<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>vitamin &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/vitamin/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Mon, 21 Nov 2016 12:47:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.2</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>vitamin &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 4 : Vitamin E</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-e/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-e/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2016 12:45:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=761</guid>

					<description><![CDATA[ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงต<wbr />อนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของหัวข้<wbr />อนี้ค่ะ วันนี้เล่าจะมาต่อกันที่ Vitamin E</p>
<h2>Vitamin E</h2>
<p>&#8220;Vitamin E&#8221; เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน<wbr /> มีคุณสมบัติเป็น Anti-oxidant ที่ดีเยี่ยม สามารถลดปัญหาผิวจากการถูกท<wbr />ำร้ายจากอนุมูลอิสระได้ เช่น ผิวไหม้แดด, ริ้วรอย, การสร้างเม็ดสีผิวมากผิดปกต<wbr />ิ นอกจากนี้ยังสามารถลดเลือนร<wbr />ิ้วรอย และให้ความชุ่มชื้นผิวไ<span class="text_exposed_show">ด้ดี</span></p>
<h4>รูปแบบที่ใช้</h4>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E ที่ใช้ในสกินแคร์ มีหลายฟอร์ม เช่น tocopherol และ วิตามินอี ในรูปเอสเทอร์ เช่น tocopheryl acetate, tocopheryl succinate, tocopheryl nicotinate, tocopheryl linoleate, และ tocopheryl phosphate</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E ในธรรมชาติจะมีโครงสร้างหลา<wbr />ยไอโซเมอร์ เช่น alpha, beta, gamma และ delta tocopherol ซึ่งแต่ละชนิดจะมีโครงสร้าง<wbr />หลักเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ Side chain ตัวที่มีประสิทธิภาพดีสุด และแน่นอนราคาก็แพงตามไปด้ว<wbr />ย นั่นคือ alpha tocopherol (ในสกินแคร์ที่เราใช้กันจะไ<wbr />ด้จากการสังเคราะห์)</span></p>
<h4>กลไกหลักของ Vitamin E</h4>
<p><span class="text_exposed_show">อย่างที่เรามักได้ยินกันบ่อ<wbr />ยๆ ว่าอนุมูลอิสระจะทำร้ายผิว เนื่องจากเป็นโมเลกุลที่ไม่<wbr />มีคู่ เป็นโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอน<wbr />อยู่เดี่ยวๆ ดังนั้นเมื่อเกิดลักษณะนี้ข<wbr />ึ้น ก็จะต้องไปแย่งประจุบวกจากโ<wbr />มเลกุลอื่นเพื่อให้ครบคู่ และเกิดความเสถียรค่ะ ตัวที่เป็นอนุมูลอิสระที่สต<wbr />รอง และได้ยินบ่อย เช่น อนุมูลอิสระของออกซิเจน (Oxygen radical) เพราะมีความว่องไวต่อการเกิ<wbr />ดปฎิกิริยาสูง<br />
กลไกการต้านอนุมูลอิสระของ Vitamin E นั้นจะทำงานกันเป็นทีมค่ะ โดยทำงานร่วมกันกับ Vitamin C และ กลูตาไธโอน ในการช่วยกันต้านอนุมูลอิสร<wbr />ะ</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E จะปกป้องเซลล์เมมเบรน จากปฎิกิริยา Lipid peroxidation ที่เกิดจากการทำร้ายของอนุม<wbr />ูลอิสระ เมื่อ Vitamin E ถูกออกซิไดช์ (กลายเป็นโมเลกุลที่มี อิเล็คตรอนคู่โดดเดี่ยว เหมือนอนุมูลอิสระ) Vitamin C ก็จะมาช่วยเปลี่ยนให้ Vitamin E กลับไปอยู่ในรูปรีดิวซ์ฟอร์<wbr />มค่ะ<br />
Vitamin E ในสกินแคร์โดยทั่วไป จะมีความเข้มข้นอยู่ที่ 1-5%<br />
จากการศึกษาแบบ in vitro (ศึกษาในสิ่งมีชีวิต) พบว่าการทา Vitamin E ก่อนโดนแดด สามารถลด อาการผื่นแดงของผิว อาการบวม และจำนวนเซลล์ผิวที่ได้รับค<wbr />วามเสียหาย จากการถูกไหม้แดด และทำร้ายจาก UVB ได้ค่ะ แต่หลังจากโดนแดดมาแล้วค่อย<wbr />ทาจะไม่ค่อยได้ผล </span></p>
