<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 21 Apr 2017 09:49:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.2</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>อันตรายครีมปรอท ขาวใส 3 วัน 7 วัน &#8230; หน้าพัง ไตพัง ไม่รู้ตัว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Jaslyn_Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2017 09:44:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1744</guid>

					<description><![CDATA[ครีมปรอท อันตรายที่มากับความขาว ผลในเรื่องความขาว กระจ่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ครีมปรอท อันตรายที่มากับความขาว</h2>
<p>ผลในเรื่องความขาว กระจ่างใส เป็นผลลัพธ์ยอดฮิตที่สาวๆส่วนใหญ่ต้องการ ทำให้ครีมผิวขาว หรือ Whitening เป็นครีมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน ยิ่งครีมเห็นผลลัพธ์เร็ว ขาวขึ้นทันที ขาวขึ้นรวดเร็วเพียงข้ามคืน ขาวขึ้นภายใน 3 วัน &#8230; 7 วัน ยิ่งเป็นที่ต้องการ และได้รับความนิยมเพราะขาวไวทันใจ</p>
<p>แต่ทราบมั๊ยคะว่า ครีมผิวขาว (Whitening) เหล่านี้พบว่ามีจำนวนไม่น้อยราว 20% แอบใส่สารอันตรายที่ อย. ไม่อนุญาติอยู่ หนึ่งในบรรดาสารอันตรายที่ใส่ในครีมหน้าขาว คือ สารปรอท (จริงๆแล้วยังมีสารอันตรายอีกหลายตัวที่มักตรวจเจอในครีมหน้าขาว เช่น ไฮโดรควิโนน ซึ่งพอใช้ไปแล้วมีผลข้างเคียงทำให้เกิด ฝ้าถาวร ผิวกระดำกระด่าง ตาดำพิการ!!! เราได้เขียนไปแล้วในบทความก่อนหน้าสามารถอ่านบทความเต็มได้ตามลิงค์นี้ค่ะ  &gt;&gt;&gt; <a href="https://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%87/%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2/">ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว</a> ) สเตียรอยด์, กรดเรติโนอิก</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-1745 size-full" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01.jpg" alt="อันตรายครีมปรอท" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>แต่เอาเป็นว่า เรามาพูดถึงเรื่องอันตรายจากการใช้ครีมที่มีสารปรอทกันก่อนนะคะ</h4>
<p><strong>สารปรอท</strong> เป็นสารต้องห้ามในเครื่องสำอางที่ <strong>อย. ห้ามใส่ลงไปในเครื่องสำอางโดยเด็ดขาด ครีมตัวไหนมีสารปรอทผสมอยู่ถือว่าผิดกฎหมาย</strong> ปรอทสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิว เมื่อเม็ดสีเมลานินซึ่งมีสีน้ำตาล,สีเหลือง ที่ผิวถูกสร้างลดลงผิวจึงขาวขึ้น แม้จะช่วยให้ผิวขาวเร็ว แต่พบว่าสารปรอทนั้นมีอันตรายมากเช่นกัน</p>
<p>สารปรอทสามารถทำให้เกิด ผื่นแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร ผิวบางลง และหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมของสารปรอทที่ผิวหนัง และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ตับและไตอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ สมองอักเสบได้ค่ะ และหากใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่แล้วไปใช้ครีมที่มีสารปรอท สารปรอทสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปถึงทารกในครรภ์ได้ด้วยทำให้เด็กเกิดภาวะสมองพิการ!!!</p>
<p>มีการศึกษาผลของสารปรอทในหนู โดยทาครีมสำหรับผิวขาวกระจ่างใสที่มีส่วนผสมของสารปรอทอยู่เป็นระยะเวลานาน 1 เดือน พบว่าสามารถตรวจพบสารปรอทสะสมในเนื้อเยื่อของตับ, สมอง, ไต และพบว่าแม้ทาไปเพียง 3 วัน ก็สามารถตรวจพบปรอทในเนื้อเยื่อหนูได้แล้ว และพบว่าปริมาณสารปรอทที่สะสมขึ้นกับจำนวนครั้งในการทา ยิ่งทาเยอะ ทาบ่อย ยิ่งพบปริมาณสะสมมาก และพบว่าการใช้ต่อเนื่องอาจจะส่งผลให้เกิดการทำลายเกิดความเสียหายอย่างถาวรต่อเนื้อเยื่อตับ สมอง และไตค่ะ ใครอยากอ่านงานวิจัยฉบับเต็ม ไปอ่านได้ตามลิงค์นี้นะคะ งานวิจัย เรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/14669908">Histopathological effects of mercury in skin-lightening cream. โดย Al-Saleh I และคณะ</a></p>
<p>หลายคนคงคุ้นๆกับชื่อโรคนี้นะคะ <strong>โรคมินามาตะ</strong> (เคยท่องตอนเรียนสมัยเด็กๆ) โรคนี้ตั้งตามชื่อเมืองมินามาตะ ในญี่ปุ่น เป็นเมืองที่เคยเกิดปัญหาการปนเปื้อนของสารปรอทจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่สิ่งแวดล้อม โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชาตามแขนขา อัมพาต แขนขาบิดเบี้ยว ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ มีผลต่อสมอง และระบบประสาท เมื่อนำสมองของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มาศึกษาจะพบว่าเนื้อสมองถูกทำลาย เนื้อสมองหายไป และมีลักษณะพรุนคล้ายฟองน้ำค่ะ ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เกิดจากพิษของปรอทที่สะสมในร่างกาย</p>
<p>ดังนั้นหากสาวๆจะเลือกใช้เครื่องสำอางใดๆ อย่าดูเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นเพียงอย่างเดียวนะคะ ต้องดูความปลอดภัยระยะยาวกันด้วยแม้จะขาวกระจ่างใสรวดเร็ว แต่หากมีอันตรายมากมายอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ก็ไม่ควรใช้ค่ะ ในการผลิตเครื่องสำอางยังมีสารอีกมากมายค่ะ ที่มีประสิทธิภาพดีที่ช่วยในเรื่องความขาวกระจ่างใสได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารอันตราย</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li><a href="https://www.fda.gov/ForConsumers/ConsumerUpdates/ucm294849.htm">บทความเรื่อง Mercury Poisoning Linked to Skin Products โดย U.S. FDA</a></li>
<li><a href="http://med.mahidol.ac.th/ramapharmacy/th/knowledge/general/04072016-2055-th">บทความเรื่อง   อันตรายจากสารต้องห้ามในเครื่องสำอาง โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลฝ่ายเภสัชกรรม</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1744</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ขวดปั๊มสุญญากาศคืออะไร</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Feb 2017 20:56:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[บรรจุภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปั๊มสุญญากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1435</guid>

					<description><![CDATA[ขวดปั๊มสุญญากาศ (Airless pump) คือ ขวดปั๊มที่ไม่มีท่อปั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ขวดปั๊มสุญญากาศ (Airless pump) คือ ขวดปั๊มที่ไม่มีท่อปั๊ม (หรือไส้ปั๊ม) แต่มีคอปั๊ม หัวปั๊ม และแกนกระบอกสุญญากาศ ใช้หลักการของสุญญากาศในการปั๊มเนื้อครีม โดยเมื่อปั๊มเนื้อครีมออกมาในระบบปิด จะไม่มีการอากาศไหลย้อนเข้าไปแทนที่ปริมาตรเนื้อครีมที่หายไปเหมือนขวดปั๊มทั่วไป ทำให้ภายในเกิดเป็นสุญญากาศจึงสามารถดึงแกนกระบอกสุญญากาศยกขึ้นมาแทนที่ปริมาตรที่หายไป</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1440" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/airless-pump.jpg" alt="" width="368" height="506" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/airless-pump.jpg 368w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/airless-pump-218x300.jpg 218w" sizes="(max-width: 368px) 100vw, 368px" /></p>
<p style="text-align: center;">รูปภาพจาก <a href="http://www.airlessbottles.com/images/airless-pump.jpg" data-gallery>http://www.airlessbottles.com/images/airless-pump.jpg</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2>ข้อดีของขวดปั๊มสุญญากาศ</h2>
