<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>infographic &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/infographic/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Thu, 16 Feb 2017 16:56:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.1</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>infographic &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>การวิ่งที่ถูกต้อง</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Dec 2016 07:40:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=872</guid>

					<description><![CDATA[หากพูดถึงการออกกำลังกายที่ผมชอบมากที่สุด ก็คงเป็นการวิ่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากพูดถึงการออกกำลังกายที่ผมชอบมากที่สุด ก็คงเป็นการวิ่ง</p>
<p>ไม่ใช่เพราะมันสนุกอะไรหรอกนะครับ เอาจริงๆนะ มันออกจะน่าเบื่อที่สุดด้วยซ้ำไป แต่ผมก็ยังออกกำลังกายโดยการวิ่งมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลักๆ ก็คือ มันสะดวกที่สุดครับ เพราะการวิ่งนั้นหาสถานที่ได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องรอเพื่อนหรือทีม แถมค่ารองเท้าวิ่งยังถูกกว่าอุปกรณ์กีฬาอย่างอื่นมาก การวิ่งจึงเป็นการออกกำลังกายที่ผมทำได้ทุกวันเป็นกิจวัตรจริงๆ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การวิ่งก็ยังความเสี่ยงอยู่ หลายๆคนทั้งเหนื่อยและเบื่อการวิ่ง บางคนก็ได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง ซึ่งก็มีตั้งแต่ข้อเท้าแพลง ไปจนถึงกลับมาวิ่งไม่ได้เลยก็มี เพราะฉะนั้นการวิ่งที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก เรามาดูกันครับว่าการวิ่งที่ดีและถูกต้องเป็นอย่างไร</p>
<h2>เตรียมพร้อมก่อนวิ่ง</h2>
<p>อย่างแรกที่ต้องเตรียมเลยคือรองเท้าวิ่ง รองเท้าวิ่งสำคัญนะครับแต่หลายคนชอบมองข้าม รองเท้าวิ่งที่ดีจะช่วยให้คุณประหยัดพลังในการวิ่ง ไม่เหนื่อยเร็วจนเกินไป แถมยังลดอาหารบาดเจ็บได้อีกด้วย (บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย วิ่งเท้าเปล่าเอาก็ได้ คือเท้าเปล่าอ่ะ วิ่งได้ครับ แต่พื้นวิ่งและท่าวิ่งต้องเหมาะสมนะครับ ซึ่งของแบบนี้ ต้องฝึกครับ ไม่ใช่อยู่ๆจะไปวิ่งเท้าเปล่ายาวๆเลยได้) ก่อนวิ่ง 2 ชั่วโมง ให้งดอาหารมื้อหนัก และอบอุ่นร่างกายก่อนวิ่ง ที่สำคัญอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอนะครับ</p>
<h2>หากวิ่งถูกท่าแล้ว จะไม่บาดเจ็บ หรือเหนื่อยมาก</h2>
<p>การวิ่งนั้น มี 3 ส่วนหลักๆ ที่ต้องพิจารณา คือ</p>
<ol>
<li><strong>ท่าทางในการวิ่ง</strong><br />
ควรวิ่งหลังตรง จัดลำตัวเป็นเส้นตรง และวิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ควรเงยหรือก้มหน้ามากเกินไป เพราะจะทำให้เกร็งส่วนคอและบ่า สายตามองไปที่พื้นข้างหน้าที่ห่างออกไป 30-40 เมตร ไม่โน้มลำตัวในลักษณะพับส่วนเอวหรือเอนไปด้านหลัง</li>
<li><strong>การเคลื่อนที่</strong><br />
เอนลำตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง โดยโมเมนตัมของร่างกายจะตกลงข้างหน้าของเท้าแรกที่อยู่ข้างหน้าของร่างกายประมาณ 3-5 นิ้ว จะทำให้ร่างกายเอนไปทั้งลำตัวเป็นแกนตรงก้าวไปข้างหน้าเพื่อรองรับน้ำหนักที่ถูกถ่ายเทมา</li>
<li><strong>การวางเท้า</strong><br />
ควรก้าวเท้าถี่ๆ โดยเมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นให้รีบยกส้นเท้าขึ้นทันที เหวี่ยงเท้าไปด้านหลัง เข่าพับแทงไปข้างหน้าเล็กน้อย จากนั้นรีบก้าวขาอีกข้างเพื่อรองรับรอบเท้าก้าวต่อไปเป็นวงกลม เมื่อเท้าหน้าเหยียบกับพื้นให้งอเข่าเล็กน้อย (ไม่เหยียดเป็นเส้นตรง) เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและลดแรงกระแทก</li>
</ol>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-892" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ.jpg" alt="วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ" width="2060" height="1306" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ.jpg 2060w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ-600x380.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ-300x190.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ-768x487.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/วิ่งอย่างไรไมาให้เหนื่อยมาก_หรือบาดเจ็บ-1024x649.jpg 1024w" sizes="(max-width: 2060px) 100vw, 2060px" /></p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
<h2>ผ่อนคลายร่างกายหลังการวิ่ง</h2>
<p>การผ่อนคลายร่างกายหลังการวิ่งให้ทำคล้ายๆกับการอบอุ่นร่างกายก่อนการวิ่ง คือ ให้วิ่งเหยาะๆหรือเดินด้วยความเร็วที่น้อยกว่าใช้ในการวิ่งจริงสัก 4-10 นาที จากนั้นทำกายบริหารยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย</p>
<p style="text-align: center;">
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">872</post-id>	</item>
		<item>
		<title>นมแม่ดีที่สุด ระยะเวลาและประโยชน์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Nov 2016 19:54:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[คุณแม่มือใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=556</guid>

					<description><![CDATA[เรามักมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับระยะการให้นมแม่ โดยมักให [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรามักมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับระยะการให้นมแม่ โดยมักให้เด็กทานอาหารเร็วเกินไป จริงๆแล้วเด็กทารกควรได้กินนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน หลัง 6 เดือนให้อาหารตามวัยร่วมกับนมแม่จนอายุ 2 ปี หรือสามารถให้นานกว่านั้นก็ได้ นมแม่มีประโยชน์หลายอย่างที่นมผงไม่สามารถทดแทนได้ แต่พลังแห่งการตลาดและโฆษณาอันมหาศาลของนมผงทำให้เด็กหลายคนได้กินนมผงแทนนมแม่ไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<h2>ระยะเวลาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่</h2>
<p>เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนจนถึง 2 ปี สามารถทานอาหารตามวัยร่วมกับนมแม่ได้ และสามารถให้นมแม่นานกว่า 2 ปี ก็ได้ แต่หลังจาก 2 ปี ไปแล้วควรให้ถึงอายุเท่าไร ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่คาดว่าสามารถให้ได้นานถึง 7 ปี โดยพิจารณาจากหลายสาเหตุดังนี้</p>
<ol>
<li>ในการศึกษาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดต่างๆ พบว่า<br />
&#8211; สัตว์บางชนิดจะหยุดกินนมแม่ เมื่อน้ำหนักตัวเป็น 4 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด<br />
&#8211; สัตว์บางชนิดจะหยุดกินนมแม่ เมื่อมีน้ำหนักตัว 1 ใน 3 ของน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่<br />
&#8211; สัตว์บางชนิดจะหยุดกินนมแม่ เมื่อฟันแท้ซี่แรกขึ้น<br />
&#8211; ในสัตว์ที่ใกล้เคียงมนุษย์ที่สุดอย่างลิงกอริลล่าและชิมแปนซี ให้นมลูกนาน 6 ปี (ลิงกอริลล่าและชิมแปนซีมีอายุขัย 30-40 ปี)<br />
ดังนั้นเมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมดเทียบกับมนุษย์ จะพบว่าพออายุ 2.5 ปี คนจะน้ำหนักตัวเป็น 4 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด และพออายุ 6-7 ปี จะมีฟันแท้ซี่แรกขึ้นและมีน้ำหนักตัว 1 ใน 3 ของน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ จึงสามารถสรุปได้ว่า คนควรให้ลูกกินนมนานอย่างน้อย 2.5 ปี และกินได้นานถึง 7 ปี</li>
<li>หากมองในแง่ของภูมิคุ้มกัน เด็กจะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่เมื่ออายุ 6 ปี ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ภูมิคุ้มกันยังจัดว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่ทำให้ได้เจ็บป่วยได้ง่าย การได้รับนมแม่ทำให้เด็กได้รับสารสำคัญที่หลั่งจากเม็ดเลือดขาวที่มีอยู่ในนมแม่ ซึ่งเป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทาน</li>
<li>การสร้างปลอกหุ้มเส้นใยประสาทในสมองและระบบประสาทต่างๆ จะเสร็จสมบูรณ์เมื่ออายุ 7 ปี หากได้รับ DHA และ ARA ในช่วงระหว่างการสร้างนี้จะทำเด็กมีสมองและจอประสาทตาที่ดีที่สุด ซึ่ง DHA และ ARA พบได้ในนมแม่ไม่ใช่นมวัว อย่างไรก็ตาม นมผงบางชนิดมีการเติม DHA และ ARA ลงไปด้วย แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นมากพอจะยืนยันได้ว่าการเติม DHA และ ARA ในนมผงทำให้เด็กได้รับประโยชน์ได้พอๆกับนมแม่จริงๆ</li>