<p><span class="text_exposed_show">Vitamin E สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้<wbr />ผิวได้ เนื่องจากจะส่งผลให้ผิวในชั<wbr />้น Stratum corneum มีความชุ่มน้ำมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการจับ<wbr />กับโมเลกุลของน้ำได้มากขึ้น<wbr />ค่ะ และจะมีประสิทธิภาพในการปกป<wbr />้องผิวไม่ให้เกิดริ้วรอยจาก<wbr />การถูกกระตุ้นด้วยแสงแดด ที่เรียกว่า photoaging มากขึ้น หากทาร่วมกันกับวิตามิน C ค่ะ</span></p>
<h4>ตัวอย่าง/กรณีศึกษา</h4>
<p><span class="text_exposed_show">ตอนก่อนเรียนจบเภสัช เคยทำงานวิจัยก่อนจบ เกี่ยวกับเรื่องมาสก์หน้าไค<wbr />โตซาน ที่มีส่วนผสมของวิตามิน E ในรูป alpha tocopherol อยู่ 0.5% ก็พบว่ามีประสิทธิภาพในการล<wbr />ดริ้วรอย และเพิ่มความชุ่มชื้นผิวในอ<wbr />าสาสมัครอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอาสาสมัครผู้ชาย ซึ่งโดยปกติจะไม่ทาครีมบำรุ<wbr />งใดๆทั้งสิ้น ยิ่งเห็นได้ชัด จะเห็นว่าใส่ % น้อยมาก มาสก์หน้าแค่ 15-20 นาที ก็เห็นผลค่ะ แต่อันนี้น่าจะเป็นผลของไคโ<wbr />ตซานร่วมด้วย จริงๆอยากใส่มากกว่านี้นะคะ<wbr /> แต่ใส่เยอะแล้วมาสก์ที่ได้จ<wbr />ะมันมากๆค่ะ ได้ตำรับที่ไม่น่าใช้</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">สำหรับในเรื่องลดรอยแผลเป็น<wbr /> อันนี้มีบางงานวิจัยบอกว่า การทาวิตามินอีบนรอยแผลเป็น<wbr />หลังจากแผลปิดได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด ไม่ช่วยลดเรื่องรอยแผลเป็นค<wbr />่ะ และเพิ่มโอกาสในการเกิดผื่น<wbr /> (Contact dermatitis)</span></p>
<p><span class="text_exposed_show">ปัญหาหลักๆ ของการตั้งสูตรตำรับสกินแคร<wbr />์ที่มี Vitamin E เป็นส่วนประกอบก็คือ ความมัน นั่นเองค่ะ เพราะเป็นวิตามินที่ละลายใน<wbr />ไขมัน หากใส่เดี่ยวๆ เพื่อให้เกิดผลกับผิวในเรื่<wbr />องริ้วรอย ส่วนใหญ่จะเคลมว่า ควรอยู่ที่ 5% แต่จะมันมากๆ ถ้าจะแก้ตรงนี้ก็จะเลี่ยงโด<wbr />ยการลดปริมาณ Vitamin E ลง และเพิ่มสาร Anti-oxidant ตัวอื่นเพื่อช่วยเสริมฤทธิ์<wbr />กันค่ะ อีกเรื่องคือ การเกิดปฎิกิริยา Hydrolysis ข้อนี้บางตำรับเลี่ยงไปใช้ Tocopheryl acetate แทน alpha tocopherol เนื่องจากมีความคงตัวมากกว่<wbr />า แต่ประสิทธิภาพของ Tocopheryl acetate จะน้อยกว่าค่ะ</span></p>
<h4><span class="text_exposed_show">อ้างอิง :</span></h4>
<p><span class="text_exposed_show"><a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10417589" target="_blank" rel="nofollow nofollow">https://<wbr />www.ncbi.nlm.nih.gov/<wbr />pubmed/10417589</a><br />
<a href="http://www.academia.edu/17666651/Cosmeceuticals_vitamins" target="_blank" rel="nofollow nofollow">http://www.academia.edu/<wbr />17666651/<wbr />Cosmeceuticals_vitamins</a></span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-762 alignnone" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E-.jpg" alt="almond-vitamin-e" width="960" height="639" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E-.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--600x399.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--768x511.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/almond-Vitamin-E--272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-e/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">761</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-c/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Nov 2016 05:47:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=724</guid>