<ol>
<li>สามารถดูดเนื้อของผลิตภัณฑ์ออกมาได้หมดขวด ไม่เหมือนขวดปั๊มทั่วไปที่มักมี dead volume บริเวณที่ไส้ปั๊มไม่สามารถดูดถึง</li>
<li>การปั๊มผลิตภัณฑ์ไม่มีอากาศเข้าไปแทนที่ ทำให้ช่วยป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อโรคในอากาศและสิ่งแวดล้อมภายนอกได้</li>
<li>เนื้อครีมที่ยังไม่ถูกใช้ไม<wbr />่สัมผัสกับมือเราโดยตรง ทำให้ลดการปนเปื้อนของเชื้อ<wbr /> และสิ่งสกปรกจากมือสู่เนื้อ<wbr />ครีม</li>
</ol>
<h2><b></b>ข้อเสียของขวดปั๊มสุญญากาศ</h2>
<ol>
<li>ข้อเสียของปั๊มสุญญากาศที่พบบ่อยที่สุดคือปั๊มเนื้อครีมไม่ออก</li>
</ol>
<h4><strong>ทำไมปั๊มไม่ออก</strong></h4>
<p>สาเหตุที่พบบ่อยมี 2 สาเหตุ คือ</p>
<ol>
<li>บรรจุเนื้อครีมมาน้อยเกินไป ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเนื้อครีมและคอปั๊ม ส่งผลให้ด้านในผลิตภัณฑ์ไม่เป็นสุญญากาศ</li>
<li>เนื้อครีมเกิดการยุบตัวเมื่อทิ้งไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเนื้อครีมและคอปั๊ม</li>
</ol>
<h4>การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น</h4>
<p>หากเกิดจากสาเหตุที่ 1 ให้ลองกดปั๊มหลายๆครั้งเพื่อเอาอากาศภายในออกก่อน เมื่อภายในเป็นสุญญากาศแล้วจะสามารถปั๊มได้ตามปกติ แต่ถ้าหากเกิดจากสาเหตุที่ 2 อาจลองคว่ำขวดทิ้งไว้ข้ามคืน หากไม่ได้ผลต้องลองคว่ำขวดแล้วเขย่าแรงๆ หรืออาจต้องกระแทกลงกับพื้นแข็งๆ (หาอะไรมารองด้วย) จากนั้นลองกดปั๊มผลิตภัณฑ์ออกมาอีกหลายๆครั้ง เพื่อให้เนื้อครีมกลับมาสัมผัสกับคอปั๊ม ไม่ควรแก้ไขด้วยการเปิดฝาผลิตภัณฑ์เพราะจะทำให้มีอากาศเข้าไปในระบบ เกิดการปนเปื้อน และความดันจากอากาศภายนอกจะทำให้ปริมาตรเนื้อครีมยุบตัว ทำให้การกดปั๊มในครั้งต่อไปยากขึ้น หรืออาจปั๊มไม่ขึ้นอีกเลย</p>
<h4>หากพบผลิตภัณฑ์ของ Jaslyn มีปัญหาปั๊มไม่ขึ้นควรทำอย่างไร</h4>
<p>หากพบปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานผลิตภัณฑ์ ขอให้ท่านแจ้งข้อร้องเรียนมาโดยทันที ซึ่งท่านสามารถร้องเรียนได้ 3 ช่องทางคือ</p>
<ol>
<li>ส่งข้อความร้องเรียนมาใน facebook fanpage &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://www.facebook.com/Jaslynsense/messages/">https://www.facebook.com/Jaslynsense/messages/</a></li>
<li>ส่งข้อความร้องเรียนมาใน line @jaslynsense &gt;&gt;&gt;&gt;&gt;<a href="https://line.me/R/ti/p/%40yjy6031q"> https://line.me/R/ti/p/%40yjy6031q</a></li>
<li>ตั้งกระทู้ร้องเรียนในเว็บบอร์ดสาธารณะ jaslyn &gt;&gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://www.jaslynsense.com/forums/forum/ร้องเรียน-รายงานปัญหา/">https://www.jaslynsense.com/forums/forum/ร้องเรียน-รายงานปัญหา/</a></li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1439" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ปั๊มสุญญากาศ.jpg" alt="" width="293" height="573" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ปั๊มสุญญากาศ.jpg 293w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ปั๊มสุญญากาศ-153x300.jpg 153w" sizes="(max-width: 293px) 100vw, 293px" /></p>
<p>รูปภาพจาก <a href="http://thumbs.picclick.com/00/s/NjAwWDYwMA==/z/~O8AAOSw~gRVk8FW/$/5-8-10-15ml-Empty-Airless-Pump-bottles-Vacuum-Clear-Cosmetic-_57.jpg" data-gallery>http://thumbs.picclick.com/00/s/NjAwWDYwMA==/z/~O8AAOSw~gRVk8FW/$/5-8-10-15ml-Empty-Airless-Pump-bottles-Vacuum-Clear-Cosmetic-_57.jpg</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1435</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Feb 2017 18:18:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[ฝ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1373</guid>

					<description><![CDATA[ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว ไฮโดรควิโนน (Hydroqui [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว</h2>
<p><strong>ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)</strong> เป็นสารต้องห้าม ที่ อย. ประกาศ <strong>ห้ามใส่ในเครื่องสำอางเด็ดขาด</strong> แต่ในปัจจุบันก็ยังมีการตรวจพบว่ามีหลายเจ้าที่ไม่จริงใจ แอบใส่เจ้าสารตัวนี้ลงไป โดยเฉพาะในเครื่องสำอางกลุ่มที่ช่วยให้ผิวขาว (Whitening)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1374" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01.jpg" alt="ฝ้า กระ" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ไฮโดรควิโนน เป็นสารที่ถูกค้นพบตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ราวๆ ค.ศ. 1935 โดยนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งสังเกตเห็นว่าผิวของคนงานในโรงงานยางจากที่เคยด่างดำ กลับกลายเป็นขาวขึ้น จึงสงสัยว่าน่าจะเกิดจากสารเคมีบางตัวที่ใช้เป็นน้ำยาในโรงงานยางแน่ๆ เลยนำมาศึกษาและพบว่า สารเคมีที่ทำให้ขาวขึ้นคือ อนุพันธ์ของไฮโดรควิโนน (Monobenzyl Ether of Hydroquinone)</p>
<p>หลังจากนั้น ไฮโดรควิโนน ก็ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่น่าตื่นเต้น ในวงการเครื่องสำอางช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นครีมช่วยให้ผิวขาว เนื่องจากไฮโดรควิโนนสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสภายในเมลาโนไซท์ได้ ทำให้ไม่เกิดการย่อยกรดอะมิโนไทโรซิน(ซึ่งเป็นสารตั้งต้น) ให้กลายเป็น เม็ดสีเมลาโทนิน เรียกว่า เจ้าไฮโดรควิโนนไปยับยั้งกลไกการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ทำให้เกิดจุดด่างดำนั่นเองค่ะ</p>
<p>ใช้กันมานานราว 20 ปี จนในที่สุดพบว่า ไฮโดรควิโนน มันมีผลเสียต่อผิว เรียกว่า <strong>ขาว แต่ไม่สวย</strong> คือ ทำให้ผิวเสียไปเลย ผิวลอก ผิวระคายเคือง เกิดด่างขาว พอใช้นานๆ เกิดสีผิวกระดำ กระด่าง พบรอยดำบริเวณจมูก แก้ม เกิดฝ้าถาวร และรอยด่างดำยังสามารถกระจายไปยังส่วนอื่นที่ไม่ได้ทาไฮโดรควิโนนด้วย (อ้าว! ทีนี้ไม่ขาวละ ผิวด่าง ดำ แทน) &gt;&gt;&gt; พังคร่า ผิวพัง!!!</p>
<p>ต่อมามีการศึกษาถึงพิษของไฮโดรควิโนนเพิ่มเติมอีกมากมาย พบว่า ไฮโดรควิโนนสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง และสามารถทำให้ตาดำพิการถาวรได้</p>
<p>ประเทศไทยเราเป็นเมืองร้อน แดดแรง หากใช้ครีมที่มีไฮโดรควิโนนยิ่งมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบว่า การสัมผัสแสงแดดเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดผลแบบย้อนกลับของไฮโดรควิโนน (reverse effect) คือ กระตุ้นให้เกิดเม็ดสีเมลานิน แทนที่จะยังยั้งเม็ดสีเมลานิน และปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิด Reverse effect คือ การใช้ไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูงเกินไป, ผู้ใช้มีโทนสีผิวเข้ม (Darker skin type)</p>
<p style="text-align: center;">ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้ในปัจจุบัน อย. ไทย ประกาศห้ามใส่ ไฮโดรควิโนน ในเครื่องสำอางทั่วไปแล้ว &gt;&gt;&gt; จัดเป็นสารต้องห้าม!!!</p>
<p>อย่างไรก็ตาม อย. ไทย ยังอนุญาตให้สามารถใช้ไฮโดรควิโนนได้บ้าง แต่<strong>ต้องใช้โดยแพทย์ผิวหนังซึ่งมีความเชี่ยวชาญเท่านั้น</strong> เพื่อประโยชน์ในการใช้รักษาฝ้าค่ะ (เพราะมันลดฝ้าได้ดี + ราคาไม่แพง) และต้องใช้ความเข้มข้นตามที่ อย. กำหนด คือ ไม่เกิน 2%</p>