<li>เด็กจะเริ่มเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดให้มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้นเมื่ออายุ 7 ปี หากเด็กยังได้กินนมแม่ในช่วงเวลานี้ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกให้แน่นแฟ้น อันเป็นพื้นฐานความรักความอบอุ่นของครอบครัว</li>
<li>สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การมีฟันแท้ซี่แรกเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพร้อมสำหรับการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเด็กจะมีเด็กจะมีฟันแท้ซี่แรกเมื่ออายุได้ 6-7 ปี</li>
</ol>
<h2><b>ประโยชน์ของนมแม่</b></h2>
<p>นมแม่มีภูมิต้านทานและสารอื่นๆที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง งานวิจัยพบว่าทารกที่ได้นมแม่จะแข็งแรงกว่าทารกที่ได้นมผง นอกจากนี้นมแม่ยังมีข้อดีอีกหลายประการที่นมผงเลียนแบบไม่ได้ อาทิเช่น</p>
<ol>
<li>ธาตุเหล็กที่อยู่ในนมแม่เป็นชนิดที่ดูดซึมได้ง่าย ในขณะที่ธาตุเหล็กที่อยู่ในนมผงนั้นเป็นชนิดที่ดูดซึมได้ยากกว่า</li>
<li>สารอาหารหลายชนิดที่อยู่ในนมแม่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง และแม้ว่านมผงจะเติมสารเหล่านั้นเข้าไปด้วยเหมือนกัน แต่งานวิจัยก็ยังแสดงให้เห็นว่าทารกที่กินนมแม่มีระดับสติปัญญาดีกว่า</li>
<li>ในนมแม่มีสารหลายชนิดที่นมผงไม่สามารถใส่เข้าไปได้</li>
<li>ทารกที่กินนมแม่มักมีความฉลาดทางอารมณ์ และร่าเริง แจ่มใส กว่าทารกที่กินนมผง</li>
<li>การที่ลูกดูดนมแม่ช่วยลดน้ำหนักตัวของแม่หลังคลอดได้ ช่วยไม่ให้มีปัญหาตกเลือดเพ<wbr />ราะมดลูกบีบตัวดีขึ้น</li>
</ol>
<h4>แล้วทำไมจึงมีแม่หลายคนตัดสินใจ<b>หยุดให้นมลูกก่อนเวลาอันควร?</b></h4>
<p>มีหลายสาเหตุที่ทำให้แม่หลายคนตัดสินใจหยุดให้นมลูกก่อนวัยอันควร อาทิเช่น</p>
<ol>
<li>คนรอบข้างบอกว่าหยุดให้นมลูกได้แล้ว ไม่มีประโยชน์แล้ว ไม่ควรให้นมลูกนานเกินไป หากเจอกรณีแบบนี้ให้นิ่งเฉย ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องเชื่อ</li>
<li>ลูกตัวเล็ก น้ำหนักน้อย เลยคิดว่า หากไม่เลิกนมแม่ ลูกจะไม่กินข้าว ทำให้ไม่โต กรณีแบบนี้ให้เปลี่ยนวิธีคิด อย่าไปยึดติดกับตัวเลข เด็กบางคนกินเก่ง เด็กบางคนกินไม่เก่ง เรื่องพวกนี้พันธุกรรมเป็นตัวกำหนด บางครั้งกินเยอะไปก็เป็นโรคอ้วนได้ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือควบคุมให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ให้ลูกกินขนม ไม่บังคับจนลูกต่อต้านการกิน  แล้วลูกกินได้แค่ไหน ก็แค่นั้น ขอให้สุดท้ายแล้วลูกมีสุขภาพแข็งแรง พัฒนาการปกติเป็นพอ</li>
<li>ลูกตื่นกลางคืนบ่อย เลยอยากให้นมวัวเพราะจะได้อยู่ท้อง จะได้หลับยาว ความเป็นจริงคือ แม้ว่าเด็กจะกินนมวัว ก็พบเด็กตื่นมากินนมกลางคืนได้พอๆกับเด็กที่กินนมแม่ และการให้เด็กกินนมวัวตอนกลางคืน คราบนมวัวในปากจะทำให้เด็กฟันผุได้ บางคนห่วงว่าการที่ลูกตื่นกลางคืน growth hormone จะไม่หลั่ง ทำให้ตัวเตี้ย อันที่จริงคือ ช่วงที่เค้าตื่นเป็นช่วงที่ไม่ได้หลับลึกอยู่แล้ว  หากอยู่ในช่วงหลับลึกที่ฮอร์โมนหลั่งเขาก็ไม่ตื่น ดังนั้นจึงไม่มีน่ากังวลในประเด็นนี้</li>
</ol>
<h4>อ้างอิง :</h4>
<ol>
<li><a href="http://www.breastfeedingthai.com/4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%94/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%94.html">บทความเรื่อง เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานเพียงใด โดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ</a></li>
<li><a href="http://www.breastfeedingthai.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88.html">บทความเรื่อง ประโยชน์ของการให้นมแม่ โดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ</a></li>
<li><a href="https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic/posts/1214101705282641:0">บทความเรื่อง เหตุผลที่ทำให้แม่ต้องหยุดให้นมแม่ก่อนเวลาอันควร โดย พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ</a></li>
</ol>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-775 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/-1-e1479844974964.jpg" alt="นมแม่ดีที่สุด" width="700" height="1002" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/-1-e1479844974964.jpg 700w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/-1-e1479844974964-600x859.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/-1-e1479844974964-210x300.jpg 210w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">556</post-id>	</item>
		<item>
		<title>10 เคล็ดลับเลิกบุหรี่ อย่างง่ายๆ ที่คุณก็ทำได้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/10-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/10-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2016 10:46:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=743</guid>

					<description><![CDATA[จากข้อมูลของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ระบุว่า ปั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข้อมูลของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยเลิกบุหรี่ได้มากกว่า 2 แสนคนต่อปี หรือเลิกได้เฉลี่ยวันละ 600 คน เลยทีเดียว ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ จากสถิติพบว่า 80% ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่สามารถเลิกได้ด้วยตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมตัวที่ดีและความตั้งใจจริงที่จะเลิกอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่หลายคน ยังถือฤกษ์วันที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก เป็นวันเลิกบุหรี่ของตนเองด้วยครับ มาดูกันครับว่าวิธีเลิกบุหรี่แบบง่ายๆ ด้วยตนเอง มีวิธีปฏิบัติอย่างไรบ้าง</p>
<h2>10 เคล็ดลับเลิกบุหรี่</h2>
<p><strong>1.หาผู้รู้และที่ปรึกษา</strong><br />
ที่ปรึกษานี้อาจเป็นคนรู้จักหรือคนใกล้ตัวก็ได้ครับ จะให้ดีควรเป็นคนที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จมาแล้ว คนที่มีประสบการณ์ตรงสามารถเป็นแบบอย่างและมีคำแนะนำดีๆให้กับคุณได้เสมอ แต่ถ้าไม่มีก็สามารถขอคำแนะนำในการเลิกบุหรี่ได้ที่สายนี้ปลอดบุหรี่ โทร.1600 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. ครับ</p>
<p><strong>2.หากำลังใจ</strong><br />
วิธีการง่ายๆคือ ให้บอกคนใกล้ชิดให้ทราบถึงความตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่ กำลังใจของคนรอบข้างสำคัญมากครับ ต่อให้คุณมีพลังใจมากแค่ไหน หากการต่อสู้นั้นเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ก็ต้องมีท้อบ้างเหมือนกัน การที่มีกำลังใจจากคนรอบข้างช่วยเติมพลังใจอยู่ตลอด จะช่วยให้คุณมีแรงผลักดัน มีความพยายาม จนสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จครับ</p>
<p><strong>3.หาเป้าหมาย</strong><br />
การที่เราจะทำงานชิ้นใหญ่ให้สำเร็จ เราจำเป็นต้องมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ดี การเลิกบุหรี่ก็เช่นกัน คุณควรมีการวางแผนการปฏิบัติในการเลิกบุหรี่ การกำหนดวันที่จะลงมือเลิกสูบบุหรี่ อาจกำหนดโดยอาศัยวันสำคัญต่างๆของครอบครัว เช่น วันเกิดของลูกๆ หรือวันครบรอบวันแต่งงาน แต่ทั้งนี้ไม่ควรกำหนดวันที่ห่างไกลเกินไปครับ</p>
<p><strong>4. ไม่รอช้า<br />
</strong>ไม่รอช้าในที่นี้หมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ให้หมด เตรียมลูกอม หมากฝรั่ง ผลไม้รสเปรี้ยวหรือของขบเคี้ยว เพื่อช่วยลดความอยาก รวมทั้งเปลี่ยนกิจกรรมที่คุณมักทำร่วมกับการสูบบุหรี่ เพื่อไม่ให้รู้สึกคุ้นชินแล้วกลับไปสูบอีก</p>
<p><strong>  5. ไม่หวั่นไหว<br />
</strong>เมื่อวันที่กำหนดเพื่อลงมือเลิกสูบบุหรี่แล้ว คุณควรทำให้วันนั้นเป็นวันที่สดชื่น จิตใจแจ่มใส ตื่นนอนด้วยความสดชื่น มองโลกในแง่ดี บอกกับตัวเองว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองและคนใกล้ชิด นึกถึงเหตุผลที่ทำให้คุณตัดสินใจเลิกบุหรี่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอิริยาบถ พยายามใกล้ชิดกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการเข้าหาคนที่ยังสูบบุหรี่อยู่ เพราะอาจทำให้คุณหวั่นไหวได้</p>