					<description><![CDATA[วิตามินตัวนี้ต้องเรียกว่าเป็นวิตามินยอดนิยมในสกินแคร์เล [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วิตามินตัวนี้ต้องเรียกว่าเป็นวิตามินยอดนิยมในสกินแคร์เลยค่ะ เป็นใครไปไม่ได้แน่นอน นั่นคือ วิตามินซี (Vitamin C) นั่นเอง</p>
<p>วิตามินซี ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์เยอะมาก เรียกว่ามีแทบจะทุกรูปแบบ ทั้งเซรั่ม ครีม โฟมล้างหน้า สครับผิว มาสก์หน้า โดยเฉพาะในกลุ่มที่เน้นคุณสมบัติ &#8220;Whitening&#8221; เพิ่มความกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ</p>
<h2>วิตามินซี</h2>
<p>วันนี้เราจะมาเล่าต่อเรื่องวิตามินในสกินแคร์ ตัวที่ 3 คือ วิตามินซี ค่ะ<br />
วิตามินซี ที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์มีหลายฟอร์มค่ะ (มันคือ วิตามินซีนั่นแหละค่ะ แต่หลายฟอร์มคือ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีเล็กน้อย เพื่อให้มีความคงตัวมากขึ้น หรือประสิทธิภาพที่ดีขึ้น) เช่น Ascorbic acid, Ascorbyl phosphate, Ascorbyl palmitate, Ascorbyl glucoside เป็นต้น</p>
<p>เหตุผลที่วิตามินซีถูกนำมาใช้กันมากในสกินแคร์กลุ่มที่เน้นความขาวกระจ่างใสนั้น เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี (Anti-oxidant) ,สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีเมลานิน แล้วทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ได้ และพบว่าวิตามินซีมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ด้วยเนื่องจากสามารถ ลดการเกิดผื่นแดงที่ผิวหนังได้ (Erythema) นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินซีเป็นโคแฟกเตอร์ในการทำงานของเอนไซม์ Lysyl hydroxylase และ Prolyl hydroxylase ซึ่งเอนไซม์ทั้ง 2 ตัวนี้เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ คอลลาเจนชนิดที่ 3 (ซึ่ง คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 เป็นชนิดที่พบมากที่ผิวหนังค่ะ) วิตามินซีสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนคอลลาเจนในผิวหนัง และช่วยลดริ้วรอยได้จากการกระตุ้นกระบวนการทำงานของเอนไซม์ทั้ง 2 ตัวข้างต้น</p>
<p>มีการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามินซีในรูปแบบทามากมายค่ะ โดยจะใช้ความเข้มข้นในการศึกษาอยู่ที่ประมาณ 3-17%</p>
<p>มีการศึกษาหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการใช้วิตามินซีในรูปแบบทา</p>
<h4>การศึกษาชื่อ Topical activity of ascorbic acid: from in vitro optimization to in vivo efficacy.<br />
ตีพิมพ์ในวารสาร Skin Pharmacol Physiol ปี 2004</h4>
<p>การศึกษานี้ใช้ วิตามินซี ในรูป Ascorbic acid ความเข้มข้น 3% ครีม ตั้งสูตรตำรับเป็น O/W (เค้าบอกว่า จากที่เค้าทดลองแบบ in vitro สารที่มีคุณสมบัติเป็น Hydrophilic คือ ชอบน้ำ ละลายน้ำได้ดี เช่น วิตามินซี หากตั้งสูตรตำรับเป็น O/W จะปลดปล่อยออกมาได้ดีกว่าการตั้งสูตรตำรับแบบ W/O) ให้อาสาสมัครทดลองทา Ascorbic acid 3% ครีม นาน 1 สัปดาห์ พบว่า Ascorbic acid 3% ครีม สามารถลดการเกิดอนุมูลอิสระที่ผิวหนังจากการถูกกระตุ้นด้วย รังสี UVA ได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการทา Sodium ascorbyl-2-phosphate 3% ครีม (ซึ่งเป็นวิตามินซีในรูปที่เสถียรกว่า) และหลังจากให้อาสาสมัคร 25 คน ทดลองทา Ascorbic acid 3% ครีม นาน 1 เดือน แล้วเปรียบเทียบผลระหว่างหน้าด้านที่ทาครีม