<p>ในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก็มีกฎหมายห้ามใส่ ไฮโดรควิโนน เช่นเดียวกันกับบ้านเรา (ออกกฎหมายหลัง อย. บ้านเราด้วย) แต่อนุญาตให้ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ที่ความเข้มข้นไม่เกิน 0.3%</p>
<p>ในอเมริกา ไฮโดรควิโนนครีม ที่ความเข้มข้น 2% ยังมีขายเป็นเครื่องสำอางอยู่ตามเคาท์เตอร์ปกติ (OTC = Over the counter) หากความเข้มข้นเกิน 2% ต้องมีใบสั่งแพทย์จึงจะสามารถซื้อได้</p>
<p>ส่วนในเครื่องสำอางที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค แอบใส่ไฮโดรควิโนน โดยส่วนใหญ่ มักตรวจพบว่ามีการใส่ไฮโดรควิโนน ประมาณ 5% (โอ๊ย!!! สูงกว่าหมอใช้ ตั้ง 2.5 เท่า) เพื่อหวังผลให้ขาวเร็ว ตบตาผู้บริโภค โดยไม่ได้สนใจผลข้างเคียงหรืออันตรายที่ตามมากับผู้บริโภคที่ซื้อไปใช้</p>
<p>ดังนั้น หากจะซื้อครีมที่ช่วยให้ผิวขาว ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ฉลากถูกต้องตามที่ อย. กำหนด มีเลขจดแจ้ง มีที่อยู่ สถานที่ผลิตและบริษัทจัดจำหน่ายชัดเจน รวมถึงมีเลขล็อท วันผลิต วันหมดอายุ ครบถ้วนด้วยค่ะ</p>
<h4></h4>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1373</post-id>	</item>
		<item>
		<title>รู้หรือไม่ แสงแดด คือ ตัวการทำร้ายผิวอันดับ 1 และข้อควรรู้เกี่ยวกับครีมกันแดด</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2017 18:17:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[sunprotection]]></category>
		<category><![CDATA[Sunscreen]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1230</guid>

					<description><![CDATA[แสงแดด คือ ตัวการทำร้ายผิวอันดับ 1 และ ข้อควรรู้เกี่ยวก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>แสงแดด คือ ตัวการทำร้ายผิวอันดับ 1 และ ข้อควรรู้เกี่ยวกับครีมกันแดด</h2>
<p>ใครที่อยากมีผิวสวย กฎเหล็กอันดับ 1 ที่ต้องปฎิบัติเลย คือ <strong>หลีกเลี่ยงแสงแดด</strong> ค่ะ</p>
<p>แสงแดดเป็นตัวการทำให้ผิวของเราเหี่ยว และแก่เร็วกว่าวัย มีศัพท์โดยเฉพาะสำหรับความแก่ที่เกิดจากแสงแดด เรียกว่า <strong>Photoaging</strong> ซึ่งหมายถึง Aging Produce by Light แปลตรงๆว่า ความแก่ที่เกิดขึ้นจากแสงแดด</p>
<p>โดยธรรมชาติ เราจะมี เม็ดสีเมลานิน (Melanin) คอยปกป้องผิวจากการทำร้ายของแสงแดด ซึ่งจะมีปริมาณแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ พันธุกรรม แม้ในบางคนที่มีปริมาณเม็ดสีเมลานินเข้มข้น เช่น คนผิวดำ ก็ยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะปกป้องผิวจากแสงแดดจนหยุด Photoaging ได้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1232" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01.jpg" alt="ข้อควรรู้เกี่ยวกับครีมกันแดด" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/sunscreen1-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ถึงแม้เม็ดสีเมลานินจะช่วยป้องกันผิวเราจากรังสียูวีได้บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพออย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น การที่ผิวของเราได้รับรังสียูวีอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระที่ผิวหนัง เมื่อมีปริมาณมากก็จะกระตุ้นให้เกิดการเสื่อมสลายของคอลลาเจน และอิลาสติน และนำไปสู่การเกิด Photoaging ในที่สุด เมื่อถึงตรงนี้ริ้วรอยความเหี่ยวย่น ก็จะเริ่มตามมาแล้วค่ะ</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ครีมกันแดดที่ดี ที่เราจะเลือกใช้ หลักๆแล้ว ควรสามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB จากแสงแดด</strong></p>
<p>ครีมกันแดดที่มีขายในท้องตลาดโดยทั่วไป จะสามารถป้องกัน UVB ซึ่ง ทำให้ผิวเกิดการไหม้แดดได้อยู่แล้ว ในส่วนของ UVA หากมีการโฆษณาว่าสามารถป้องกัน UVA ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความแก่ และทำร้ายผิว ทะลุผิวได้ลึกกว่า UVB นั้น ต้องมีส่วนประกอบของ สาร 3 ชนิดนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง (เป็นตัวที่องค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา รับรองว่า สามารถป้องกันรังสียูวีเอได้) คือ <strong>ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide), ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) และ อโวเบนโซน (Avobenzone)</strong> ให้ตรวจสอบส่วนประกอบของเครื่องสำอางก่อนซื้อ หากมีสารเหล่านี้ในครีมกันแดดถึงจะโอเครในการป้องกันรังสื UVA</p>
<h4>ข้อควรรู้เกี่ยวกับครีมกันแดด</h4>
<ol>
<li>รังสียูวีเอ (UVA) อันตรายกว่า รังสียูวีบี (UVB) เพราะทะลุชั้นผิวหนังได้ลึกกว่า จำง่ายๆ UVA &#8230; A = Aging คือทำให้แก่ UVB … B = Burn คือทำให้ผิวไหม้</li>
<li>SPF คือ Sun Protection Factor บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากยูวีบี (UVB) ไม่เกี่ยวกับ ยูวีเอ (UVA)</li>
<li>ครีมกันแดดที่ควรเลือกใช้ ตามคำแนะนำของสถาบันผิวหนังต่างๆทั่วโลก ควรมีค่า SPF 15 หรือ มากกว่า และควรสามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB</li>
<li>ปริมาณครีมกันแดดที่ต้องทา เพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์ คือ 2 มิลลิกรัมของครีม/พื้นที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร แต่ในความเป็นจริงผู้ใช้ทั่วไปมักทาไม่ถึงปริมาณที่แนะนำ (ทากันแค่ครึ่งเดียวเกือบทุกคน) จึงเป็น สาเหตุที่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้ทาครีมกันแดดที่ SPF 30</li>
<li>แม้ในสภาวะมืดครึ้ม ดูแล้วแดดไม่แรงก็ต้องทาครีมกันแดด เพราะรังสียูวียังมุ่งตรงมาที่โลกเราตลอดเวลา</li>
<li>ควรหลบแดดในช่วง 10.00 – 16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสียูวีเข้มข้นมาก</li>
<li>เวลาทาครีมกันแดดให้ทาเน้นบริเวณปลายจมูกเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่ไวต่อแดด ระคายเคืองได้ง่าย</li>
<li>เมื่อต้องออกแดดจัด ควรสวมแว่นตากันแดด ที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้, สวมหมวกปีกกว้าง, และเสื้อผ้ากันยูวี</li>
<li>การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง อาจจะทำให้ได้รับการระคายเคืองจากสารเคมีที่เข้มข้นสูงได้ ไม่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF เกิน 50 เปลี่ยนเป็นการทำซ้ำจะดีกว่าการใช้ SPF สูงๆ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1230</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เทคนิคการทำความสะอาด และบำรุงผิวรอบดวงตา สำหรับสาวหน้าแน่น</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%94/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Jan 2017 15:05:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[Eye care]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1041</guid>

					<description><![CDATA[เทคนิคการทำความสะอาด และ บำรุงผิวรอบดวงตา สำหรับสาวหน้า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>เทคนิคการทำความสะอาด และ บำรุงผิวรอบดวงตา สำหรับสาวหน้าแน่น</h2>
<p>ช่วงนี้สาวๆหลายคน คงมีคิวออกงานที่แน่นเอี๊ยดกันเลยใช่มั๊ยคะ ทั้งงานปาร์ตี้ งานดินเนอร์ งานแต่ง ช่วงนี้หน้าหนาวฤกษ์งามยามดีเยอะ งานเพื่อนเจ้าสาวก็มา ซึ่งรับรองว่างานนี้ไม่มีแต่งหน้ากันแบบซอฟท์ๆแน่นอน จัดเต็มกันทั้ง เสื้อผ้า หน้า ผม โดยเฉพาะการแต่งตา ทั้งไพร์มเมอร์ อายเชโดว์ กลิตเตอร์ อายไลน์เนอร์ ขนตาปลอม มาสคาร่ากันน้ำ เรียกว่า หน้าแน่นกันสุดๆ</p>
