วไปหากมีโรคความดันโลหิตสูงอยู่ ก็ไม่แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์เลยจะดีที่สุด แต่หากเป็นผู้ที่ดื่มเป็นประจำก็ควรจำกัดปริมาณ ผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน/วัน, ผู้ชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน</p>
<p>ปริมาณ 1 ดื่ม มาตรฐานนั้น ไม่ใช่ 1 แก้ว!!! อย่าเข้าใจผิดนะคะ และ ปริมาณ 1 ดื่ม มาตรฐาน ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิดก็ไม่เท่ากันด้วยค่ะ</p>
<p>ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 10</p>
<p>กรัม</p>
<p>เอาเป็นว่ามาดูสรุปด้านล่างนี้ดีกว่า ว่า ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐาน ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิดจะประมาณนี้</p>
<ul>
<li>เหล้าแดง 35 ดีกรี ปริมาณ 2 ฝาใหญ่ หรือ30 มล.</li>
<li>เหล้าขาว 40 ดีกรี ปริมาณ 30 มล.</li>
<li>น้ำขาวอุ กระแช่ 10% ปริมาณ 3 เป๊ก หรือ 150 มล.</li>
<li>สาโท สุราแช่ สุราพื้นเมือง 6% ปริมาณ 4 เป๊ก หรือ200 มล.</li>
<li>เบียร์ 5% : 240 มล.</li>
<li>เบียร์ 4% : ½ กระป๋ อง หรือ 1/3 ขวดใหญ่</li>
<li>ไวน์ 12% : 100 มล.</li>
</ul>
<ol start="7">
<li>
<h4>หยุดสูบบุหรี่</h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1123" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01.jpg" alt="" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/ความดันสูง7-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></li>
</ol>
<p>การหยุดสูบบุหรี่แม้จะไม่ได้มีผลโดยตรงต่อโรคความดันโลหิตสูง แต่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ค่ะ หากใครมีปัญหาอยากเลิกบุหรี่สามารถขอคำแนะนำจาก รพ., ร้านยา, หรือ สายด่วน 1600 สายเลิกบุหรี่ได้ค่ะ</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p><a href="http://www.thaihypertension.org/files/GL%20HT%202015.pdf">Thai Guidelines on The Treatment of Hypertension สมาคมความด ันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ฉบับปรับปรุง 2558</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1113</post-id>	</item>
		<item>
		<title>โรคยุคใหม่ของชาวไอที &#8230; เล่นมือถือในที่มืดทำให้ตาบอด จริงหรือ? … Computer Vision Syndrome คือ อะไร?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/computer-vision-syndrome-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/computer-vision-syndrome-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 Jan 2017 19:25:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Eye care]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1092</guid>

					<description><![CDATA[โรคยุคใหม่ของชาวไอที &#8230; เล่นมือถือในที่มืดทำให้ตาบ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>โรคยุคใหม่ของชาวไอที &#8230; เล่นมือถือในที่มืดทำให้ตาบอด จริงหรือ? … Computer Vision Syndrome คือ อะไร?</h2>
<p>ช่วงที่ผ่านมามีการแชร์ต่อๆกันในโลกโซเชียล ว่า เล่นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต อุปกรณ์ มือถือต่างๆ ในที่มืด อาจจะทำให้ตาบอดได้!!!</p>
<p>จริงๆ แล้วในประเด็นนี้ ยังไม่มีหลักฐาน และงานวิจัยทางการแพทย์ที่พบว่าการเล่นอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ในที่มืด จะส่งผลให้ตาบอดได้ค่ะ</p>
<p>ดังนั้น <strong>ความเชื่อที่ว่าเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ในที่มืดแล้วทำให้ตาบอด จึงเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง</strong></p>
<p>แต่การเล่นอุปกรณ์เหล่านี้ในที่มืด อาจทำให้เรารู้สึกปวดตาได้ค่ะ เนื่องจากต้องใช้การเพ่งและการจ้องมากขึ้น รวมถึงแสงที่สะท้อน แสงสว่างจ้า จากจอของอุปกรณ์เหล่านี้ก็ทำให้เรารู้สึกไม่สบายตา แสบตา ปวดตา ได้มากขึ้นไปอีก</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1093" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01.jpg" alt="Computer Vision Syndrome เล่นมือถือในที่มืดทำให้ตาบอด" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/computer-tab-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4>แสงสีฟ้า อันตราย จริงมั๊ย?</h4>