กับไม่ทาครีมพบว่า dermal papillae ด้านที่ทาครีมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Dermal papillae เป็นชั้นของผิวหนังที่อยู่ระหว่างหนังแท้ : Dermis และชั้นหนังกำพร้า : Epidermis เมื่ออายุมากขึ้นพบว่า จำนวนของ Dermal papillae จะลดลง) และเมื่อทดลองทา Ascorbic acid 3% ครีม นาน 12 สัปดาห์ พบว่า สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p>ยังมีการศึกษาอื่นๆอีกหลายการศึกษาที่ใช้ความเข้มข้น ของวิตามินซีสูงกว่าที่ 5-17% ทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน พบว่า</p>
<ul>
<li>สามารถลดความแก่ของผิวหน้าจากการถูกกระตุ้นด้วยแสงแดดได้ (Photoaging)</li>
<li>ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น</li>
<li>เพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวหนังได้</li>
</ul>
<p>สิ่งที่ต้องระมัดระวังการตั้งตำรับสกินแคร์ที่มีวิตามินซีอยู่ คือ เรื่อง &#8220;ความคงตัว&#8221; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วิตามินซีในรูป &#8220;Ascorbic acid&#8221; เพราะ ไวต่อออกซิเจนในอากาศ จะถูกออกซิไดซ์กลายเป็นสารที่มีสีเหลือง ซึ่งทำให้รู้สึกไม่น่าใช้ (นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ตำรับเครื่องสำอาง และยาที่มีวิตามินซีอยู่จึงมักทำเป็นสีออกเหลืองๆ ส้มๆ ครีมเพราะหากเกิดการเปลี่ยนสภาพจะไม่ค่อยรู้สึก)<br />
ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จึงมักทำให้อากาศผ่านเข้าออกได้น้อยเพื่อลดการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน, มีการนำวิตามินซีไปทำเป็นรูปแบบ encapsulation หรือ ไลโปโซม เพื่อเพิ่มความคงสภาพ, ปรับช่วง pH ของสูตรตำรับให้เหมาะสม ค่าpH ต้องเป็นกรด แต่หากเป็นกรดมากเกินไปก็จะไม่ดีต่อผิว ระคายเคืองผิวได้ค่ะ เพราะ pH ของผิวอยู่ที่ 5.5, ใช้น้ำในสูตรตำรับให้น้อย นอกจากนี้วิตามินซียังไวต่อแสง จึงต้องใช้บรรจุภัณฑ์ทึบแสง หรือขวดแก้วสีชา และยังไม่หมดค่ะ วิตามินซีถูกสลายด้วยความร้อนได้ด้วย ดังนั้นก็ต้องระวังในเรื่องการควบคุมอุณหภูมิหรือ ใช้เวลาในการสัมผัสความร้อนให้น้อยที่สุดค่ะ กลุ่ม derivatives ของวิตามินซี เช่น Ascorbyl phosphate ก็จะมีความคงตัวมากกว่า Ascobic acid และซึมผ่านผิวหนังได้ดีกว่า</p>
<p>โดยรวมๆแล้ว วิตามินซีในรูปแบบทา มีประสิทธิภาพที่ดีค่ะ ในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดความหมองคล้ำ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ ความคงสภาพ เพราะไวต่อการเกิดปฎิกิริยาทั้ง ออกซิเจน น้ำ แสง ความร้อน</p>
<p>แล้วพรุ่งนี้เราจะมาต่อกันกับวิตามินยอดฮิตในสกินแคร์ตัวสุดท้ายนะคะ คือ วิตามินอี ค่ะ</p>
<h4>ก่อนหน้า</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-a/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A<br />
</a><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-b3/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3</a></p>
<h4>อ่านต่อ</h4>
<p>ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงตอนที่ 3 นะคะ</p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-725 aligncenter" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี.jpg" alt="ส้ม-วิตามินซี" width="960" height="636" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี-600x398.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี-300x199.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/ส้ม-วิตามินซี-768x509.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">724</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-b3/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-b3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2016 08:19:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=715</guid>