<p>แต่เมื่อสิ้นสุดงานเลี้ยง แม้ลากยาวตลอดคืนกันขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ การดูแลทำความสะอาด และ บำรุงผิวรอบดวงตา ค่ะ ถ้าหากอยากมีผิวรอบดวงตาที่ดูดี ไม่มีรอยตีนกา ดูไม่หมองคล้ำ ไม่เหี่ยวย่น</p>
<p>ซึ่งวันนี้ Jaslyn มีเทคนิคการทำความสะอาด และ บำรุงผิวรอบดวงตา มาฝากกัน</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1042" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/eyeremover-01.jpg" alt="บำรุงผิวรอบดวงตา ทำความสะอาดผิวรอบดวงตา" width="932" height="669" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/eyeremover-01.jpg 932w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/eyeremover-01-600x431.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/eyeremover-01-300x215.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/eyeremover-01-768x551.jpg 768w" sizes="(max-width: 932px) 100vw, 932px" /></p>
<ol>
<li>
<h4>แม้ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน อย่าลืมทำความสะอาดผิวรอบดวงตา ด้วย Eye-Remover</h4>
</li>
</ol>
<p>ผิวรอบดวงตา เป็นบริเวณที่บอบบางเป็นพิเศษ หากเพื่อนๆแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางกันน้ำ เครื่องสำอางที่ล้างออกยากอยู่ ก็ควรใส่ใจส่วนนี้เป็นพิเศษเช่นกันค่ะ ด้วยการใช้ Eye-Remover ซึ่งจะมีลักษณะเป็น Oil เพราะจะสามารถละลายพวกเครื่องสำอางกันน้ำออกมาได้ดี ทำให้เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น</p>
<ol start="2">
<li>
<h4>อย่าถูๆที่ผิวรอบดวงตา ตีนกาจะมาไม่รู้ตัว</h4>
</li>
</ol>
<p>หากสาวๆคนไหนกำลังทำความสะอาดผิวรอบดวงตาด้วยการถูๆอยู่หละก็ เปลี่ยนพฤติกรรมนะคะ เพราะการถูไป ถูมา จะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรอบดวงตา วิธีที่ดีกว่า คือ การหยดคลีนซิ่งลงบนสำลีให้ชุ่ม หลับตา แล้วแปะไว้ที่ผิวบนเปลือกตา ประมาณ 20-30 วินาที แล้วเช็ดออก โดยเช็ดจากด้านบนเปลือกตารูดลงมาด้านล่าง ผ่านขนตาลงมาเลยเพื่อเช็ดมาสคาร่าออกด้วย แล้วลากจากหัวตาลากออกไปทางหางตาค่ะ ในจุดที่เช็ดยากชิดขอบตาให้พับสำลีเป็นมุมสามเหลี่ยมแล้วค่อยๆ เช็ดออก ทั้งหมดนี้ให้เช็ดอย่างเบามือค่ะ</p>
<ol start="3">
<li>
<h4>อยากมีผิวรอบดวงตาสวยๆ ต้องให้เวลา</h4>
</li>
</ol>
<p>การทำความสะอาดต้องใจเย็นๆค่ะ เป็นส่วนสำคัญที่ควรให้เวลาไม่น้อยกว่าการแต่งหน้าเลย เพราะสำคัญมากหากอยากมีสุขภาพผิวดี เปล่งปลั่ง การใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดให้เช็ดตามวิธีในข้อ 2 และเช็ดจนกว่าสำลีที่ใช้จะขาวสะอาดค่ะ</p>
<ol start="4">
<li>
<h4>ทำความสะอาดผิวหน้าซ้ำอีกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า/เจลล้างหน้า เพื่อผิวสะอาด สดชื่น</h4>
</li>
</ol>
<p>แม้จะมีคลีนซิ่งรีมูฟเวอร์หลายยี่ห้อ ที่บอกว่าสามารถทำความสะอาดผิวได้หมดจด โดยไม่ต้องล้างซ้ำ แต่โดยส่วนตัวคิดว่าการล้างหน้าซ้ำอีกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า หรือเจลล้างหน้า ให้ความสะอาดกับผิวได้ดีกว่า และลดการอุดตันจากสิ่งสกปรกได้ดีกว่าค่ะ จึงควร<strong>ล้างซ้ำอีกรอบ</strong> เพราะจากการสังเกต จะพบว่าเมื่อเราเช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่งเสร็จแล้ว ก็ยังคงเหลือ สิ่งสกปรกเล็กๆ เศษมาสคาร่าเล็กๆ กลิทเตอร์เล็กบนใบหน้าบ้างอยู่ดี และหลังล้างหน้าก็ให้ความรู้สึกสะอาด สดชื่นผิวได้ดีกว่าอีกด้วย</p>
<ol start="5">
<li>
<h4>ทาอายครีมก่อนนอนทุกคืน</h4>
</li>
</ol>
<p>ขาดไม่ได้เลยจริงๆ สำหรับการดูแลผิวรอบดวงตา คือ การทาอายครีมก่อนนอนทุกคืนหลังล้างหน้า เพื่อช่วยฟื้นบำรุงผิวรอบด้วยตา ให้ความชุ่มชื้น หลังจากที่ต้องรับศึกหนักทั้งจากมลภาวะ และเมคอัพมาทั้งวัน อายครีมที่เลือกใช้ ควรมีความอ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีการแต่งสี ไม่มีการแต่งกลิ่น และถ้าจะให้ดีควรไม่มีสารกันเสียในกลุ่มพาราเบน เนื่อของอายครีมต้องหนืดนิดนึง ไม่เหลวจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ไหลเข้าตาได้ค่ะ และควรมีสารสำคัญที่เน้นไปในเรื่องของการลดริ้วรอย และความหมองคล้ำรอบดวงตา บรรจุภัณฑ์ควรมีการป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรียจากมือสู่เนื้อครีมได้ในระดับหนึ่ง เช่น เป็นหลอดบีบ, ปั๊มสุญญากาศ, ปั๊มกด เป็นต้น ซึ่งจะดีกว่าแบบกระปุกแล้วใช้มือควักมาทาค่ะ</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p><a href="http://www.cosmopolitan.com/style-beauty/beauty/news/a61146/how-to-remove-eye-makeup/">8 Ways You&#8217;re Removing Your Eye Makeup Wrong</a></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1041</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Anti-pollution คือ อะไร? เทรนด์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? ช่วยผิวได้จริงมั๊ย?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/anti-pollution-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/anti-pollution-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2016 19:16:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[sensitive skin]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[เวชสำอาง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=949</guid>

					<description><![CDATA[ก่อนหน้านี้ จากงาน in-cosmetic 2016 ที่จัดที่กรุงเทพฯ ใ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนหน้านี้ จากงาน in-cosmetic 2016 ที่จัดที่กรุงเทพฯ ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เราเคยเก็บรูปภาพบรรยากาศงาน มาเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า เทรนด์ของเครื่องสำอางที่กำลังจะมา มี 3 เรื่องหลัก คือ</p>
<ol>
<li><strong>เครื่องสำอางฮาลาล</strong> เพราะตลาดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี</li>
<li><strong>เครื่องสำอางฝรั่งเศส,ส่วนผสมจากฝรั่งเศส</strong> (จริงๆ เรื่องความฮิตของแบรนด์ฝรั่งเศสในบ้านเรามีมานานแล้ว แต่กระแสตกไปพอสมควรจากกระแสเครื่องสำอางเกาหลี แต่ช่วงนี้รู้สึกว่า เครื่องสำอางสัญชาติฝรั่งเศสหลายแบรนด์กำลังเร่งเครื่องจนกระแสฝรั่งเศสเริ่มกลับมาอีกครั้งค่ะ เชื่อว่า เพื่อนหลายคนต้องมีผลิตภัณฑ์ กลุ่มน้ำตบ และน้ำแร่ยอดฮิตอยู่ในครอบครองแน่นอน)</li>
<li><strong>Anti-pollution</strong> ขอแปลตรงตัวเลยละกัน ว่า เทรนด์เครื่องสำอางต่อต้านมลภาวะ ซึ่งก็เริ่มเห็นกันบ้างแล้วในเครื่องสำอางที่ขายในบ้านเรา แต่ยังไม่เปรี้ยง บางคนน่าจะยังสงสัยกันอยู่ว่า Anti-pollution คือ อะไร? จะต้องใช้ เครื่องสำอาง Anti-pollution มั๊ย ?<img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-950" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/antipollution.jpg" alt="anti-pollution คือ ต่อต้านมลภาวะ" width="791" height="527" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/antipollution.jpg 791w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/antipollution-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/antipollution-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/antipollution-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/antipollution-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 791px) 100vw, 791px" /></li>
</ol>
<h4>Anti-pollution คือ อะไร? เทรนด์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร?</h4>