<p>ในแสงที่เรามองเห็น หรือแสงขาว เมื่อนำมาแยกสเปกตรัม เหมือนที่เราเคยทดลองการแยกสเปกตรัมแสงขาวด้วยปริซึมตอนเด็กๆ จะแบ่ง ออกเป็น 7 สีต่อเนื่องกัน คือ สีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ซึ่งจะมีความยาวคลื่นต่างๆกัน</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงเรื่องอันตรายต่อดวงตา แสงที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุด คือ แสงสีฟ้า</p>
<p>แสงสีฟ้า นี้ ไม่ใช่สีฟ้าของกระดาษ สีฟ้าของสิ่งของ หรือสีฟ้าทั่วไปที่เรามองเห็นนะคะ แต่คือ สีฟ้าในสเปกตรัมของแสงขาว โดยสีฟ้า จะมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 400 – 500 nm ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่อยู่ใกล้กับช่วงคลื่นของรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) 100 – 400 nm</p>
<p>แสงสีฟ้ายังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา แต่แสงอุลตร้าไวโอเลตนั้นพบว่าเป็นอันตรายต่อดวงตาทำให้เกิดโรคต้อลม ต้อกระจก จอตาเสื่อมได้ แต่แสงอุลตร้าไวโอเลตที่อาจจะแฝงมากับแสงสีฟ้านั้น สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้</p>
<h4>Computer Vision Syndrome คือ อะไร?</h4>
<p>การที่ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, เล่นแท็บเล็ท และสมาร์ทโฟน เป็นเวลานาน จะส่งผลให้การกระพริบตาตามธรรมชาติลดลง เนื่องจากการที่เราต้องจ้องที่หน้าจออยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ และอาจส่งผลให้เกิด <strong>Computer Vision Syndrome</strong> ซึ่งส่งผลทั้งต่อดวงตาและร่างกายได้ด้วยค่ะ อาการที่พบบ่อยของโรคนี้ คือ</p>
<ol>
<li>ปวดตา</li>
<li>ระคายเคืองตา ไม่สบายตา ตาแห้ง</li>
<li>ตาพร่ามัว</li>
<li>ปวดศรีษะ</li>
<li>ปวดคอ และไหล่</li>
</ol>
<p>สาเหตุที่ทำให้การอ่านหรือการใช้งานคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอทีต่างๆ นำไปสู่การปวดตา ตาแห้ง ปวดคอและไหล่ ได้มากกว่าการอ่านหนังสือนั้น เชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกี่ยวข้องกับ ความคมชัดของตัวอักษรในคอมพิวเตอร์, พื้นหลังของตัวอักษร, และแสงที่สะท้อนออกมาจากอุปกรณ์ไอทีมีผลให้การอ่านทำได้ยากกว่า การอ่านตัวอักษรจากบนกระดาษ นอกจากนี้ระยะห่างของดวงตากับอุปกรณ์ไอทีที่ไม่เหมาะสม หรือการวางอุปกรณ์ไอทีบางอย่าง เช่น แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนไว้ระดับต่ำ ทำให้เราต้องใช้งาน อ่านแบบก้มๆ  ก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็ง กระดูกคอเสื่อม ปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ได้เช่นกันค่ะ</p>
<h4>มาป้องกัน Computer Vision Syndrome กันเถอะ ด้วย กฎ 20-20-20</h4>
<p>ทุก 20 นาที – พักสายตานาน 20 วินาที – มองออกไประยะไกล ประมาณ 20 เมตร</p>
<h4>วิธีดูแล ถนอมดวงตา ให้สุขภาพดีไปนานๆ</h4>
<ol>
<li>ควรพักสายตาอย่างน้อย 15 นาที หลังจากใช้คอมพิวเตอร์ยาวนานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง และใช้กฎ 20-20-20 ร่วมด้วย</li>
<li>ดื่มน้ำเปล่า เพื่อช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ดวงตา</li>
<li>มองไปในที่อื่นไกลๆ มองไปที่เขียวๆ เพื่อพักสายตา</li>
<li>ปรับแสงสว่างให้เหมาะสมให้เหมาะสมกับการทำงาน ไม่มืดเกินไป หรือจ้าเกินไป ให้ทำงานแล้วรู้สึกสบายตา</li>
<li>สวมแว่นตากันแดด เมื่อต้องออกแดดจัด หรือมีกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อป้องกันแสง UV</li>
<li>จัดวางตำแหน่งท่าทางให้เหมาะสมกับการใช้งานอุปกรณ์ไอที</li>
</ol>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p><a href="http://www.aoa.org/patients-and-public/caring-for-your-vision/protecting-your-vision/computer-vision-syndrome?sso=y">บทความ เรื่อง Computer Vision Syndrome</a></p>
<div class="fb-video" data-allowfullscreen="true" data-href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/videos/1279893955400857/"></div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/computer-vision-syndrome-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1092</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิธีการรักษาอาการปวดประจำเดือน โดยไม่ต้องพึ่งยา</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2017 17:12:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ประจำเดือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1077</guid>