					<description><![CDATA[จากที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วนะคะว่า วิตามินที่นิยมนำมาใส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากที่ได้เล่าไปในตอนที่แล้วนะคะว่า วิตามินที่นิยมนำมาใส่ในสกินแคร์กันมากมีหลักๆ 4 ตัว คือ วิตามิน A, วิตามิน B3, วิตามิน C และ วิตามิน E ซึ่งเรียกว่า 4 ตัวนี้เจอบ่อยมากๆ เป็นตัวพื้นฐานในสกินแคร์เลย</p>
<p>ตัวแรก วิตามิน A เราเล่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพจบไปแล้วนะคะใน ตอนที่ 1</p>
<p>มาถึงตัวที่ 2 กันบ้างนั่นคือ วิตามิน B3 หรือ ที่เรามักเห็นบ่อยๆ อีกชื่อหนึ่ง &gt;&gt;&gt; Niacinamide&lt;&lt;&lt; ตัวนี้จะพบบ่อยๆ ในสกินแคร์กลุ่มลดปัญหาสิว และลดความหมองคล้ำ หรือกลุ่มที่ปรับให้ผิวขาวกระจ่างใส (Whitening)</p>
<h2>วิตามิน B3</h2>
<p>วิตามิน B3 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ดี เป็นวิตามินที่สำคัญชนิดหนึ่งต่อผิวด้วยค่ะ เพราะเป็นสารตั้งต้น (Precursor) ที่จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นโคเอนไซม์ภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NAD (nicotinamide adenine dinucleotide) ซึ่งจะเกิดกระบวนการฟอสโฟรีเลชัน(phosphorylation) กลายเป็น NAD(P) และเกิดกระบวนการรีดักชันกลายเป็น NAD(H) หรือ NAD(PH) ซึ่งมีฤทธิ์เป็น Anti-oxidant (ต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งโคเอนไซม์ข้างต้นที่กล่าวมามีความเกี่ยวข้อง และช่วยในการทำงานร่วมกับเอนไซม์อื่นๆที่อยู่ในผิวหนังค่ะ</p>
<p>วิตามิน B3 รูปแบบที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์บ่อยๆ ได้แก่ niacinamide (อันนี้เจอบ่อยสุด), nicotinic acid, และในรูปเอสเทอร์ เช่น tocopheryl nicotinate, myristoyl nicotinate, และ benzyl nicotinate</p>
<h4>มีการศึกษาอย่างมากมายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวิตามิน B3 ต่อผิวค่ะ ขอแบ่งเป็นข้อๆ นะคะ</h4>
<p>1.สามารถทำให้โครงสร้างผิวหนัง (Skin barrier) แข็งแรงขึ้นได้ โดยสามารถเพิ่มจำนวนชั้นของโครงสร้างผิวหนัง จากการกระตุ้นการสร้างโปรตีน และชั้นไขมันที่ผิวหนัง และเมื่อวัดผล TEWL (Transepidermal water loss) ปริมาณน้ำที่สูญเสียจากผิวหนังแล้ว พบว่าหลังใช้วิตามิน B3 ผิวหนังสูญเสียน้ำลดลงค่ะ แสดงให้เห็นว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นหลังใช้</p>
<p>2.สามารถลดขนาดของรูขุมขน และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น เนื่องจากวิตามิน B3 สามารถลดการสร้างไขมัน (Sebum) ที่ถูกผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนังได้ จากคุณสมบัติข้อนี้นี่เองค่ะ จึงมีความนิยมในการนำวิตามิน B3 ไปใส่ในสกินแคร์ที่มีผลในการลดปัญหาสิว และลดความมันบนใบหน้า เพราะเมื่อไขมันถูกสร้างออกมาน้อยลง การเกิดสิวอุดตันก็จะน้อยลงไปด้วย</p>
<p>3.ลดการเกิด blotchy skin (ปื้นสีแดงที่ผิวหนัง บางครั้งจะรู้สึกคันระคายเคือง) เนื่องจากวิตามิน B3 จะทำให้โครงสร้างผิวหนังแข็งแรงขึ้น และลดการอักเสบที่ผิวได้</p>
<p>4.ลดการเกิดริ้วรอยขนาดเล็ก และริ้วรอยลึก จาก 2 กลไก คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง และลดการสร้าง GAG (Glucosaminoglycan) ที่มากเกินไปในชั้นผิวหนังส่วนบน (เชื่อว่า ปริมาณ GAG ที่มากเกินไปจะทำให้ผิวดูไม่สวยงาม อันนี้จากที่อ่านเข้าใจว่าคงประมาณว่าหาก GAG มากเกินผิวจะไม่เรียบเนียน)</p>