<p><strong>  6. ไม่กระตุ้น<br />
</strong>ให้นึกถึงว่าปกติแล้วคุณมักสูบบุหรี่หรืออยากสูบบุหรี่ตอนคุณกำลังทำกิจกรรมอะไร แล้วพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมนั้น เช่น ปกติแล้วจะสูบบุหรี่ตอนดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือตอนดื่มกาแฟ คุณก็ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านั้นครับ</p>
<p><strong>7. ไม่หมกมุ่น<br />
</strong>ในช่วงเลิกสูบช่วงแรกๆคุณอาจเครียด และหงุดหงิดง่าย ดังนั้นเมื่อรู้สึกเครียดให้หยุดพักสมอง แล้วหาอะไรคลายเครียด โดยอาจเป็นการออกไปพูดคุยกับเพื่อนๆ หรือหาหนังสือตลกขำขันติดตัวไว้ เมื่อรู้สึกเครียดก็หยิบมาอ่าน ระลึกไว้เสมอว่า มีคนไม่สูบบุหรี่อีกมากที่คลายเครียดได้โดยไม่ต้องสูบบุหรี่</p>
<p><strong> 8. ไม่นิ่งเฉย<br />
</strong>การได้ขยับ ออกกำลังกายน้อยวันละ 15-20 นาที จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง เพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจและปอด และช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>9. ไม่ท้าทาย<br />
</strong>อย่าคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว กลับไปสูบบ้างเป็นครั้งคราวคงเอาอยู่ ไม่เป็นไร เพราะการได้กลับไปลองสูบเพียงมวนเดียวนั้นหมายถึง การที่คุณหวนกลับไปหาความเคยชินเก่าๆ อย่าลืมคุณมาไกลแล้ว และไม่ควรหวนกลับไปอีก</p>
<p><strong>10 ไม่ท้อแท้<br />
</strong>ผู้พันแซนเดอร์ส ผู้ให้กำเนิด KFC ถูกปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง ก่อนจะมีคนตัดสินใจซื้อสูตรไก่ของเค้าเป็นครั้งแรก ดังนั้นหากสุดท้ายคุณกลับไปสูบอีก นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลวจนหมดหวัง สำคัญคือคุณอย่าท้อแท้ อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวเอง คราวหน้า หากคุณไม่ท้อถอย กลับมาพยายามใหม่ คุณก็ต้องต่อสู้จนสามารถหยุดบุหรี่ได้ในสักวันหนึ่ง</p>
<p>หากใครไม่สามารถหยุดบุหรี่ได้แบบทันทีทันใด อาจใช้วิธีสูบเพียงครึ่งหนึ่งของแต่ละมวนสูบเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน และไม่สูบแบบสูดควันเข้าไปลึกๆ เพื่อค่อยๆลดปริมาณบุหรี่ที่สูบในแต่ละกัน และเมื่อหยุดสูบได้สำเร็จ 1 วัน ก็ให้รางวัลกับตัวเอง เช่น  ไปดูหนัง หรือทำอะไรที่ชอบ นอกจากนี้การพยายามหากิจกรรมทำอย่างการออกกำลังกายเพื่อไม่ให้ว่างและฟุ้งซ่านก็สามารถช่วยได้มากครับ</p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-749 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/10_เคล็ดลับเลิกบุหรี่-1-e1479761038986.jpg" alt="10_เคล็ดลับเลิกบุหรี่-1-e1479761038986" width="500" height="724" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/10_เคล็ดลับเลิกบุหรี่-1-e1479761038986.jpg 500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/10_เคล็ดลับเลิกบุหรี่-1-e1479761038986-207x300.jpg 207w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/10-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">743</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิธีเลือกซื้อผลไม้รถเข็นแบบง่ายๆ</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2016 16:30:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้อื่นๆ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=483</guid>

					<description><![CDATA[หากย้อนกลับไปเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว เราจะพบเห็นพ่อค้าแม่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากย้อนกลับไปเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว เราจะพบเห็นพ่อค้าแม่ค้ารถเข็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย ฮอกด็อก ไส้กรอก ปลาหมึกย่าง น้ำตาลสด รวมถึงผลไม้รถเข็น</p>
<p>บางอย่างเช่น ปลาหมึกย่างรถเข็น ก็ดูจะน้อยลงไปมาก หรือ รถเข็นน้ำตาลสด ก็เป็นของหายากจนแทบหาซื้อกินไม่ได้แล้ว แต่ผลไม้รถเข็นเป็นอะไรที่ยังอยู่คู่สังคมไทยมายาวนานอย่างยั่งยืน</p>
<p>อันที่จริงผลไม้รถเข็นก็เหมือนสินค้าชนิดอื่น ที่จรรยาบรรณและความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ผลิตและผู้ขายมีความสำคัญมาก อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ผลไม้รถเข็นมักจะโดนโจมตีหลักๆอยู่ 3 เรื่องคือ</p>
<ol>
<li>เรื่องความสะอาด</li>
<li>เรื่องการใช้ ขัณฑสกร (saccharin) เป็นสารให้ความหวาน</li>
<li>การใช้สารเคมีต่างๆ เพื่อให้ผลไม้ดูน่ารับประทาน</li>
</ol>
<p>ซึ่งก็ต้องบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่ดีและไม่เคยทำ 3 เรื่องที่เป็นประเด็นที่ถูกโจมตีอยู่บ่อยๆเลย ในขณะเดียวกันก็มีพ่อค้าแม่ค้าบางคน ทำสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจจะทำไปเพราะความไม่รู้หรือการขาดความตระหนักในความปลอดภัย</p>
<p>น่าเศร้าที่ผู้บริโภคธรรมดาทั่วไปแทบไม่สามารถตรวจสอบได้เองว่าเลยผลไม้ที่กินนั้นปลอดภัยหรือเปล่า ยกตัวอย่างนะครับ หากเป็นเรื่องความสะอาด หากเราอยากรู้ว่าสะอาดจริงไหม เราก็ตรวจเชื้อ การที่เราจะตรวจเชื้อได้ อย่างน้อยๆ เราก็ต้องมี plate, มีอาหารเลี้ยงเชื้อ และมีตู้บ่มเพื่อเพาะเชื้อ ถ้าถามว่าเราจะดัดแปลงเอาของใช้ในบ้านมาทำแทนได้ไหม ก็ขอบอกว่า พอได้ครับ แต่จะมีสักกี่คนที่มีความรู้และเทคนิคพอจะเพาะเชื้อได้ หรือการตรวจสอบ ขัณฑสกร (saccharin) และสารเคมีต่างๆ ก็ต้องมีเครื่องมือวิเคราะห์ราคาแพง อีกทั้งต้องใช้สารเคมีเพื่อใช้ในการตรวจสอบอีกมาก (แต่สารตัวไหนที่มักเจอปนเปื้อนบ่อยๆ ส่วนใหญ่มักจะมีชุดตรวจสำหรับรูปขายครับ ซึ่งตรวจได้ง่ายและราคาไม่แพงจนเกินไป)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคอย่างเราๆก็ไม่ได้ถึงกับหมดหนทางไปซะทีเดียว จริงๆ มันก็พอมีวิธีสังเกตุ ง่ายๆ คร่าวๆ ว่าผลไม้รถเข็นที่เราซื้อมานั้นสะอาดและปลอดภัยหรือไม่ โดยให้สังเกตุดูจาก  6 อย่างนี้ครับ</p>
<h2>วิธีเลือกซื้อผลไม้รถเข็นแบบง่ายๆ</h2>
<ol>
<li><strong>ผู้ค้าต้องใส่ใจความสะอาด</strong><br />
จริงๆ การจะดูว่าผู้ค้าคนไหนใส่ใจผู้บริโภคหรือไม่ ดูง่ายๆโดยดูว่าผู้ค้าคนนั้นใส่ใจความสะอาดหรือไม่ครับ วิธีการดูก็คือ ดูว่ารถเข็นสะอาดไหม ตู้กระจกใส ไม่มีคราบหรือเปล่า มีฝุ่นละออง หรือรอยแตกร้าวที่กระจกไหม อุปกรณ์ มีด รวมถึงน้ำแข็งและเขียงที่ใช้นั้นสะอาดหรือเปล่า  มีการทำความสะอาดก่อนหรือหลังหั่นผลไม้ไหม ผ้าเช็ดอุปกรณ์สะอาดหรือเปล่า มือที่ใช้หยิบจับผลไม้สะอาดหรือเปล่า มีการใส่ถุงมือขณะสัมผัสกับผลไม้ไหมจริงๆ หลักการเรื่องความใส่ใจสามารถประยุกต์ใช้กับการดูครีมก็ได้นะครับ เพราะผมกล้าพูดได้ว่า ผมเคยอ่านประกาศเกี่ยวกับการตรวจพบสารอันตรายในเครื่องสำอางของ อย. ทุกฉบับ และผมพบว่าครีมที่ตรวจพบสารอันตรายจากการสุ่มตรวจทุกยี่ห้อ ไม่มียี่ห้อไหนเลยที่ใส่วันที่ผลิต วันหมดอายุ เลขที่ผลิต และสถานที่ผลิต มาครบทั้ง 4 อย่างเลย ยี่ห้อที่ตรวจพบมักขาดข้อมูลที่จำเป็นต้องมีบนกล่องหรือฉลากอันใดอันหนึ่งเสมอ ซึ่งการที่บอกข้อมูลมาไม่ครบนี้ ก็เป็นการบ่งบอกถึงความไม่ใส่ใจของผู้ผลิตได้เป็นอย่างดีครับ</li>
<li><strong>พยายามเลือกผลไม้ที่สดใหม่และตามฤดูกาล</strong><br />
การเลือกผลไม้ตามฤดูกาลและสดใหม่จะช่วยเราได้มากในเรื่องสารกันบูด เพราะผู้ค้าไม่มีความจำเป็นต้องใส่สารกันบูดในผลไม้เหล่านั้น (แต่เอาจริงๆ คนที่ใส่สารกันบูดก็ยังมีอยู่ แต่ก็ถือว่าช่วยลดโอกาสเสี่ยงไปได้มากครับ) นอกจากนี้การกินผลไม้สดใหม่จะช่วยให้เรารับวิตามินและแร่ธาตุได้มากกว่าผลไม้ที่เก็บไว้นานแล้ว รวมถึงผลไม้หมักดองด้วยครับ</li>
<li><strong>หลีกเลี่ยงผลไม้หมักดอง</strong><br />
ผลไม้หมักดองมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยมาก อีกทั้งผลไม้หมักดองส่วนใหญ่มักใส่สารเคมี เช่น สารโลหะหนัก สารกันบูด บอแร็กซ์ หรือสารเพิ่มความกรอบ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อน<br />
สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูง หรือโรคไต ไม่ควรทานผลไม้หมักดอง เนื่องจากในกระบวนการหมักดองมักมีการใช้เกลือโซเดียมในปริมาณมาก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และไตทำงานหนักขึ้น</li>