					<description><![CDATA[หนึ่งในปัญหากวนใจของสาวๆ คืออาการปวดประจำเดือน ที่มันทั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในปัญหากวนใจของสาวๆ คืออาการปวดประจำเดือน ที่มันทั้งน่าหงุดหงิด เจ็บปวด และทรมาน วันนี้ Jaslyn มีเคล็ดลับดีๆมาแนะนำวิธีการรักษาแบบไม่ต้องพึ่งยา เพื่อบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นก่อนค่ะ</p>
<h2>การรักษาอาการปวดประจำเดือน</h2>
<p>หากพูดถึงวิธีรักษาอาการปวดประจำเดือน หลายๆคนคงนึกถึงยา Ponstan ซึ่งมีตัวยา mefenamic acid เป็นตัวออกฤทธิ์ อย่างไรก็ตามยาตัวอื่นๆในกลุ่ม NSAIDs ก็สามารถใช้ได้ดีเหมือนกันนะคะ หากหายา Ponstan ไม่ได้ ก็สามารถใช้ยาอย่าง Ibuprofen, Naproxen, Meloxicam ได้เหมือนกัน เอาไว้ว่างๆจะเขียนอธิบายอย่างละเอียดอีกทีนะคะว่ายาแต่ละตัวใช้ยังไง</p>
<p>ถึงแม้ว่ายา Ponstan หรือ NSAIDs ตัวอื่นๆจะใช้ได้ผลดี แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้ผู้ที่แพ้ยาในกลุ่มนี้ อีกทั้งยายังมีผลข้างเคียงทำให้ต้องใช้อย่างระวังในผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ, โรคหืด และผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับและไตค่ะ ดังนั้นวิธีการรักษาแรกเริ่มจริงๆตามหลักการแล้วเราจะเริ่มจากการรักษาแบบไม่ใช้ยาก่อน หากรักษาแบบไม่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผล เราจึงขยับไปใช้ยา แต่คนส่วนใหญ่มักข้ามขั้นตอนนี้ไปใช้ยาเลย ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ค่อยถูกต้องนะคะ เว้นแต่ว่าจะปวดรุนแรงมากก็ให้ข้ามไปใช้ยาได้เลยค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1087" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01.jpg" alt="วิธีการรักษาอาการปวดประจำเดือน โดยไม่ต้องพึ่งยา" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/mens1-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4>การรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยไม่ใช้ยา</h4>
<p>สำหรับผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนไม่รุนแรงมากนัก ให้เริ่มการรักษาแบบไม่ใช้ยาก่อน</p>
<p>สำหรับผู้ที่มีข้อห้ามใช้หรือข้อพึงระวังบางประการที่ไม่สามารถใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs ได้ เช่น แพ้ยาในกล่มนี้, เป็นโรคกระเพาะ, เป็นโรคหืด,  มีปัญหาเรื่องตับและไต ก็ควรลองเริ่มการรักษาแบบไม่ใช้ยาก่อนเช่นกัน แต่ถ้าหากเอาไม่อยู่จริงๆ อาจต้องเปลี่ยนไปยากลุ่มอื่นที่ไม่ใช้ NSAIDs ค่ะ เอาไว้ว่างๆจะเขียนอธิบายให้อีกทีนะคะ ว่าถ้าไม่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs จะใช้ยาในกลุ่มไหนได้อีกบ้าง</p>
<p>เอาละ เริ่มกันเลยดีกว่า</p>
<p><strong><strong><strong>1. การประคบร้อน</strong></strong></strong></p>
<p>การประคบร้อนเป็นทางเลือกแรกสำหรับผู้ที่ปวดประจำเดือน นอกจากนี้จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า<strong>การประคบร้อนมีประสิทธิภาพดีในการรักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ดีกว่ายา Paracetamol</strong> โดย<strong>สามารถรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ใกล้เคียงกับยาในกลุ่ม NSAIDs</strong> เลยทีเดียวค่ะ (แต่ที่ดีกว่าแน่ๆคือไม่มีผลข้างเคียงจากยาค่ะ) นอกจากนี้หากใช้วิธีการประคบร้อนร่วมกับทานยา NSAIDs ก็พบว่าการใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกันช่วยให้มีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้นอีกด้วยค่ะ สำหรับวิธีการประคบร้อนที่แนะนำนั้นก็คือ ให้ประคบหน้าท้องด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส</p>
<p><strong>2. การฝังเข็ม</strong></p>
<p>การฝังเข็มถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ยา โดยจากการศึกษาพบว่าการฝังเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดได้ โดยการฝังเข็มจะไปเพิ่ม threshold ของ pain signal และกระตุ้นการหลั่งของ endorphins ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข จากปลายประสาทในไขสันหลัง</p>
<p><strong><strong><strong>3. การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร</strong></strong></strong></p>