<p>5.ลดการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอ จุดด่างดำ โดยยับยั้งไม่ให้เมลาโนโซม (Melanosome) ถูกขนส่งจากเมลาโนไซท์ (Melanocyte) ไปสู่เซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า หากการขนส่งเมลาโนโซมถูกยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินก็จะถูกยับยั้งไปด้วย เราทราบกันดีว่าถ้าเม็ดสีเมลานินมากขึ้นที่ผิวหนังจะทำให้ผิวหมองคล้ำ และหากเกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินมากเฉพาะจุด ก็จะทำให้เกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำนั่นเองค่ะ</p>
<p>6.ลดความเหลืองของผิว (Yellowing) คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ของ NADP(H) โดยเฉพาะการยับยั้ง Protein glycation (ยับยั้งการเกิดการจับกลุ่มกันของโมเลกุลโปรตีนกับน้ำตาลด้วยพันธะโควาเลนท์บอนด์) ซึ่งเมื่อโปรตีนเกิดการ Cross-linked จะได้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายเป็นโปรตีนที่มีสีน้ำตาล (Yellow-brown protein) และเมื่อโปรตีนตัวนี้อยู่ที่ผิว จะทำให้ผิวดูเหลือง แต่วิตามิน B3 สามารถยับยั้งกระบวนการนี้ได้</p>
<p>ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับผลของวิตามิน B3 ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางค่ะ และยังพบว่าหากผิวขาดวิตามิน B3 จะทำให้ผิวไวต่อแสงที่มากระตุ้น และกระบวนการซ่อมแซมผิวหลังถูกแสงแดดทำร้ายก็จะโดนยับยั้งไปด้วย นอกจากนี้ยีนส์ Sirtuin ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยืดอายุขัยของเซลล์ และการซ่อมแซม ก็จะถูกยับยั้งเช่นกัน</p>
<p>ในสกินแคร์ จะใส่วิตามิน B3 ที่ความเข้มข้น 1-5%</p>
<h4>สิ่งที่ต้องระวังมากๆเกี่ยวกับวิตามิน B3 สำหรับคนที่ตั้งสูตรตำรับ มี 3 เรื่องค่ะ คือ</h4>
<ol>
<li>ระวังเรื่องกระบวนการ Hydrolysis เนื่องจากหากเกิดสิ่งนี้แล้ว Niacinamide และ nicotinate esters จะถูกเปลี่ยนเป็น Nicotinic acid ซึ่งมีความระคายเคืองผิว ทำให้ผิวเกิดอาการแดง เรียกว่า Flushing effect แม้ความเข้มข้นแค่ 1% ก็สามารถทำให้เกิดอาการนี้ได้ ถ้าใส่น้อยๆ ก็มีบางผลิตภัณฑ์ใส่ลงไปเหมือนกันเพื่อให้ผิวขาวอมชมพู</li>
<li>การปรับ pH ต้องอยู่ในช่วง 4-7 ไม่เช่นนั้นก็จะไม่คงสภาพ และเกิด Hydrolysis</li>
<li>สารที่ใส่ร่วมในตำรับ หากเป็นสารที่มีความเป็นกรด เช่น Salicylic acid หรือ สารที่เกิดปฎิกิริยาเคมีกันได้ เช่น Zinc oxide ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะตำรับที่ได้จะมีปัญหาความไม่คงสภาพของวิตามิน B3</li>
</ol>
<p>สำหรับตอนต่อไปของ วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม (ตอนที่ 3) ซึ่งเป็นตอนต่อไป เราจะเล่าเกี่ยวกับวิตามิน C</p>
<p>อย่าลืมติดตามนะคะ น่าสนใจมากๆค่ะ</p>
<h4>ก่อนหน้า</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-a/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A</a></p>
<h4>อ่านต่อ</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-c/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C</a></p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li>หนังสือ Cosmeceuticals 3 rd edition: Procedures in Cosmetic Dermatology Series</li>