<p>กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ และอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้เกิด Pollution หรือ มลภาวะขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีค่ะ ว่ามลภาวะส่งผลต่อสุขภาพของเรา และล่าสุดพบว่า ในเมืองใหญ่ๆที่เกิดมลภาวะ ขนาดอนุภาคฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมาก <strong>PM 2.5</strong> (มาจาก คำว่า Particulate Matter 2.5) คือ ขนาดฝุ่นละออง ควัน ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 2.5 ไมครอน หรือ เล็กกว่านั้น</p>
<p>ซึ่ง เค้าพบว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เนี่ย เมื่อสัมผัสกับผิวหนังเราแล้ว สามารถแทรกตัวเข้าไปในผิวหนังชั้น Epidermis (ชั้นหนังกำพร้า) ของเราได้ แล้วไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ, ผิวแห้งกร้าน, ไปมีผลต่อเซลล์ของผิวหนัง แล้วไปกระตุ้นให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ความกระชับ, มีผลต่อโครงสร้างที่ช่วยปกป้องผิวหนัง (skin barrier), ทำให้รูขุมขนอุดตัน และ กระตุ้นให้เกิดสิวได้</p>
<p>ในวงการผู้ผลิตสารสำคัญ (Active ingredients) จึงมีแนวคิดว่า จะต้องต่อสู้กับมลภาวะเพื่อปกป้องโครงสร้างที่ช่วยปกป้องผิวเรา – <strong>“To fight pollution we need to put up our own skin barriers!”</strong> โดยการหาสารสกัดจากพืชมาช่วยต่อสู้กับมลภาวะ</p>
<p>ซึ่งสารที่จะเป็น Anti-pollution ได้จะต้องเป็น <strong>สารสำคัญที่สามารถลดการเกาะติดผิวหนัง และการแทรกตัวของ เจ้า PM 2.5 เข้าสู่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าได้ </strong>เท่านั้นค่ะ จึงจะตรงกำคำจำกัดความ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสารที่มีความสามารถเป็น Anti-pollution จะฟอร์มตัวเป็นฟิล์มบนผิวได้ค่ะ</p>
<p>เค้าจะทดลองกันโดยแบ่งกลุ่มอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มควบคุม ไม่ได้ทาสารสำคัญ 2. กลุ่มทดลอง กลุ่มนี้จะทาสารสำคัญที่มีความสามารถเป็น Anti-pollution หลังจากนั้นให้ทั้ง 2 กลุ่ม เอาผิวสัมผัสกับผงถ่าน (Activated Charcoal) ที่มีขนาดอนุภาค 2.5 ไมครอน หรือเล็กกว่า (ตาม concept) แล้วก็ล้างออก จากนั้นมาวัดความหนาแน่นของอนุภาคผงถ่านที่เกาะติดผิวกัน สารที่มีความสามารถเป็น Anti-pollution ได้ต้องมี ค่าความหนาแน่นของผงถ่านที่ยึดเกาะผิวน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญค่ะ</p>
<p><strong>ตัวอย่างของสารสำคัญที่เป็น Anti-pollution ได้แก่</strong> (อันนี้ไม่ได้โฆษณาให้ผู้ผลิตเจ้าไหนนะคะ มีหลายเจ้า)</p>
<ul>
<li>Phytofuse Renew</li>
<li>ABS Moringa Pterygosperma Seed Extract (สารสกัดจากเมล็ดมะรุม)</li>
<li>ACB Yerba Santa Glycoprotein PF</li>
<li>Phyco AP</li>
<li>City Guard+</li>
<li>EXO-ptm</li>
<li>Citystem<img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/2122.png" alt="™" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" />  เป็นต้น</li>
</ul>
<h4>Anti-pollution ดีอย่างไร?</h4>
<p>ขอตอบโดยรวมนะคะ</p>
<p>สามารถลดความหยาบกร้านของผิวหนัง,ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น, ช่วยปกป้อง Skin barrier, ช่วยลดปัญหาของผิวที่ถูกกระตุ้นจากมลภาวะเช่น การอักเสบ ระคายเคือง และส่วนใหญ่มักเป็นสารที่มีฤทธิ์ Anti-oxidant อยู่ด้วย ค่ะ</p>
<h4>เครื่องสำอาง Anti-pollution ในบ้านเรา &#8230; Anti-pollution จริงรึเปล่า?</h4>
<p>ส่วนใหญ่ที่เห็นผ่านๆตา (เกือบทั้งหมด) ยังไม่ตรงกับคำจำกัดความของ Anti-pollution ค่ะ ส่วนใหญ่สารสำคัญที่ใช้ จะเป็น Anti-oxidant (ต้านอนุมูลอิสระ) เสียมากกว่า เช่น สารในกลุ่มวิตามินต่างๆ, สารสกัดจากพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ หรือ การบอกว่าช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด UVB แล้วบอกว่าต่อต้านมลภาวะ แบบนี้ก็ถือว่าไม่ตรง concept, หรือ บางตัวบอกว่าช่วยเสริมความแข็งแรงของเกราะปกป้องผิวหนัง ให้ความชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ลดจุดด่างดำ ลดการเกิดสิว อะไรแนวนี้ ถือว่า ไม่ตรง concept กับ Anti-pollution ทั้งสิ้นค่ะ เพราะ อาการพวกนี้เป็นอาการที่เกิด<strong>หลังจากถูกมลภาวะทำร้ายไปแล้ว</strong> แต่ สกินแคร์ ที่เป็น <strong>Anti-pollution ต้องปกป้องก่อนผิวถูกทำร้าย</strong> ไม่ใช่มาแก้ไข หรือ Repair อย่างที่เขียนไปข้างต้น Anti-pollution ต้องลดการเกาะติด และแทรกตัวของ PM 2.5 เข้าสู่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าได้ค่ะ นอกนั้นไม่เข้าเกณฑ์ ไม่ตรง concept</p>
<h4>Anti-pollution เหมาะกับใคร?</h4>
<p>โดยส่วนตัวคิดว่า เหมาะกับคนที่อาศัย ทำงานในเมืองใหญ่ที่มีมลภาวะ เช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่ ค่ะ ถ้าอยากจะใช้ก็ใช้ได้ แต่ไม่ได้จำเป็นมาก แต่หากเราไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ก็ให้เน้นการทำความสะอาดผิวหน้า โดยการใช้คลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดก่อนล้างหน้า แล้วล้างหน้าอีกครั้งด้วยโฟมล้างหน้า ที่บอกแบบนี้เพราะยังหางานวิจัยที่เทียบการทำความสะอาดโดยใช้คลีนซิ่งร่วมกับพวกโฟม/เจลล้างหน้า เทียบตรงๆ กับ การใช้ ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนประกอบ Anti-pollution ไม่เจอ และยังหางานวิจัยที่ไม่ได้ทำการทดลองโดยบริษัทผู้ผลิตสารสำคัญไม่เจอเหมือนกัน ใครมีสามารถนำมาแบ่งปันกันได้นะคะ</p>
<h4>โดยสรุป</h4>
<p>เครื่องสำอาง Anti-pollution ต้องลดการเกาะติด และแทรกตัวของ PM 2.5 เข้าสู่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า เหมาะกับสาวๆในเมืองใหญ่ กลุ่มนี้เน้นช่วยลดความหยาบกร้านของผิว, เพิ่มความชุ่มชื้น, ลดปัญหาผิวจากการถูกกระตุ้นด้วยมลภาวะ</p>
<p>อ้างอิง</p>
<ol>
<li><a href="http://activeconceptsllc.com/wp-content/uploads/2016/06/Electronic-Anti-Pollution-Brochure-v3.pdf">http://activeconceptsllc.com/wp-content/uploads/2016/06/Electronic-Anti-Pollution-Brochure-v3.pdf</a></li>
<li><a href="http://cosmetics.specialchem.com/product/i-sederma-croda-international-group-citystem">http://cosmetics.specialchem.com/product/i-sederma-croda-international-group-citystem</a></li>
<li>เอกสารงาน in-cosmetic 2016 กรุงเทพฯ Spotlight on Anti-pollution</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/anti-pollution-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">949</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เชื้อจุลินทรีย์ กับ เครื่องสำอาง ตอนที่ 5 ข้อกำหนดของประเทศไทย</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%875/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%875/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Dec 2016 10:51:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<category><![CDATA[จุลินทรีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=915</guid>

					<description><![CDATA[ห่างหายไปนาน กลับมาต่อกันนะครับ คราวที่แล้วเราพูดถึงข้อ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ห่างหายไปนาน กลับมาต่อกันนะครับ คราวที่แล้วเราพูดถึงข้อกำหนดด้านเชื้อจุลินทรีย์ของ EU กับอเมริกากันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูข้อกำหนดของไทยกันบ้าง ว่าจะเป็นยังไงนะครับ จะโหดหิน หรือว่าชิวๆ หรือว่าไปลอกของคนอื่นมาทั้งดุ้นเลยกันแน่ มาดูกันครับ</p>