<li><strong>ระมัดระวังพวกเครื่องจิ้มต่างๆ<br />
</strong>ช้อนต้องคู่กับส้อมฉันใด ผลไม้ก็ต้องคู่กับพริกเกลือฉันนั้น แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะเครื่องจิ้มมักมีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ กะปิ และผงชูรส ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับเกลือและน้ำตาลในปริมาณมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างเบาหวาน ไต และความดัน</li>
<li><strong>ควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่ใส่สี</strong><br />
หลายๆครั้งที่มีการตรวจพบว่าสีที่เห็นไม่ใช่สีผสมอาหาร แต่เป็นสีย้อมผ้า ดังนั้นหากไม่ตรวจสอบได้ว่าสีที่ใช้เป็นสีผสมอาหารจริงหรือไม่ ก็ควรหลีกเลี่ยงไปเลยจะเป็นการดีที่สุด</li>
<li><strong>ดูว่ามีการใส่สารให้ความหวาน ขัณฑสกร (saccharin) หรือไม่</strong><br />
วิธีการทดสอบ ขัณฑสกร ง่ายๆคือ ให้ลองกินดู หากกินแล้วมีรสขมติดในคอ เป็นไปได้ว่าผลไม้นั้นมีการใส่ ขัณฑสกร ในปริมาณมาก ซึ่งหากกินขัณฑสกรติดต่อกันนานๆอาจก่อให้เกิดอันตรายได้</li>
</ol>
<p>ผลไม้รถเข็นเป็นอะไรที่หาซื้อได้ง่าย และราคาไม่แพง ทำให้ยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างไม่เสื่อมคลาย แต่ผลไม้รถเข็นก็มักถูกโจมตีเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยอยู่เรื่อยๆ วิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนนิยมใช้คือ ยอมจ่ายแพงและเสียเวลาขึ้นอีกหน่อย เพื่อไปหาซื้อผัก ผลไม้ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งการซื้อในห้างสรรพสินค้าก็สามารถสร้างความมั่นใจได้มากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผัก ผลไม้ในห้างจะปลอดภัยเสมอไป เนื่องจากผลการสุ่มตรวจสารปนเปื้อนพวกยาฆ่าแมลง หลายๆครั้งพบว่าผัก ผลไม้ตามห้างไม่ได้มียาฆ่าแมลงปนเปิ้อนน้อยกว่าผักผลไม้ตามตลาดเลย และมักเป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นข่าวนี้ครับ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9590000045155">อึ้ง! ผักผลไม้มีตรา Q &#8211; ตราออแกนิก เจอสารพิษตกค้างอื้อ จี้ยกเครื่องการให้ตรา</a> ดังนั้นก็ต้องบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนที่ดีที่สุดครับ บางอย่างที่เราสามารถสังเกตุได้เล็กๆน้อยๆในเบื้องต้น เราก็ควรฝึกไว้สังเกตุไว้ เพราะมันช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่เราจะได้รับอันตรายจากความสกปรกและสารปนเปื้อนต่างๆได้เป็นอย่างดีครับ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-484" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/4_วิธีง่ายๆ_เลือกซื้อผมไม้รถเข็น-724x1024.jpg" alt="4_%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86_%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%84" width="600" height="849" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/4_วิธีง่ายๆ_เลือกซื้อผมไม้รถเข็น-724x1024.jpg 724w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/4_วิธีง่ายๆ_เลือกซื้อผมไม้รถเข็น-600x849.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/4_วิธีง่ายๆ_เลือกซื้อผมไม้รถเข็น-212x300.jpg 212w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/4_วิธีง่ายๆ_เลือกซื้อผมไม้รถเข็น-768x1086.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/4_วิธีง่ายๆ_เลือกซื้อผมไม้รถเข็น.jpg 1364w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">483</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เรื่องน่ารู้และชนิดของน้ำหอม</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Nov 2016 16:54:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[Fragrance]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=476</guid>

					<description><![CDATA[สวัสดีค่ะสาวๆ วันนี้ Jaslyn จะมาเล่าเรื่อง &#8220;น้ำหอ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะสาวๆ วันนี้ Jaslyn จะมาเล่าเรื่อง &#8220;น้ำหอม&#8221; ให้ฟังกันค่ะ</p>
<p>น้ำหอมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สาวๆบางคนขาดไม่ได้เลย เพราะติดใจในกลิ่นหอม ที่ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แถมยังเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความมั่นใจ และเติมเสน่ห์ให้กับเราอีกด้วย<br />
แต่เคยสงสัยมั๊ยคะว่า ชื่อต่างๆที่เขียนไว้บนขวดน้ำหอมบอกอะไรเราบ้าง และทำไมราคาน้ำหอมแต่ละแบบถึงได้แตกต่างกัน<br />
วันนี้ Jaslyn มีคำตอบมาฝากค่ะ</p>
<h2>ว่าด้วยเรื่องน้ำหอม</h2>
<p>น้ำหอม (Fragrance) มีวิธีการได้มาหลายแบบค่ะ เช่น ใช้วิธีสังเคราะห์จากสารเคมี เช่น สารเคมีในกลุ่มเอสเตอร์, ได้จากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากพืชในส่วนต่าง เช่น ใบ ดอก จนได้อยู่ในรูปน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ (Pure essential oil), ได้จากการหีบ พืชในกลุ่มตระกูลส้ม หรือ อาจจะได้จากสัตว์บางชนิด ซึ่งมีกลิ่นหอม ก็ได้เช่นกัน ซึ่งการนำไปใช้ ต้องมีการเจือจางก่อน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการระคายเคืองได้สูงหากสัมผัสผิวโดยตรงค่ะ<br />
น้ำหอม แบ่งตาม ความเข้มข้นของหัวน้ำหอมที่ผสมอยู่ในสารละลายน้ำหอม ได้เป็น 5 ประเภทค่ะ</p>
<ol>
<li><strong>Perfume</strong><br />
น้ำหอมชนิดนี้จะมีหัวน้ำหอมละลายอยู่เข้มข้นที่สุด โดยมีหัวน้ำหอมละลายอยู่ 20 – 40% และมีความหอมติดทนนาน 6-8 ชั่วโมง กลิ่นน้ำหอมประเภทนี้จะฉุนมากๆค่ะ สาวๆบ้านเราไม่นิยมกันค่ะ เพราะว่าฉุนไปมากๆ น้ำหอมประเภทนี้จะแพงที่สุด เพราะเข้มข้นสุด เวลาใช้จะแต้มเป็นจุดๆ เช่น หลังหู คอ ข้อมือ<br />
ต่างชาติหลายคนจะบอกว่าน้ำหอมประเภทนี้มีความสวยงามของกลิ่นมากที่สุด เพราะประกอบด้วย Top note, Medium note และ base note</li>
<li><strong>Eau de Parfume</strong><br />
น้ำหอมชนิดนี้จะเจือจางมากขึ้นค่ะ (Eau de เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า &#8220;น้ำ&#8221;) โดยในน้ำหอมกลุ่มนี้จะมีหัวน้ำหอมละลายอยู่เข้มข้น 15-20% น้ำหอมกลุ่มจะประกอบด้วย Top note และ Middle note เป็นส่วนใหญ่<br />
น้ำหอมกลุ่มนี้เราจะสเปรย์ใส่เสื้อผ้า ผม ผิวได้ หลังจากฉีดไปแล้วความหอมจะติดทนนาน ประมาณ 4-6 ชั่วโมง</li>
<li><strong>Eau de Toilette</strong><br />
น้ำหอมชนิดนี้จะเจือจางความเข้มข้นของหัวน้ำหอมลงมาอีก โดยมีความเข้มข้นของหัวน้ำหอมละลายอยู่ 7-15%<br />
หลังจากฉีดไปแล้วความหอมจะติดทนนาน ประมาณ 3-4 ชั่วโมง<br />
ส่วนใหญ่ สาวๆในบ้านเราจะชอบน้ำหอมประเภทนี้เพราะกลิ่นจะค่อนข้างละมุน ไม่หอมแรงเกินไป</li>
<li><strong>Eau de Cologne</strong><br />
น้ำหอมกลุ่มนี้จะมีความเข้มข้นของหัวน้ำหอม 3-7% ในตัวทำละลาย ตัวทำละลายส่วนใหญ่ที่ใช้มักเป็นแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้ระเหยเร็วขึ้น และให้ความรู้สึกเย็น สดชื่น หลังฉีดความหอมจะติดทนนาน ประมาณ 2-3 ชั่วโมง</li>
<li><strong>Eau Fraiche</strong><br />
มาถึงกลุ่มสุดท้าย น้ำหอมกลุ่มนี้จะมีความเข้มข้นของหัวน้ำหอมน้อยที่สุด อยู่ที่ประมาณ 1-3% ในตัวทำละลายแอลกอฮอล์ เค้าบอกว่าน้ำหอมกลุ่มนี้ทำมาเพื่อจับตลาดกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ หลังฉีดไปแล้วความหอมจะอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น</li>
</ol>
<p>นอกจากการแบ่งตามความเข้มข้นแล้วน้ำหอมยังสามารถแบ่งตามประเภทของกลิ่นตามลักษณะของกลิ่นได้ด้วยค่ะ โดยจะแบ่งเป็น</p>
<ol>
<li>Floral Notes : กลิ่นแนวดอกไม้ เช่น กลิ่นกุหลาบ กลิ่นจำปี กลิ่นกระดังงา</li>
<li>Fresh Notes : กลิ่นแนวสดชื่น เช่น กลิ่นน้ำมันหอมระเหยของพืชตระกูลส้ม, กลิ่นน้ำมันจากดอกแอปเปิ้ล</li>
<li>Woody Notes : กลิ่นแนวไม้ เช่น กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากไม้สนซีดาร์, กลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากแฝกหอม</li>
<li>Oriental Notes : กลิ่นแนวเผ็ดร้อน เครื่องเทศ เช่น กลิ่นน้ำมันกานพู, กลิ่นชะเอมเทศ</li>
</ol>
<p>การแบ่งอีกแบบที่นิยมมาก คือ แบ่งตามระยะเวลาการระเหยของโมเลกุลน้ำมันหอมระเหย แบ่งเป็น</p>
<ol>
<li>Top note<br />