<li>Donald L. Bissett, PhD (2009).Common cosmeceuticals : Clinics in Dermatology,27,435-445</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="alignleft size-full wp-image-716" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3.jpg" alt="vitamin-b3" width="960" height="720" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-600x450.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-300x225.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-768x576.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/Vitamin-B3-370x277.jpg 370w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-b3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">715</post-id>	</item>
		<item>
		<title>วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 1 : Vitamin A</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-a/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Nov 2016 10:44:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[vitamin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=712</guid>

					<description><![CDATA[ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า และผิ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า และผิวกายทั่วไป มักจะมีการใส่วิตามินลงไป เพื่อช่วยในการบำรุงผิว ให้ความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ต้านอนุมูลอิสระ ลดจุดด่างดำ ฯลฯ เรียกได้ว่าใส่กันจนเป็นสารสำคัญพื้นฐานที่ต้องมีในเครื่องสำอางเลยก็ว่าได้ Jaslyn จะมาเล่า ให้ฟังเกี่ยววิตามินที่มักมีการใส่ในสกินแคร์ 4 ตัว คือ Vitamin A, Vitamin B3, Vitamin C และ Vitamin E</p>
<p>มาเริ่มที่ตัวแรกกันเลยค่ะ</p>
<h2>วิตามิน เอ (Vitamin A)</h2>
<p>วิตามิน เอ มีการใช้หลายรูปแบบ เช่น retinol, retinyl ester (เช่น retinyl acetate, retinyl propionate,<br />
และ retinyl palmitate), retinoldehyde เมื่อทาลงบนผิวหนังจะถูกเอนไซม์บนผิวหนัง (endogenous enzyme) เปลี่ยนแปลงให้กลายเป็น trans-retinoic acid ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับผิวหนังในแง่ของการชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย</p>
<h4>กลไกการทำงานของวิตามิน A</h4>
<p>จากการทดลองแบบ in-vitro (คือ การทดลองในแล็ป ในหลอดทดลอง ไม่ได้ทดลองในสิ่งมีชีวิต หรือคน) trans-retinoic acid จะไปมีผลกับ นิวเคลียสที่ตัวรับของโปรตีนบนผิวหนัง แล้วไปส่งผลกับบางตำแหน่งเฉพาะที่อยู่บน DNA แล้วกระตุ้นให้เกิดการทรานสคริปชัน ส่งผลให้เกิดการลดลง (depression) หรือ เพิ่มขึ้น (expression) ของโปรตีนเฉพาะ หรือ เอนไซม์บางตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการชะลอวัย เพราะสามารถกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังหนาตัวขึ้น จึงทำให้ริ้วรอยขนาดเล็ก และริ้วรอยลึกแลดูจางลง ตัวอย่างเช่น เพิ่มจำนวนเซลล์ (Poliferation) และ เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เหล่านั้นไปทำหน้าที่ต่างๆ (Differntiation) ของเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ซึ่งจะส่งผลให้ชั้นหนังกำพร้าหนาตัวขึ้นนั่นเองค่ะ, กระตุ้นให้ GAG (Glycosaminoglycan) ซึ่งอยู่ในชั้นผิวหนังหนาตัวขึ้น ก็จะทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และดูหนาฟูขึ้น เพราะ GAG ทำหน้าที่จับกับโมเลกุลของน้ำ, กระตุ้นการสร้าง Collagen ซึ่งอยู่ในชั้นผิวหนังให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า สามารถยับยั้ง เอนไซม์ Collagenase ซึ่งมีบทบาทในการสลาย Collagen ได้ และ ยังมีผลลดการเพิ่มปริมาณของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีเมลานิน ดังนั้นจุดสามารถลดจุดด่างดำได้ด้วย</p>