<p>มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดที่พบว่าช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ ได้แก่ วิตามินบี 1, วิตามินบี 6, วิตามินอี และน้ำมันปลาค่ะ นอกจากนี้บางการศึกษายังพบว่าการรับประทาน Calcium และ Magnesium มีผลช่วยลดอาการปวดได้บ้างเล็กน้อย สำหรับการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้รับประทานดังนี้ค่ะ</p>
<p>&#8211; <strong>วิตามินบี 1</strong> รับประทานทุกวัน วันละ 100 mg</p>
<p>&#8211; <strong>วิตามินบี 6</strong> รับประทานทุกวัน วันละ 200 mg</p>
<p>&#8211; <strong>วิตามินอี</strong> รับประทานวันละ 400 &#8211; 500 unit โดยให้รับประทานก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน 2 วัน และรับประทานต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน (**ขนาดและวิธีรับประทานสำคัญนะคะ วิตามินอีไม่สามารถทานต่อเนื่องทุกวันได้ เนื่องจากวิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้ค่ะ)</p>
<p>&#8211; <strong>น้ำมันปลา</strong> รับประทานทุกวัน (**น้ำมันปลา (Fish Oil) นะคะ ไม่ใช่น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) เห็นเข้าใจผิดกันเยอะ ตัวน้ำมันตับปลาไม่สามารถรับประทานทุกวันได้นะคะ เนื่องจากวิตามิน A กับ D ในน้ำมันตับปลาสามารถทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้ค่ะ)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">หมายเหตุ</span> การรับประทานอาหารเสริม ต้องพิจารณาถึงโรคประจำตัว รวมถึงยาและอาหารเสริมชนิดอื่นๆที่กำลังใช้อยู่ร่วมด้วยทุกครั้งนะคะ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อมาทานค่ะ</p>
<p><strong><strong><strong>4. การผ่อนคลาย และการรักษาทางด้านจิตใจ</strong></strong></strong></p>
<p>หลายๆครั้งที่ความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัญหาทางจิตใจมีผลทำให้การปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้น และนานขึ้น ดังนั้นการผ่อนคลายความเครียด การรักษาทางด้านจิตใจ อย่างการนวด และการนั่งสมาธิ สามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของการปวดประจำเดือนได้ค่ะ</p>
<p><strong><strong><strong>5. ออกกำลังกาย</strong></strong></strong></p>
<p>การออกกำลังกายสามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญผ่านหลายๆกลไก เช่น เพิ่มการหลั่ง endorphins และช่วยลดความเครียด</p>
<p><strong><strong><strong>6. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน</strong></strong></strong></p>
<p>การลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน การลดการรับประทานอาหารที่มีรสหวานและเกลือ รวมถึงการลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน สามารถช่วยลดการปวดประจำเดือนได้ค่ะ</p>
<p>จบไปแล้วนะคะ สำหรับวิธีการรักษาอาการปวดประจำเดือนโดยไม่ใช้ยา ซึ่งหากทำแล้วได้ผลก็จะช่วยลดการใช้ยา และหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงต่างๆจากการใช้ยาไปได้มากค่ะ โดยเฉพาะการประคบด้วยความร้อน ถือว่าเป็นวิธีที่ควรทำแม้ว่าจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากยา โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ มีประวัติแพ้ยา หรือมีโรคประจำตัวอย่างโรคหืด และโรคแผลในทางเดินอาหารค่ะ อย่างไรก็ตามหากทำแล้วยังไม่ได้ผล เราก็มีความจำเป็นต้องใช้ยาช่วยค่ะ</p>
<p>สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการปวดประจำเดือนครั้งแรกหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกนานหลายปี และอาการปวดมักเริ่มปวดก่อนมีประจำเดือน 1-2 สัปดาห์ และปวดตลอดจนประจำเดือนหมด 2-3 วัน แนะนำให้พบแพทย์ เพื่อทำการตรวจภายใน เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า อาการปวดประจำเดือนนั้นไม่ใช่การปวดประจำเดือนธรรมดา แต่เป็นการปวดประจำเดือนที่เกิดจากพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน</p>
<p>สำหรับการใช้ยานั้นก็มีทั้งการใช้ยาแก้ปวด และยาคุมกำเนิด เอาไว้คราวหน้าจะเขียนอธิบายให้ฟังกันนะคะ ว่าควรใช้ยาตัวไหน แบบไหน เมื่อไร อย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยอย่าลืมปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้งนะคะ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1077</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