จะเป็นกลิ่นแรกที่เราได้กลิ่น กลิ่นจะโดดเด่น เฉียบแหลมเด้งออกมาเลย ส่วนใหญ่จะเป็นกลิ่นแนวสดชื่น เกิดจากน้ำมันหอมระเหยที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ระเหยเร็ว กลิ่นของ Top note จะอยู่ประมาณ 10-20 นาที</li>
<li>Middle note<br />
กลิ่นจะตามมาหลัง Top note เล็กน้อย กลิ่นจะออกแนวนุ่มนวล กลิ่นของ Middle note จะอยู่นานประมาณ 2-3 ชั่วโมง</li>
<li>Base note<br />
กลิ่นของ Base note จะติดอยู่นาน เนื่องจากโมเลกุลใหญ่ ระเหยช้าอาจติดอยู่นานถึง 24 ชั่วโมง</li>
</ol>
<h4>สิ่งที่ต้องระวังในการใช้น้ำหอม</h4>
<ol>
<li>ระวังการแพ้ระคายเคือง โดยเฉพาะหากต้องออกแดดจัด ควรต้องระวังการใช้น้ำหอมฉีดตามร่างกายมากขึ้น</li>
<li>น้ำหอมบางอย่าง เช่น พวก Aromatherapy มีผลต่อระดับความดัน และการเต้นของหัวใจได้ ในผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องระมัดระวัง</li>
<li>กลิ่นจากน้ำหอมสังเคราะห์ อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนได้ค่ะ</li>
</ol>
<p>แล้วพบกันใหม่กับบทความดีจาก Jaslyn นะคะ</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-477 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/น้ำหอม.jpg" alt="%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1" width="960" height="836" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/น้ำหอม.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/น้ำหอม-600x523.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/น้ำหอม-300x261.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/น้ำหอม-768x669.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">476</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เทคนิคเพิ่มขยับ ฉบับชาวออฟฟิศ</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a8/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Oct 2016 13:21:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=454</guid>

					<description><![CDATA[ถ้าพูดเรื่องคนที่ขาดโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการศึกษา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดเรื่องคนที่ขาดโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ หรือการศึกษา เราคงนึกถึงชาวเขาชาวดอย ไม่ก็คนชายขอบของประเทศตามชนบทที่ห่างไกล แต่ถ้าพูดถึงคนที่ขาดโอกาสเรื่องการออกกำลังกาย คงหนีไม่พ้น หนุ่มสาวชาวออฟฟิศแน่ๆ</p>
<p>ทำไมน่ะหรอครับ ลองคิดดูสิ ชาวออฟฟิศคือกลุ่มประชากรที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติดเข้าไปทำงาน ตอนทำงานก็นั่งอยูกับโต๊ะคอม เลิกงานเย็นก็ต้องฝ่ารถติด กว่าจะไปถึงบ้านก็มืดค่ำ วันไหนมีโอทีก็ต้องกลับบ้านตอนดึกๆ อย่าว่าแต่ได้ออกกำลังกายเลยครับ แค่กินข้าวเย็น อาจจะได้กินตอน 5 ทุ่ม เที่ยงคืนด้วยซ้ำไป</p>
<p>วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ (หรือบางที่ก็หยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว) ก็หมดแรง นอนเพลียร่างหมดไป 1 วัน แล้วต้องมาทำเก็บห้อง ซักผ้า ทำงานบ้านอีก 1 วัน (แต่การทำงานบ้านเป็นการออกกำลังกายที่ดีนะครับ) สัปดาห์ไหนดีหน่อยก็อาจได้ไปเที่ยวบ้าง โอกาสได้ออกกำลังกายของชาวออฟฟิศช่างน้อยจนน่าน้อยใจจริงๆ บางคนอาจแก้ปัญหาด้วยการไปสมัครฟิตเนส แต่ค่าบริการรายเดือนฟิตเนสก็ไม่ใช่ถูกๆ สักเท่าไรนัก ตอนตำแหน่งเล็กๆ พอมีเวลา ก็ไม่มีเงิน พอตำแหน่งใหญ่แล้ว มีเงิน แต่ภาระงานก็มากตามไปด้วย หรือบางคนก็อาจจะสมัครฟิตเนสไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นมากกว่าการออกกำลังกาย (อย่างเช่น เอาไว้หาคู่ เป็นต้น)</p>
<p>วงจรการใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่ต่างอะไรจากวงจรการทำลายสุขภาพ พอนานวันเข้า<a href="http://www.jaslynsense.com/tag/ncds/">โรค NCDs</a> ก็ถามหา แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศแล้ว มันเป็นอะไรที่เลี่ยงได้ยากด้วยสิ</p>
<h2>3 เทคนิคเพิ่มขยับ ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ</h2>
<p>จากปัญหาของชาวออฟฟิศที่กล่าวไปข้างต้น วันนี้ Jaslyn ขอเสนอเทคนิควิธีง่ายๆของชาวออฟฟิศที่ช่วยให้ออกกำลังกาย แบบที่ไม่กินเวลาชีวิต ไม่รบกวนเวลาการทำงาน และไม่มีข้อจำกัดของสถานที่ครับ</p>
<ol>
<li><strong>ไปใกล้เดินไปไม่ต้องใช้รถ
<p></strong>ถ้าระยะทางในการเดินนั้นไม่ไกลมาก และทางเดินปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการชีวิต เราก็ควรใช้การเดินแทนการใช้รถ เพื่อเป็นการออกกำลังกายไปในตัวครับ</li>
<li><strong>ไม่กี่ชั้นเดินขึ้นบันได ไม่ต้องใช้ลิฟต์
<p></strong>เชื่อผมเถอะ เวลารีบๆ เดินขึ้นบันไดไวกว่าครับ ลิฟท์กว่าจะรอ กว่าจะจอดรับส่งคนทีละชั้น ผมเคยเดินขึ้นถึงชั้น 7 แล้วเดินไปดูเลขชั้นที่ลิฟท์ ลิฟท์ยังอยู่ชั้น 4 อยู่เลย นอกจากไวกว่าแล้ว ยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย (แต่บอกก่อนว่าถ้าไม่เคยออกกำลังมาก่อน ช่วงแรกๆจะเหนื่อยพอสมควรนะครับ) อย่างไรก็ตาม ผมไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้กับผู้ที่ปัญหาเรื่องข้อเข่า และผู้ที่มีน้ำหนักเกินเยอะมากๆครับ</li>
<li><strong>แกว่งแขนรอรถเมล์
<p></strong>แต่ก่อนมันจะมีป้ายตรง skywalk ของ bts ระหว่าง bts สยามกับ bts ชิดลม (เดี๋ยวนี้ไม่รู้ยังมีอยู่หรือเปล่า) เขียนไว้ว่า &#8220;การแกว่งแขนเป็นสร้างความแข็งแรงของชาวจีนมานับพันปี&#8221; อันนี้เรื่องจริงนะครับ มีเขียนใน คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของพระโพธิธรรม ด้วย เคยมีกระแสดราม่าเล็กๆพักนึงว่าการแกว่งแขนไม่ได้ช่วยอะไร อันนี้ไม่จริงนะครับ การแกว่งแขนเป็นการออกกำลังกายที่ดีโดยเฉพาะผู้ที่ต้องอยู่กับที่ตลอดเวลาและไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายครับ</li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-455" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/3_เทคนิคเพิ่มขยับ_ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ-683x1024.jpg" alt="3_%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a_%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99" width="400" height="600" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/3_เทคนิคเพิ่มขยับ_ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ-683x1024.jpg 683w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/3_เทคนิคเพิ่มขยับ_ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ-600x900.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/3_เทคนิคเพิ่มขยับ_ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ-200x300.jpg 200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/3_เทคนิคเพิ่มขยับ_ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ-768x1152.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/3_เทคนิคเพิ่มขยับ_ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ.jpg 1667w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" />ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b8%b4%e0%b8%a8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">454</post-id>	</item>
		<item>
		<title>คุณกำลังเป็นมนุษย์ NCDs หรือเปล่า</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c-ncds/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c-ncds/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Oct 2016 21:08:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=439</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวานเราเย็นเราพูดถึงเรื่องจิตวิทยาหนักๆ กันไปแล้ว ง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวานเราเย็นเราพูดถึงเรื่องจิตวิทยาหนักๆ กันไปแล้ว งั้นเช้าวันเสาร์แบบนี้เรามาอ่านบทความสุขภาพชิวๆกันดีกว่าครับ</p>