<p>ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของ Retinoid ในรูปแบบทา ค่อนข้างดี ผลในการเพิ่มความหนาของชั้นผิวหนัง เห็นผลได้ในระยะเวลาไม่กี่วัน, ผลในการลดริ้วรอยขนาดเล็กก็เห็นได้ค่อนข้างเร็ว ส่วนผลในการกระตุ้น Dermal metrix เช่น การสร้างคอลลาเจน อันนี้จะใช้ระยะเวลาในการเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์หนึ่งขึ้นไป จนถึงเป็นเดือน ส่วนประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยร่องลึก อันนี้จะใช้เวลานานหน่อย นานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือนค่ะ</p>
<p>สารในกลุ่ม Retinoid ในรูปแบบทาค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นขนาดความเข้มข้นที่ใส่ในเครื่องสำอางทั่วไป จะน้อยกว่า 1% (แม้จะใส่น้อยกว่า 1% แต่ก็เห็นผลค่ะ)</p>
<p>จากการทดลอง แบบ Double-blind แบ่งหน้าออกเป็น 2 ด้าน ด้านที่ 1 ให้ทา retinol และ retinyl propionate หน้าด้านที่ 2 ให้ทา ครีมหลอก (ครีมเปล่าๆ) นาน 12 สัปดาห์ แล้วเปรียบเทียบผล พบว่าด้านที่ได้รับ retinol และ retinyl propionate มีริ้วรอย และ ความผิดปกติของเม็ดสีผิว ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
<p>แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของ Retinoid ที่มักพบคือ สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังได้ เมื่อจะนำมาใช้ในเครื่องสำอาง จึงมักเลือกโครงสร้างที่มีการระคายเคืองน้อยมาใช้ค่ะ ซึ่งจากการทดลอง พบว่า trans-retinoic acid จะระคายเคืองผิว (ผิวทนได้น้อยกว่า) Retinol, Retinoldehyde กับ Retinol ระคายเคืองผิวพอๆกัน, ส่วนวิตามินเอในรูปของเอสเทอร์ระคายเคืองน้อยกว่า : Retinol ester จะระคายเคืองน้อยกว่า Retinol ในการตั้งสูตรตำรับเครื่องสำอางอาจจะมีการนำวิตามินเอไปบรรจุในไลโปโซมให้ค่อยๆปลดปล่อยวิตามินเอออกมา ก็จะช่วยลดการระคายเคืองได้ รวมทั้งอาจจะใส่สารสำคัญตัวอื่นที่มีฤทธิ์ลดการระคายเคือง ลดการอักเสบลงไปก็ได้เช่นกัน</p>
<p>อีกข้อนึงที่ต้องระวังเกี่ยวกับการตั้งตำรับที่มีวิตามินเอคือ เรื่องความคงตัว เนื่องจากวิตามินเอไวต่อแสง และออกซิเจนในอากาศ ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ทึบแสง หรือป้องกันแสง และอากาศภายนอกไม่ควรผ่านเข้าสู่บรรจุภัณฑ์ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน แล้ววิตามินเสียสภาพ และควรใส่สาร Anti-oxidant ลงไปในตำรับเพื่อลดการเกิดออกซิเดชันค่ะ นอกจากนี้การนำวิตามินเอบรรจุในรูปแบบไลโปโซม หรือ ทำเป็น encapsulation ก็สามารถเพิ่มความคงตัวของวิตามินเอได้ค่ะได้ค่ะ</p>
<p>พรุ่งนี้เล่าจะมาเล่าต่อเกี่ยวกับวิตามินในสกินแคร์ตัวที่ 2 กันนะคะ คือ วิตามิน บี3 ค่ะ</p>
<h4>อ่านต่อ</h4>
<p><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-b3/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 2 : Vitamin B3<br />
</a><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%8C-vitamin-c/">วิตามินในสกินแคร์ มีผลต่อผิวจริงไหม ตอนที่ 3 : Vitamin C</a></p>
<h4>อ้างอิง :</h4>
<p>Donald L. Bissett, PhD (2009).Common cosmeceuticals : Clinics in Dermatology,27,435-445.</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-713 size-full" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/วิตามินใน-skin-care.jpg" alt="วิตามินใน-skin-care" width="476" height="315" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/วิตามินใน-skin-care.jpg 476w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/11/วิตามินใน-skin-care-300x199.jpg 300w" sizes="(max-width: 476px) 100vw, 476px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c-vitamin-a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">712</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