<p>ต้องบอกก่อนนะครับว่ากฏหมายนี้เป็นกฏหมายที่พึ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ เพราะเราพึ่งประกาศกฏหมายฉบับนี้เมื่อปี 2559 นี้เองครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้ คือสมัยที่เรายังใช้ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 อยู่ มีการกำหนดไว้ว่าเครื่องสำอางที่ดีต้องปราศจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค พร้อมกำหนดบทลงโทษเอาไว้ แต่!!! ในกฏหมายลูก คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดคุณลักษณะทางชีววิทยาสำหรับเครื่องสำอาง กำหนดไว้แค่ 4 ประเภท คือ ผ้าอนามัย, ผ้าเย็น, แป้งฝุ่น และแป้งน้ำเท่านั้น ไม่มีพวกครีมทาหน้า โลชัน และอื่นๆ!!! แปลกดีไหม? แต่ถึงอย่างนั้น อย.เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปล่อยเลยตามเลยนะครับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการตรวจจุลินทรีย์ในเครื่องสำอางเนี่ย เค้าก็ไปเอามาตรฐานทางจุลชีววิทยาของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมาใช้อ้างอิงไปพลางๆก่อน</p>
<p>ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 เราก็มี<a href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/law86-080958-5.pdf">พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558</a> เราก็ยกเลิกพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ทิ้งไป</p>
<h4>เรามาดูกันดีกว่าครับว่า พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 นี้ จะพูดถึงเชื้อจุลินทรีย์ในเครื่องสำอางไว้ว่ายังไงบ้าง</h4>
<p>ในมาตรา 60 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศที่รัฐมนตรีออกมาตามมาตรา 6 (1)<strong> ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ </strong> (โหดกว่าขายเครื่องสำอางไม่มีเลขจดแจ้งซะอีก)</p>
<p>เอ้าแล้วมาตรา 6 (1) มันเกี่ยวอะไรกับเชื้อจุลินทรีย์</p>
<p>คืองี้ครับ มาตรา 6(1) มันคือชื่อ ประเภท ชนิดหรือคุณลักษณะของเครื่องสำอางที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย ที่รัฐมนตรีประกาศ</p>
<p>ทีนี้ในปี 2559 รัฐมนตรีก็ประกาศกฏหมายลูกออกมาในชื่อ <a href="http://e-cosmetic.fda.moph.go.th/data_center/ifm_mod/nw/%BB%C3%D0%A1%D2%C8%CF_%C5%D1%A1%C9%B3%D0%E0%A4%C3%D7%E8%CD%A7%CA%D3%CD%D2%A7%CB%E9%D2%C1%BC%C5%D4%B5.PDF"><strong>ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดลักษณะของเครื่องสำอางที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย</strong></a> ซึ่งมันมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเชื้อจุลินทรีย์อยู่ด้วย โดยมีประเด็นหลักๆอยู่ 3 ประเด็น คือ</p>
<ol>
<li>เครื่องสำอางต้องไม่ตรวจพบเชื้อก่อโรค ได้แก่<br />
&#8211; ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (<em>Pseudomonas aeruginosa</em>)<br />
&#8211; สตาฟิโลค็อกคัส ออเรียส (<em>Staphylococcus aureus</em>)<br />
&#8211; แคนดิดา อัลบิแคนส์ (<em>Candida albicans</em>)<br />
&#8211; คลอสตริเดียม (Clostridium spp.) (เฉพาะเครื่องสําอางผสมสมุนไพร)</li>
<li>เครื่องสำอางที่ใช้รอบดวงตา เครื่องสำอางที่สัมผัสกับเยื่อบุอ่อน และเครื่องสําอาง สําหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ต้องมีจํานวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (Total aerobic plate count) ไม่เกิน 500 โคโลนีต่อกรัม (cfu/g) หรือลูกบาศก์เซนติเมตร ส่วนเครื่องสำอางอื่นๆนอกเหนือจากนี้ต้องมีจํานวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (Total aerobic plate count) ไม่เกิน 1,000 โคโลนีต่อกรัม (cfu/g) หรือลูกบาศก์เซนติเมตร</li>
<li>สำหรับวิธีการตรวจเชื้อจุลินทรีย์ที่กล่าวถึงในข้อ 1 กับ 2 ห้ามคิดขึ้นเองนะ วิธีที่ใช้ให้เอามาจาก ISO (International Organization for Standardization) หรือ USP (United States Pharmacopeia) หรือวิธีอื่นที่เป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับ</li>
</ol>
<p>จะว่าข้อกำหนดเรื่องเชื้อของไทยก็คล้ายๆกับของอเมริกาและ EU ผสมๆกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นชนิดของเชื้อที่ห้ามตรวจพบ และปริมาณเชื้อสูงสุดที่ยอมรับได้ (ตัว Total aerobic plate count จะคล้ายๆกับของอเมริกา แต่เชื้อก่อโรคที่ห้ามตรวจพบจะคล้ายๆกับของ EU)</p>
<p>เป็นยังไงบ้างครับกับข้อกำหนดของไทย จะว่ามาตรฐานของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ามาตรฐานระดับโลกอย่าง อเมริกา หรือ EU เท่าไรนัก จะต่างกันก็ตรงการบังคับใช้ก็เท่านั้น</p>
<h4>การบังคับใช้กฏหมาย</h4>
<p>พูดกันตามตรงนะครับ เรามีมาตรฐานไว้ก็จริง แต่การที่จะรู้ได้ว่าเครื่องสำอางจะมีเชื้อเกินหรือเปล่า ก็ต้องมีการสุ่มตรวจ แต่เครื่องสำอางในท้องตลาดมีเป็นหมื่น เป็นแสนชนิด ความจริงก็คือ อย. เราคงไม่สามารถไปสุ่มตรวจทุก lot ทุกยี่ห้อได้ อันที่จริงเป็นส่วนน้อยมากที่เราสุ่มมาได้ อีกอย่างการควบคุมตรงนี้เป็นการควบคุมที่ปลายเหตุครับ คือ คุณผลิตครีมออกมา คุณไม่ต้องตรวจเชื้อก็ได้ แต่คุณต้องมั่นใจนะว่าเชื้อคุณไม่เกิน เพราะถ้าเราสุ่มตรวจเจอ คุณก็ถูกดำเนินคดี แต่มันก็มีประเด็นอีกว่า จะรู้ได้ยังไงว่าเชื้อที่มันเกิน เกิดจากผู้ผลิตขาดความใส่ใจในสุขลักษณะและความปลอดภัยของผู้บริโภคจริงๆ ไม่ได้เกิดจากตัวผู้บริโภคใช้ผิดวิธี หรือเก็บรักษาไว้ไม่ดีตามคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งตรงนี้หากผู้ผลิตคนไหนที่มีการตรวจเชื้อเองทุกรุ่นการผลิต ก็จะเป็นการเซฟตัวผู้ผลิตเองด้วยว่า ผมมีหลักฐานนะว่า lot นี้ผมตรวจของผมแล้ว ผลมันผ่านนะ ที่ อย. ตรวจแล้วไม่ผ่านน่ะ น่าจะเกิดจากการเก็บรักษามากกว่า</p>
<p>แต่เอาจริงๆ ผู้ผลิตส่วนใหญ่ของเราเลือกที่จะส่งตรวจกับกรมวิทย์เป็นบาง lot ครับ (เพราะทุก lot มันเปลือง) หรือผู้ผลิตบางรายไม่ตรวจเลยก็มี (อาจเกิดจากมั่นใจในกระบวนการผลิตของตัวเองมาก หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจเพราะโอกาสถูกสุ่มเจอมันน้อยมากๆ แถมต้องพิสูจน์กันอีกว่า เชื้อที่ปนเปื้อนมาจากผู้ผลิตจริงๆ)</p>
<p>ถ้าเป็นผู้ผลิตระดับ Premium เลย เค้าจะตรวจทุก lot ครับ แล้วเค้าจะเก็บตัวอย่างทุกรุ่นการผลิตไว้ตามสภาวะที่ระบุไว้ในฉลากกับตัวเองด้วย เพราะถ้ามีปัญหาเรื่องการฟ้องร้องขึ้นมา เค้าจะเอาตัวอย่างที่เค้าเก็บไว้มาพิสูจน์ดูเลยว่า ถ้าหากเก็บไว้ตามสภาวะที่เค้าบอก ผลจะเป็นอย่างไร ไม่ใช้แค่เรื่องเชื้อนะครับ มันอาจเป็นเรื่องสี กลิ่น หรือลักษณะอื่นๆที่อาจนำมาสู่ข้อพิพาทระหว่าง ผู้ผลิต, อย. และผู้บริโภคได้ ซึ่งถ้าทำแบบนี้หลักฐานมันจะชัดเจนและจบครับ ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันยืดยาว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตที่เก็บตัวอย่างแบบนี้ถือว่าทำเกินมาตรฐานและข้อกำหนดของเครื่องสำอางไปพอควรครับ เพราะจริงๆข้อกำหนดแบบนี้เค้าใช้กับ &#8220;ยา&#8221; (ในมาตรฐานของยาจะเรียกว่า Retained Sample ครับ) อย่างไรก็ตามผู้ผลิตบางรายที่ทำระบบมาตรฐานพวก ISO อะไรต่างๆ ก็อาจโดนบังคับให้ทำได้เช่นกันครับ ผู้ผลิตในไทยที่ทำแบบนี้ บอกเลยว่า &#8220;มี&#8221; นะครับ แต่ไม่เยอะ มีไม่กี่แห่งที่ทำขนาดนี้ ต้องหากันดีๆครับ</p>
<h4>ก่อนหน้า :</h4>
<p><strong><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%871/">เชื้อจุลินทรีย์ กับ เครื่องสำอาง ตอนที่ 1 บทนำเรื่องผิวๆ</a></strong></p>