<p>เราคงเคยได้ยินเรื่องราวการระบาดของโรคระบาดครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ รุนแรงถึงขนาดต้องย้ายบ้านย้ายเมืองหนี อย่างกาฬโรคในอดีตฆ่าคนไปแล้วหลายล้านคน แต่การระบาดของโรคครั้งใหญ่แบบนั้น เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน? นึกไม่ออกเลยใช่ไหมเลยนะครับ เพราะว่าตั้งแต่โลกได้รู้จักยาปฏิชีวนะ การระบาดของโรคครั้งใหญ่ที่มีคนตายเป็นแสนๆก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย (แต่ระวังเรื่องเชื้อดื้อยาไว้ด้วยนะครับ ถ้าเกิด superbug ขึ้นมาเยอะๆ ยุ่งแน่ๆครับ) ทุกวันนี้เราไม่ได้ตายด้วยโรคระบาด แต่เรากำลังตายด้วยโรคไม่ระบาด โรคที่เกิดจากความสบาย โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ไร้ระเบียบวินัย โรคเหล่านั้นคือ NCDs ครับ</p>
<p>ปล. ถ้าสนใจอย่างเรื่อง Superbug ผมเคยเขียนเรื่อง Superbug ไว้ในบล็อกเล็กๆของผมชื่อ <a href="http://www.itisablogsite.com/">itisablogsite.com</a> ลองไปอ่านกันได้นะครับที่ลิ้งนี้ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="http://www.itisablogsite.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C/superbug-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1/">Superbug เชื้อดื้อยาที่ยากจะรักษา</a></p>
<h2>NCDs คืออะไร</h2>
<p>NCDs เป็นชื่อของกลุ่มโรค ย่อมาจาก Non-Communicable diseases หรือแปลเป็นไทยก็คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นั่นคือ โรคพวกนี้มันไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อกันได้ แต่โรคพวกนี้เกิดจาก lifestyle และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตัวอย่างของโรคในกลุ่ม NCDs ก็อย่างเช่น โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ, โรคถุงลมโป่งพอง, โรคมะเร็ง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคอ้วนลงพุง เป็นต้น</p>
<p>กลุ่มโรค NCDs กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก จากข้อมูลของ WHO ในปี 2552 พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลก 63% เกิดจากกลุ่มโรค NCDs และที่สำคัญกว่านั้นคือ กว่า 80% เป็น ประชากรของประเทศที่กำลังพัฒนา</p>
<p>สำหรับประเทศไทยนั้น จากข้อมูลปี 2552 พบว่าคนไทยชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs มากกว่า 300,000 คน หรือคิดเป็น 73% ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมด และพบว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรค NCDs ถึง 14 ล้านคน !!!!!</p>
<p>หมดยุคของมัจจุราชโรคระบาดที่กระชากวิญญาณคนทั้งหมู่บ้านไปแล้วนะครับ ต่อไปนี้คือยุคของเพชรฆาตเงียบที่ค่อยๆ ฆ่าเราโดยที่ไม่รู้ตัว ที่สำคัญคือเพชรฆาตพวกนั้น ไม่ใช่ใคร แต่คือตัวเราเอง</p>
<h4>พฤติกรรมเสี่ยงของโรค NCDs</h4>
<p>อย่างที่บอกไปครับว่าโรคพวกนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นแม้ว่าสถิติของโรค NCDs จะสูงและน่ากลัวขนาดไหน เราก็สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเองครับ พฤติกรรมที่เป็นสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs อาทิเช่น</p>
<ol>
<li>การดื่มเครื่องดื่มที่มี alcohol</li>
<li>การสูบบุหรี่</li>
<li>ขาดการออกกำลังกาย</li>
<li>รับประทานอาหารหงานมันเค็มจัด</li>
<li>ความเครียด</li>
</ol>
<p>เอาแค่ 5 พฤติกรรมนี้นะครับ ถ้าหากเราสามารถลดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ได้ จะสามารถลดความเสี่ยงได้หลายอย่าง อาทิเช่น</p>
<ul>
<li>ลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นกลุ่มโรค NCDs ได้ถึง 80%</li>
<li>ลดโอกาสในการเป็นมะเร็งได้ 40%</li>
<li>ลดโอกาสการเป็นโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ และ โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึง 80%</li>
</ul>
<p>ดังนั้น หากใครที่ยังมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ อยากได้ลดหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบ้าง เพราะมันเป็นการลดความเสี่ยงที่ถูกที่สุด ดีที่สุด และยั่งยืนที่สุดครับ</p>
<h4>สถิติน่ารู้</h4>
<p>ผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2552 กับกลุ่มเป้าหมายประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ พบว่า</p>
<ul>
<li>คนไทย 21.4% เป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีคนจำนวนมากที่ว่าไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง</li>
<li>ชายไทยที่รู้ตัวว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงมีเพียง 56.7% และมีเพียง 27.1% เท่านั้นที่สามารถควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดได้</li>
<li>ผู้หญิงมีความชุกของภาวะไขมันคลอเรสเตอรอลสูงมากกว่าผู้ชาย</li>
</ul>
<ul>
<li>ตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2552 ผู้ชายไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า</li>
</ul>
<p>เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีเวลาว่างๆ ก็อยากไปให้ไปตรวจสุขภาพ วัดน้ำตาล ความดัน และไขมันกันบ้างนะครับ</p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.thaihealth.or.th/microsite/categories/5/ncds/2/173/176-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84+NCDs.html">http://www.thaihealth.or.th/microsite/categories/5/ncds/2/173/176-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84+NCDs.html</a></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-446 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/คุณกำลังเป็นมนุษย์-NCDs-หรือเปล่า-1.jpg" alt="NCDs, พฤติกรรมเสี่ยง" width="627" height="860" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/คุณกำลังเป็นมนุษย์-NCDs-หรือเปล่า-1.jpg 627w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/คุณกำลังเป็นมนุษย์-NCDs-หรือเปล่า-1-600x823.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/คุณกำลังเป็นมนุษย์-NCDs-หรือเปล่า-1-219x300.jpg 219w" sizes="(max-width: 627px) 100vw, 627px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c-ncds/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">439</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ลดแคลอรี่ง่ายๆ แค่เดินเพลินๆ</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2016 09:28:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=383</guid>

					<description><![CDATA[เราทุกคนต่างก็ทราบดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราทุกคนต่างก็ทราบดีว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ออกกำลังกาย ส่วนนึงต้องยอมรับว่าเรามีความคิดสร้างสรรค์อันสุดยอด ที่จะหาข้ออ้างในการไม่ออกกำลังกาย ไม่ว่าเป็นไม่มีเวลา อุปกรณ์ไม่พร้อม หรือมีงานด่วนกระทันหัน แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเอาความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นมาใช้ในหาข้ออ้างในการออกกำลังกาย</p>
<p>พอพูดถึงการออกกำลังกายหลายๆคนคงคิดถึงการเล่นกีฬาสักชนิด แต่การเล่นกีฬานั้นมีข้อจำกัดเยอะ เพราะนั่นหมายถึงคุณต้องมีอุปกรณ์กีฬา มีพื้นที่และสนามให้เล่น มีเพื่อนเล่น ยิ่งถ้ากีฬาที่เล่นเป็นทีม ถ้าไม่มีพรรคพวกประจำเล่นด้วย ก็หาเพื่อนเล่นด้วยยากสักหน่อย อีกทั้งการเดินทางไปสนามแต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่ใช่น้อย สำหรับคนที่รักกีฬา แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลย แต่สำหรับคนที่ยากแม้แต่จะลุกจากเตียง โอ้ว กีฬานี่มันช่างไม่เหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบแบบเราๆ เสียนี่กระไร</p>
<p>เล่นกีฬาไม่ได้ ก็เข้าฟิตเนสสิ ฟิตเนสเป็นตัวเลือกที่หลายๆคนชอบ แต่ถึงอย่างนั้นค่าเช่าฟิตเนสก็ยังไม่เป็นมิตรกับคนที่เหลือเงินพอแค่มีมาม่าประทังชีวิตตอนปลายเดือนสักเท่าไรนัก</p>
<p>พอเล่นกีฬาไม่ได้ จะเล่นฟิตเนสก็ไม่มีตัง ช้อยต่อมาที่ง่ายที่สุดคือ &#8220;วิ่ง&#8221; ใช่แล้วครับ การวิ่งเป็นอะไรที่ง่ายมาก แค่คุณมีรองเท้าผ้าใบสักผืน เสื้อยืดสักตัวกับกางเกงขาสั้น สนามหรือถนนแถวไหนก็ได้ที่คนสามารถเดินได้ ไม่ต้องมีเพื่อนหรือพรรคพวก ไปคนเดียว คุณก็สามารถวิ่งได้ แต่ผมพบว่าอะไรรู้ไหมครับ คนที่ไม่เคยวิ่ง เค้าจะตั้งเป้าว่าเค้าคงวิ่งได้เท่านี้ วาดฝันถึงหุ่นเพรียวและงดงามหลังจากการวิ่ง แต่แล้วเค้าก็พบว่าการวิ่งในช่วงแรกๆนั้นเหนื่อยมาก เหนื่อยแทบขาดใจกว่าจะวิ่งได้เท่ากับเป้าที่ตัวเองตั้งเอาไว้ อีกอย่างการวิ่งมันไม่สนุกเอาซะเลย การวิ่งคนเดียวช่างเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ยิ่งถ้าแถวนั้นบรรยากาศไม่ดี ไม่มีวิวดีๆ หรืออาหารตาให้ชม การวิ่งช่างเป็นอะไรที่เหนื่อยและแสนน่าเบื่อ กลับไปตีแบต เล่นกีฬาอย่างอื่น ถึงจะเหนื่อยแต่ก็สนุกกว่าเยอะ สุดท้ายพอเราเหนื่อยและเบื่อ เราก็หยุดวิ่งไปในที่สุด สำหรับใครที่มีปัญหาแบบนี้ผมแนะนำว่าให้ลองกัดฟันสู้อีกสักหน่อย วิ่งมันไปเรื่อยๆทุกวัน จนถึงจุดที่สารเอนโดรฟินเราหลั่ง เราก็จะเริ่ม &#8220;ฟิน&#8221; กับการวิ่ง แล้วเราก็จะมีความสุขกับการวิ่งไปเอง</p>
<p>อย่างไรก็ตามการวิ่งยังมีข้อจำกัดในผู้ที่น้ำหนักเกิน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเป็นโรคบางชนิด ซึ่งไม่เหมาะที่จะวิ่ง เพราะอาจเกิดอันตรายจากการวิ่งได้ครับ</p>
<h2>เดินแหละ ชิวสุด</h2>
<p>อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ง่ายและสะดวกมากที่สุด นั่นคือ &#8220;การเดิน&#8221; นั่นเองครับ แต่การเดินกลับเป็นอะไรที่หลายๆคนมองข้าม ผู้ที่น้ำหนักเกินและผู้ป่วยที่ไม่สามารถวิ่งได้ แพทย์ทุกคนต่างก็แนะนำให้เดินด้วยกันทั้งนั้น จริงๆแล้วการเบิร์นไขมันขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ ความหนัก และ ระยะเวลา การวิ่งนั้นแน่นอนว่าใช้พลังงานมากกว่าเพราะเป็นออกกำลังกายที่หนักกว่า แต่ถ้าวิ่งแปบๆก็หมดแรงซะแล้ว สู้เดินไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อย แล้วไปเพิ่มที่ระยะเวลาคือ เดินนานๆเอาดีกว่า (แต่ถ้าวิ่งเร็วมาก เป็นนักวิ่งระยะสั้นแบบนี้ไม่ได้เบิร์นไขมันนะครับ เพราะร่างกายจะใช้การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน แล้วเอาไกลโคเจนในกล้ามเนื้อไปใช้แทน  ถ้าอยากเบิร์นไขมันต้องวิ่งจ็อกกิ้ง คือวิ่งไปเรื่อยๆ แต่เน้นระยะทางกับเวลาเป็นหลักครับ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะวิ่งหนักๆหรือเร็วๆไม่ได้นะครับ ทำได้เหมือนกันกรณีที่ต้องการเพิ่มระดับความทนทานของตัวเองครับ) แล้วเราต้องเดินอย่างไรดี มาดูกันครับ</p>
<h4>เดินอย่างไรถึงจะดี ?</h4>
<ol>
<li>การเดินก็เหมือนการออกกำลังกายอย่างอื่น ควรมีวอร์มร่างกายสักเล็กน้อยก่อน การวอร์มก็ง่ายๆคือ <strong>เดินช้าๆ เพื่อวอร์มกล้ามเนื้อก่อนสัก 3-5 นาทีครับ</strong></li>
<li>การเดินให้ค่อยๆเพิ่มความเร็วในการเดินไปเรื่อยๆในการเดิน 25-30 นาที แรก</li>
<li>ในช่วง 3-5 นาทีสุดท้าย ให้ค่อยๆลดความเร็วลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นจึงหยุด</li>
</ol>
<h4>เดินที่ไหนดี ?</h4>
<ol>
<li>ต้องถามว่าทำไมเราถึงเลือกเดิน หนึ่งในเหตุผลคือการเดินเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ดังนั้นสถานที่เดิน ก็ควรเป็นสถานที่ที่เราไปได้สะดวก แต่ที่สำคัญคือต้องปลอดภัย</li>
<li>สถานที่นั้นต้องเป็นสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่ร้อนอบอ้าว</li>
<li>การเดินให้เดินในที่เรียบๆ หรือสนามหญ้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะการเดินในที่มีหลุมมีบ่อ มีความลาดเอียง หรือมีก้อนกรวดขนาดใหญ่อาจทำให้สะดุดล้มได้ (การล้มในผู้สูงอายุเป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ อันตรายเลยทีเดียว)</li>
</ol>
<h4>เดินมากเท่าไรถึงจะดี ?</h4>
<ol>
<li>การเดินให้เน้นที่ระยะเวลาเป็นหลัก ซึ่งเวลาในการเดินควรเดินต่อเนื่องวันละ 30 นาที แต่ถ้าเราเดินบ้าง หยุดบ้างใน 1 วันก็ควรเดินให้ได้ระยะทางประมาณ 2.5 &#8211; 3 กิโลเมตรครับ</li>
<li>ใน 1 สัปดาห์ควรเดินให้ได้ 3-5 วัน หรือให้เวลารวมในการเดินทั้งหมดเป็นอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์</li>
<li>ที่สำคัญคือหากเรารู้ว่าเราไม่แข็งแรง เมื่อมีอาการเหนื่อยให้หยุดพัก อย่าหักโหมจนเกินไปครับ</li>
</ol>
<h4>Tips เล็กๆ น้อยๆ ก่อนจากกัน</h4>
<ul>
<li>การเดินเร็วและการเดินขึ้นลงบันไดช่วยเผาผลาญไขมันได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการเดินปกติ</li>
<li>การเดินสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ได้ถึง 31% ในผู้หญิง เลยนะครับ</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-384 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แค่เดินเพลินๆ-ก็เบิร์นแคลอรีได้.jpg" alt="%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b9%81" width="481" height="960" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แค่เดินเพลินๆ-ก็เบิร์นแคลอรีได้.jpg 481w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/แค่เดินเพลินๆ-ก็เบิร์นแคลอรีได้-150x300.jpg 150w" sizes="(max-width: 481px) 100vw, 481px" /></p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86-%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">383</post-id>	</item>
		<item>
		<title>5 นิสัยบอกหุ่นได้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2016 08:15:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=297</guid>

					<description><![CDATA[วันนี้มาอ่านบทความสบายๆกันบ้างนะครับ หลังจากบทความก่อนห [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้มาอ่านบทความสบายๆกันบ้างนะครับ หลังจากบทความก่อนหน้านี้มีแต่ศัพท์แสงวิทยาศาสตร์กับการแพทย์</p>
<p>คุณเชื่อเรื่องทำนายอนาคตไหมครับ จริงๆ การทำนายอนาคตคนธรรมดาอย่างเราๆก็ทำได้นะครับ เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจุบัน เพราะฉะนั้นปัจจุบันของเรานี่แหละ ที่เป็นตัวบอกอนาคตของเราได้ดีที่สุด หรือถ้าไม่รู้จริงๆว่า ปัจจุบันเป็นแบบนี้ อนาคตจะเป็นยังไง ผมมีวิธีง่ายๆนะครับ คือไปหาคนที่มีอดีตเหมือนกับคุณในปัจจุบัน แล้วดูว่าปัจจุบันเค้าเป็นยังไง นั่นแหละอนาคตของคุณ อย่างเช่น ถ้าคุณอยากรู้ว่าถ้าคุณทำงานนี้ต่อไปอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร ก็ให้ไปดูหัวหน้าของคุณเอง นั่นแหละอนาคตของคุณ</p>
<p>เรื่องหุ่นของเราก็เหมือนกันครับ ผมเองก็สามารถทำนายได้ง่ายๆจากนิสัยของเราในปัจจุบันนี้แหละ</p>
<h2>5 นิสัยบอกได้ &#8230;. พรุ้ย หรือ เพรียว</h2>
<h4>ถ้ามี 5 นิสัยนี้ พรุ้ย แน่ๆ</h4>
<ol>
<li>อดอาหารมื้อเช้าเป็นประจำ</li>
<li>กินไปด้วยทำงานไปด้วย</li>
<li>ชอบกินอาหาร junk food</li>
<li>ติดน้ำหวาน</li>
<li>ดึกๆ หิวชอบกินขนม</li>
</ol>
<h4>ถ้ามี 5 นิสัยนี้ เพรียว แน่นอน</h4>
<ol>
<li>เคี้ยวช้าๆ</li>
<li>กินอาหารให้ครบทุกมื้อ ครบทุกหมู่</li>
<li>ขยันกินผักผลไม้</li>
<li>ดื่มน้ำและนมเป็นประจำ</li>
<li>กินอาหารธรรมชาติ ไม่ขัดสี</li>
</ol>
<p>จะเห็นได้ว่าทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลกันนะครับ อย่าง 5 นิสัย พรุ้ย แน่ๆ ถ้าสังเกตุดูจะพบว่าพื้นฐานแล้วมันมาจากการที่เราไม่ใส่ใจสุขภาพ อย่างเช่น ถ้าเรานอนดึก พอเรานอนดึกก็ตื่นสาย พอตื่นสายกินอาหารเช้าไม่ทัน ทำอะไรก็เร่งด่วน พอทุกอย่างเร่งด่วนไปหมดก็ทำให้ต้องหันไปกินอาหาร junk food ที่รวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ระบบฮอร์โมนต่างๆก็แปรปรวน ทำให้หมดเรี่ยวแรงง่ายโดยเฉพาะตอนบ่ายๆ เราก็ต้องหันไปกินน้ำหวานและน้ำอัดลมเพราะมันทำให้เราสดชื่น และจากการที่เราไม่ได้กินอาหารเช้าทำให้เราต้องมาจัดหนักจัดเต็มกันในมื้อเที่ยงกับมื้อเย็น (ซึ่งร่างกายไม่ได้ใช้เป็นพลังงานมากเท่ากับมื้อเช้า ถ้ากินมากไปก็จะสะสมเป็นไขมัน) แล้วถ้าเรานอนดึกอีก เราก็จะหิวตอนดึกๆ พอหิวตอนดึกเราก็มากินมื้อดึกอีก พอตื่นเช้าอีกทีนอกจากจะกินข้าวเช้าไม่ทันแล้ว ยังอิ่มจากมื้อดึกไม่หายไม่อยากกินข้าวเช้าอีกต่างหาก เป็นแบบนี้ทุกวันๆสุดท้ายก็กลายเป็นนิสัยถาวร แล้วเราก็จะ &#8220;พรุ้ย&#8221; ไปในที่สุด</p>