<p><strong><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%872/">เชื้อจุลินทรีย์ กับ เครื่องสำอาง ตอนที่ 2 เชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์และการควบคุม</a></strong></p>
<p><strong><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%873/">เชื้อจุลินทรีย์ กับ เครื่องสำอาง ตอนที่ 3 ข้อกำหนดของพญาอินทรีย์</a></strong></p>
<p><strong><a href="http://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%87/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%874/">เชื้อจุลินทรีย์ กับ เครื่องสำอาง ตอนที่ 4 ข้อกำหนดของ EU</a></strong></p>
<h4>อ่านต่อ :</h4>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-920" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ข้อกำหนดของไทย.jpg" alt="" width="960" height="720" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ข้อกำหนดของไทย.jpg 960w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ข้อกำหนดของไทย-600x450.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ข้อกำหนดของไทย-300x225.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ข้อกำหนดของไทย-768x576.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/ข้อกำหนดของไทย-370x277.jpg 370w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%875/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">915</post-id>	</item>
		<item>
		<title>How to &#8230; วิธีเลือกเครื่องสำอางให้ปลอดภัย</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Dec 2016 18:16:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<category><![CDATA[skincare]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=910</guid>

					<description><![CDATA[&#8220;หน้าสวยๆของเรา มีแค่หน้าเดียว ต้องดูแลให้ดีนะคะ&#038; [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>&#8220;หน้าสวยๆของเรา มีแค่หน้าเดียว ต้องดูแลให้ดีนะคะ&#8221;</strong> จะเลือกเครื่องสำอางทั้งที ต้อง เลือกเครื่องสำอางให้ปลอดภัย ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-911" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เครื่องสำอางปลอดภัย.jpg" alt="วิธีเลือกเครื่องสำอางให้ปลอดภัย" width="849" height="566" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เครื่องสำอางปลอดภัย.jpg 849w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เครื่องสำอางปลอดภัย-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เครื่องสำอางปลอดภัย-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เครื่องสำอางปลอดภัย-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/เครื่องสำอางปลอดภัย-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 849px) 100vw, 849px" /></p>
<p>หากเราจะต้อง เลือกเครื่องสำอางสักชิ้นเพื่อใช้กับผิว โดยเฉพาะผิวหน้า นอกจากคุณประโยชน์ที่จะให้กับผิวแล้ว ยังต้องดูในเรื่องความปลอดภัยด้วย ไม่เช่นนั้นผิวสวย อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นผิวเสีย ได้ค่ะ</p>
<p>คำแนะนำนี้สามารถนำไปใช้กับการ เลือกเครื่องสำอางได้ทุกประเภทเลยนะคะ ทั้ง สกินแคร์, เมคอัพ, สบู่, ยาสีฟัน, โลชั่นทาตัว และครีมกันแดด ฯลฯ เพื่อจะได้ เลือกเครื่องสำอางให้ปลอดภัย ค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เบื้องต้นในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อันดับแรกที่เราต้องรู้ คือ ซื้อของกับใคร?</h3>
<p>แค่การรู้จักชื่อผู้ขาย มี ID-Line หรือ มีเบอร์มือถือ คงไม่สามารรับรองความปลอดภัยให้เราได้แน่นอนค่ะ</p>
<p>การที่เราต้องทราบว่า เรากำลังซื้อของกับใครนั้น เพื่อการพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือค่ะ ว่าหากมีปัญหาเราต้องตามตัวเค้าได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เรามีวิธีง่ายๆ มาแนะนำ ในการเลือกซื้อสินค้าให้ปลอดภัยจากสารอันตรายมาฝากค่ะ</h3>
<ol>
<li>
<h4>น่าเชื่อถือ ชัดเจน ตามตัวได้</h4>
<p>เราควรซื้อสินค้าจากร้านที่มีที่ตั้งแน่นอน ชัดเจน หรือเลือกซื้อกับ บริษัท ที่น่าเชื่อถือ มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจะสามารถหาผู้รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่หนีหายแน่นอน</li>
<li>
<h4>ฉลากมีข้อมูลครบถ้วน</h4>
<p>ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ฉลากต้องมีข้อมูลครบถ้วนตามที่ อย. กำหนด เช่น มีฉลากภาษาไทยอธิบายชื่อผลิตภํณฑ์, ประเภทของผลิตภัณฑ์,ส่วนประกอบ และวิธีใช้อย่างชัดเจน หากมีแต่ภาษาอังกฤษ แล้วไม่มีภาษาไทยเลย แบบนี้ไม่โอเคร! จากการที่ได้ศึกษาประกาศต่างๆของ อย. ในหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่า เครื่องสำอางที่ตรวจพบสารอันตราย หรือ สารต้องห้าม มักจะต้องมีปัญหาในเรื่องส่วนประกอบในฉลากไม่ครบถ้วนร่วมด้วยเสมอค่ะ เช่น ไม่มีเลขล็อท, ไม่มีวันผลิต, ไม่มีวันหมดอายุ, ไม่มีชื่อ และที่อยู่ของผู้ผลิต, ไม่มีชื่อ และที่อยู่ของผู้จัดจำหน่าย หากขาดข้อใดข้อหนึ่งตามที่บอกมา ให้เพื่อนๆกาดอกจันท์ แบรนด์นั้นๆไว้เลยค่ะ ว่าอาจจะมีสารอันตรายปนเปื้อนอยู่ ไม่ควรซื้อมาใช้ ขนาด กฎหมาย อย. เค้ายังไม่ใส่ใจ แล้วจะใส่ใจผู้บริโภค หรือคะ? และควรตรวจสอบเลขที่จดแจ้งด้วยค่ะ</li>
<li>
<h4>ไม่โฆษณาเว่อร์วัง เกินจริง</h4>
<p>มีการโฆษณาเว่อร์วัง เช่น ขาวขึ้น 100%, ไม่แพ้ 100%, รักษา ฝ้า กระ หายขาด คำพวกนี้ถือว่า เป็นคำโฆษณาที่ อย. ไม่อนุญาตให้ใช้ในเครื่องสำอางค่ะ ถือว่า โฆษณาเกินจริง เพราะ <em>ไม่มีอะไรที่ช่วยได้ 100% อยู่แล้ว</em> เช่น ในแง่ของความขาว ก็ไม่สามารถทำให้คนที่สีผิวเข้มเปลี่ยนเป็นผิวขาวได้แน่นอน ทำได้แค่แลดูชุ่มชื้น แลดูกระจ่างขึ้น หรือลดเลือนจุดด่างดำ แบบนี้พอทำได้ค่ะ, ในเรื่องการแพ้ก็เช่นกัน <em>ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าจะไม่เกิดการแพ้ 100%</em> และการใช้สารธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการใช้พืชที่ปลูกแบบออร์แกนิค ก็ไม่สามารถช่วยการันตีได้ว่าจะไม่แพ้ และไม่ได้ลดความเสี่ยงในการแพ้ลงเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ มีคนตั้งมากมายที่แพ้พวก เกสรดอกไม้ สารสกัดจากพืช น้ำมันหอมระเหยจากพืช ดังนั้น การแพ้จึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลค่ะ ไม่สามารถการันตีได้ 100%, ในเครื่องสำอางห้ามใช้คำว่า <em>รักษา </em>โดยเด็ดขาด หากจะใช้คำว่ารักษาต้องขึ้นทะเบียนเป็นยาเท่านั้นค่ะ จะเป็นยาได้ต้องมีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือมารองรับค่ะ และ<em>ฝ้าไม่สามารถรักษาหายได้ค่ะ</em> ตำราวิชาการกี่เล่มๆ ก็บอกตรงกันหมด ทำได้แค่เพียงจางลงเท่านั้น ใครเป็นต้องทำใจระดับหนึ่งค่ะ พูดง่ายๆคือ เซลล์เกิดความผิดปกติในการสร้างเม็ดสีผิวออกมามากเกิน ต่อให้ใช้อะไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนเซลล์ที่ผิดปกติ ให้กลายเป็นปกติได้ ทำได้แค่เพียงทำให้จางลง หากหยุดการใช้ผลิตภัณฑ์ หรือยาที่ใช้รักษา ยังไงๆ ก็เป็นเหมือนเดิมค่ะ</li>
<li>
<h4>ทดสอบการแพ้ก่อนใช้</h4>
<p>อย่าลืมทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง โดยทาทิ้งไว้บริเวณใต้ท้องแขน 24 ชั่วโมง แล้วดูการแพ้ระคายเคือง เช่น เกิดผื่นรึเปล่า คันรึเปล่า หากไม่มีอาการเหล่านี้ก็จะยืนยันได้ระดับหนึ่งว่าน่าจะไม่แพ้ ค่อยเอามาใช้กับหน้า</li>
<li>
<h4>ทดสอบด้วยชุดทดสอบอย่างง่าย</h4>