<p>ในทางกลับกันคนที่หุ่นเพรียวจะเห็นได้ว่าแต่ละข้อไม่ได้เกี่ยวกับ อ้วน หรือ ไม่อ้วนโดยตรง แต่พื้นฐานมาจากความใส่ใจสุขภาพล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็น เคี้ยวช้าๆ กินอาหารครบทุกหมู่ กินผักผลไม้ ดื่มน้ำและนมเป็นประจำ กินอาหารธรรมชาติ ถ้าถามว่าถ้าเค้ากินแบบนี้ แต่เค้ากินเยอะแล้วจะอ้วนไหม แน่นอนครับ ถ้ากินเยอะๆก็อ้วนแน่นอน แต่ลองมองคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ พิธีพิถันในการกินแบบนี้ คนเหล่านั้นมักเป็นคนที่พิถีพิถันในการใช้ชีวิตและใส่ใจสุขภาพ ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยเห็นที่มีนิสัยการกินแบบนี้แล้วอ้วนให้เห็นสักเท่าไรนัก เพราะฉะนั้น mindset ที่ดีมันจะนำพาทุกอย่างที่ดีมาหาคุณเองครับ แต่การมุทะลุแก้ปัญหาโดยพยายามทำให้ทุกอย่างดีขึ้นพร้อมๆกันเป็นอะไรที่ยากและสุดโต่ง ผมพบว่าคนที่พยายามทำหลายๆอย่างพร้อมกันให้ดีขึ้น มักทำได้เต็มที่แค่ 1 สัปดาห์ แล้วก็ตบะแตกยอมแพ้ไปซะก่อน ดังนั้นผมแนะนำว่า ค่อยๆทำทีละอย่างครับ อย่างเช่น เลิกนอนดึก ลองปรับเวลานอนให้เร็วขึ้น ทำแค่อันนี้อันเดียวให้สำเร็จก่อน แล้วอย่างอื่นมันจะค่อยๆตามมาเองครับ</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-381 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/5-นิสัยบอกหุ่นได้.jpg" alt="5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89" width="679" height="960" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/5-นิสัยบอกหุ่นได้.jpg 679w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/5-นิสัยบอกหุ่นได้-600x848.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/5-นิสัยบอกหุ่นได้-212x300.jpg 212w" sizes="(max-width: 679px) 100vw, 679px" /></p>
<p style="text-align: center;">ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">297</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ภัยจากความหวาน และหวานที่พอดี</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Oct 2016 19:04:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=313</guid>

					<description><![CDATA[คราวที่แล้วเราแสดงปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชนิดต่างๆโดย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คราวที่แล้วเราแสดงปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชนิดต่างๆโดยประมาณกันไปแล้ว ซึ่งเรียกได้ว่ากินกันแค่แก้วเดียวก็ได้น้ำตาลมากเกินพอสำหรับทั้งวันเลยทีเดียว</p>
<p>อ่านบทความที่แล้วได้ที่นี่ &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%A1-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5/">เครื่องดื่มที่เราทาน หวานแค่ไหนกันนะ?</a></p>
<h4>แล้วถ้าเรากินหวานมากๆ จะมีอันตรายกับเรายังไงบ้างนะ?</h4>
<p>หากเราบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไปเป็นระยะนาน จะสามารถทำให้เป็นโรคได้หลายอย่าง เช่น</p>
<ol>
<li>โรคอ้วน (obesity) : เมื่อร่างกายเราได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินพอ ร่างกายเราจะเปลี่ยนรูปน้ำตาลเป็น glycogen เก็บสะสมไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ แต่ร่างกายเก็บสะสม glycogen ได้จำกัด หากร่างกายสะสม glycogen จนเต็มแล้ว และยังมีน้ำตาลหลงเหลืออยู่ น้ำตาลเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ดังนั้นหากเราบริโภคน้ำตาลปริมาณมากเกินพอดีเป็นเวลานาน เราก็จะเป็นโรคอ้วนได้ในที่สุด</li>
<li>โรคไขมันในเลือดสูง (dyslipidemia) : นอกจากน้ำตาลส่วนเกินจะถูกร่างกายเปลี่ยนเป็นไขมันและไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายแล้ว บางส่วนยังอยู่ในกระแสเลือด หากมีปริมาณมากก็จะเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โดยการบริโภคน้ำตาลจะสัมพันธ์กับไขมันพวก triglyceride ในเลือดมากที่สุด</li>
<li>ความดันโลหิตสูง (hypertension) : โรคความดันโลหิตสูงจากการบริโภคน้ำตาลมากเป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคอ้วนและโรคไขมันในเลือดสูง</li>
<li>โรคหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction) : หากเกิดการคั่งของไขมันที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดง จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ขาดความอ่อนนุ่มและความยืดหยุ่นตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ไม่ดี ถ้าไขมันนี้ไปอุดตันที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้</li>
<li>เบาหวาน (diabetes) : เมื่อเรารับประทานน้ำตาลเข้าไปในร่างกาย ตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง การที่เราบริโภคน้ำตาลมากๆเป็นเวลานานจะทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เป็นเบาหวานได้ในที่สุด</li>
<li>โรคฟันผุ (dental caries) : ประเภทของอาหารที่มีน้ำตาลแต่ละชนิดทำให้เกิดฟันผุได้มากน้อยต่างกัน โดยอาหารที่ติดฟันง่ายจะทำให้เกิดโรคฟันผุได้ง่ายกว่า เช่น ทอฟฟี่ ช็อกโกแลต กาละแม เป็นต้น โดยน้ำตาลที่เกาะติดอยู่กับฟันจะถูกแบคทีเรียในปากชื่อ Lactobacillus acidophilus เปลี่ยนเป็นกรดแลกติก ซึ่งกรดนี้จะทำลายเคลือบฟัน (enamel) ทำให้เป็นฟันผุ</li>
</ol>
<h4>ในเมื่อน้ำตาลในปริมาณมากทำให้เกิดผลเสียมากขนาดนี้ ทำไมมนุษย์เราถึงได้ติดใจรสชาติของน้ำตาลกันนัก?</h4>
<p>ในสมัยดึกดําบรรพ์ บรรพบุรุษของเราไม่ได้หาอาหารได้ง่ายและสะดวกสบายเหมือนในสมัยนี้ เพราะฉะนั้นวิวัฒนาการของร่างกายของมนุษย์เราจึงมีความสุขจากการได้ลิ้มรสอาหาร โดยเฉพาะน้ำตาลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย นอกจากนี้ “รสหวาน” จะไปกระตุ้นสมองในส่วนที่เป็น “ระบบให้รางวัล” ดังนั้น เมื่อเรากินอาหารหวานๆเข้าไปในปริมาณมาก สมองจะยิ่งรู้สึกดี และมีความต้องการรสหวานมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<h4>ประโยชน์ของน้ำตาลคืออะไร?</h4>
<p>ทุกอย่างล้วนมีทั้งคุณและโทษ หากเรารับประทานน้ำตาลให้พอดี น้ำตาลก็มีประโยชน์หลายอย่าง ได้แก่</p>
<ol>
<li>ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดย น้ำตาล 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่ (ดังนั้นน้ำตาล 1 ช้อนชาให้พลังงานประมาณ 15-16 แคลอรี่) นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้รวดเร็วที่สุด</li>
<li>ช่วยรักษาสมดุลระหว่างการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายขาดน้ำตาล ร่างกายจะนำไขมันมาใช้เป็นพลังงาน หากร่างกายมีการดึงเอาไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงานที่มากและเร็วเกินไป จะทำให้เกิดการคั่งของ Ketone bodies ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้</li>
<li>เป็นส่วนประกอบของกรดนิวคลีอิก โดยกรดนิวคลีอิกมีหน้าที่สำคัญคือ ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย</li>
</ol>
<h4>คนไทยบริโภคน้ำตาลกันเท่าไร?</h4>
<p>WHO แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) แต่ปัจจุบันพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชา (92 กรัม) ต่อวันซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า !!!!</p>
<h4>กินหวานอย่างไรให้ปลอดภัย?</h4>
<ol>
<li>ลดน้ำตาลในการปรุงอาหารลงมาครึ่งหนึ่ง เติมน้ำตาลในเครื่องดื่มให้น้อยลง อย่างตามน้ำตาลซองส่วนใหญ่จะมีปริมาณน้ำตาล 8 กรัม เราก็ควรหันมาใช้ซองเล็กที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 4 กรัมแทน</li>
<li>ลดการดื่มน้ำอัดลม</li>
<li>กินผักผลไม้สดมากๆ เพราะอาหารพวกนี้ให้วิตามิน เกลือแร่ และกากจำนวนมาก แถมยังได้รสหวานจากน้ำตาลฟรักโทสอีกด้วย</li>
<li>ดูฉลากอาหารก่อนซื้อทุกครั้งว่าอาหารนั้นมีน้ำตาลกี่เปอร์เซ็นต์</li>
<li>บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าธรรมดาหลังจากกินขนมหวานหรือน้ำหวาน</li>
<li>ไม่ควรให้รางวัลเด็กหรือฉลองเทศกาลต่างๆ ด้วยอาหารที่มีน้ำตาลสูง</li>
</ol>
<p>น้ำตาลเปรียบเหมือนดาบสองคม ให้ทั้งคุณและโทษ แต่ปัจจุบัน น้ำตาลนอกจากจะมีรสชาติถูกปากแล้ว น้ำตาลยังหาได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมากและมีอยู่ในอาหารแทบทุกชนิด คนส่วนมากจึงได้โทษจากน้ำตาลเพราะบริโภคน้ำตาลมากเกินไปซะมากกว่า</p>
<p>ขอบคุณ infographic จาก สสส. ครับ</p>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-315" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/ความหวานที่พอดี.jpg" alt="ความหวานที่พอดี" width="678" height="960" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/ความหวานที่พอดี.jpg 678w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/ความหวานที่พอดี-600x850.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/10/ความหวานที่พอดี-212x300.jpg 212w" sizes="(max-width: 678px) 100vw, 678px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">313</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