<p>หากใครยังไม่มั่นใจ เกี่ยวกับสารอันตราย ว่าจะแอบใส่ในเครื่องสำอางรึเปล่า เราสามารถซื้อชุดทดสอบสารอันตรายมาลองตรวจดูได้นะคะ เช่น ชุดทดสอบสเตียรอยด์, ชุดทดสอบปรอท, ชุดทดสอบไฮโดรควิโนน</li>
</ol>
<h3>สารอันตรายที่มักพบบ่อยในเครื่องสำอาง อย. ประกาศห้ามใส่ จะยกตัวอย่างมาบางตัวที่พบบ่อยค่ะ</h3>
<h4>สารปรอท</h4>
<p>มักเจอในผลิตภัณฑ์ที่หวังผลในเรื่องความขาวกระจ่างใส และลดฝ้า กระ จุดด่างดำ สารตัวนี้จะไปยับยั้ง เอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ทำให้มีการผลิตเม็ดสีเมลานินลดลง ผิวจึงดูขาวขึ้น จุดด่างดำหายไป และยังพบในกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับลดการเกิดสิวด้วย เพราะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย<br />
แต่ <strong>อันตรายมากค่ะ!!!</strong> เพราะทำให้เกิดผื่นแพ้ ผื่นแดง แล้วนำไปสู่ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร เมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้ผิวบางลง และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทำให้ตับ และไตอักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และทำให้เด็กมีสมองพิการได้ค่ะ</p>
<h4>ไฮโดรควิโนน</h4>
<p>จะเจอในผลิตภัณฑ์ที่หวังผลในเรื่องความขาวเช่นกันค่ะ ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่ทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดสี (melanin) เมื่อปริมาณเม็ดสีลดลง จึงส่งผลให้ผิวขาวขึ้นได้<br />
อันตรายของไฮโดรควิโนน   ทำให้เกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดตุ่มแดง ผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา หรืออาจทำให้เกิดจุดด่างขาวที่ผิวหนัง ถ้าใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวร เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง ผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาดตัวยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีอาการสั่น หรือเกิดภาวะลมชักได้</p>
<h4>สเตียรอยด์</h4>
<p>ตัวนี้เจอทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิว และกลุ่มที่หวังผลเรื่องความขาว สเตียรอยด์ มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารบางตัวที่เกี่ยวกับการแพ้ และอักเสบ เช่น โพรสตาแกรนดิน (prostaglandin) และลิวโคไตรอีน (leukotriene) และสามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ด้วย</p>
<p>อันตรายของสเตียรอยด์ เมื่อใช้เป็นเวลานานจะทำให้ผิวบางลง เห็นเส้นเลือดชัด กดภูมิคุ้มกันทำให้ผิวเกิดผื่นแพ้ได้ง่าย สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดพิษต่อไต และทำให้กระดูกพรุน แถมเมื่อหยุดใช้ก็จะทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ ขนาดเม็ดเท่าๆกัน เห่อขึ้นมาพรึ่บ กว่าจะรักษาหายใช้เวลานานค่ะ</p>
<p>อ้างอิง<br />
<a href="http://med.mahidol.ac.th/ramapharmacy/th/knowledge/general/04072016-2055-th">บทความ อันตรายจากสารต้องห้ามในเครื่องสำอาง โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">910</post-id>	</item>
		<item>
		<title>เทรนด์แต่งหน้า มาแรง ปี 2017 (Spring/Summer)</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2017-sp/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2017-sp/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Dec 2016 19:51:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=863</guid>

					<description><![CDATA[เทรนด์แต่งหน้า มาแรง ปี 2017 (Spring/Summer) มา Update  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>เทรนด์แต่งหน้า มาแรง ปี 2017 (Spring/Summer)</h2>
<p>มา Update ความพร้อม เตรียมตัวสำหรับเทรนด์แต่งหน้าปี 2017 กันหน่อยค่ะสาวๆ<br />
เหล่ากูรู Makeup Artist เค้าทำนายกันไว้ว่า เทรนด์เหล่านี้มาแน่<br />
เทรนด์การแต่งหน้าในปี 2017 จะเน้นไปในแนวสวยตามธรรมชาติ แต่งหน้าเบาๆ ดูเหมือนไม่ได้แต่งอะไร หากแต่งก็จะออกแฟนตาสี หรือสดใสแหวกไปเลย<br />
เทรนด์ปีนี้น่าจะถูกใจสาวๆที่เร่งรีบ หรือชอบความเบาบาง สบายๆ และสาวๆที่มั่นใจค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-866" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/makeup.jpg" alt="makeup" width="1976" height="1188" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/makeup.jpg 1976w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/makeup-600x361.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/makeup-300x180.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/makeup-768x462.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/makeup-1024x616.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1976px) 100vw, 1976px" /></p>
<ol>
<li>
<h4>No Makeup Makeup</h4>
</li>
</ol>
<p>เทรนด์การแต่งหน้าเหมือนไม่ได้แต่ง ฮิตมาสักพักแล้ว และทำนายว่ายังจะคงฮิตต่อไปจนถึงปี 2017 แน่นอนค่ะ การแต่งหน้าแนวนี้จะปัดขนตาเพียงเล็กน้อยไม่ให้ดูหนา และงอนจนเกินไป ปัดแก้มเบาๆ สีโทนนูดดูธรรมชาติ และปากสีนูดเช่นกัน</p>
<ol start="2">
<li>
<h4>No Powder … No Problem</h4>
</li>
</ol>
<p>การแต่งหน้าแนวนี้ จะไม่เน้นแป้งหนา เรียกว่าแม้ไม่มีแป้ง ก็ไม่มีปัญหา เน้นโชว์ผิว ให้ดูผิวเปล่งปลั่ง ชุ่มน้ำ แบบ Dewy Skin หากใช้แป้งก็จะใช้เป็น Mattifying Powder ค่ะ  Makeup Artist บางคนบอกว่า การแต่งหน้าแนวนี้ให้นางแบบบนเวที บางครั้งใช้แค่ คอนซีลเลอร์เพื่อลงปกปิดจุดด่างดำเท่านั้น !!! ไม่ได้ใช้แม่กระทั่ง รองพื้น และแป้ง จะไปเน้นที่การคอนทัวร์ และใช้ลิปโทนดูสบาย เช่น สีพีช หรือ ราชเบอร์รี่ แทน</p>
<ol start="3">
<li>
<h4>เน้นการไฮไลท์ โดดเด่น เหนือคอนทัวร์</h4>
</li>
</ol>
<p>เน้นการลงไฮท์ไลท์เพื่อให้เกิดจุดเด่น บางจุด เช่น บริเวณหน้าผาก จมูก คาง เหนือโหนกแก้ม ช่วยให้ใบหน้าดูสดใส สอดคล้องกับแนว Dewy Skin ผิวดูกระจ่าง เป็นธรรมชาติ คอนทัวร์ไม่หนัก</p>
<ol start="4">
<li>
<h4>คอนทัวร์เบาๆ ด้วยสีโทนอบอุ่น</h4>
</li>
</ol>
<p>คอนทัวร์ด้วยสีโทนอบอุ่น โทน สีเหลืองเบส หรือ ใช้ บรอนเซอร์ในโทนสีออกเหลืองในการคอนทัวร์ แทนการใช้โทนสีออกแดง เพื่อให้ได้ลุคธรรมชาติ และดูเข้ากันยิ่งขึ้นเมื่อจับคู่กับบลัชออนสีพีช</p>
<ol start="5">
<li>
<h4>ย้อนกลับไป กลิ่นไอการแต่งหน้า ยุค 80</h4>
</li>
</ol>
<p>การใช้สีเดียวกันทั้ง การแต่งตา และ บลัชออนปัดแก้ม เช่น การทาอายเชโดว์สีโทนแดงบริเวณตาให้ฟุ้งๆ ขึ้นไปจนถึงคิ้ว และปัดบลัชออนด้วยสีเดียวกัน</p>
<ol start="6">
<li>
<h4>Face Art</h4>
</li>
</ol>
<p>จะเป็นเทรนด์การแต่งหน้าที่ดูแปลกตาสักเล็กน้อย ส่วนใหญ่ลุคนี้จะเห็นกันบน รันเวย์ แคทวอล์ค มากกว่า คือ การวาดลวดลายลงบนใบหน้า เช่น ในการเดินแบบของแบรนด์  Issey Miyake มีการวาดภาพวงกลมสีขาว วางแพทเทิน คล้ายงูเลื้อยลงบนหน้านางแบบ และแต่งหน้าโทนสว่าง หรือ แบรนด์  Giamba วาดรูปวงกลมสีเงิน กลางหน้าผากนางแบบ ค่ะ</p>
<ol start="7">
<li>
<h4>ยกธรรมชาติ มาวางบนรันเวย์</h4>
</li>
</ol>
<p>ลุคนี้ก็จะเห็นบนรันเวย์มากกว่าเช่นกัน คือ การแต่งหน้าโดยมีดอกไม้เป็นองค์ประกอบค่ะ เช่น การวาดรูปดอกไม้ตกแต่งลงบนใบหน้า ผสมกับการแปะดอกไม้แห้ง</p>
<ol start="8">
<li>
<h4>แต่งตาหนา ด้วยสีสดใส กราฟฟิกง่ายๆ</h4>
</li>
</ol>
<p>ลุคนี้จะเป็นลุคที่เค้าคาดว่าจะเห็นเยอะบนรันเวย์ปีหน้าเช่นกันค่ะ จะเป็นการแต่งตาด้วยอายเชโดว์สีสดใส แนวสะท้อนแสง เช่น ส้ม เขียว ม่วง แล้วแต่งหนาๆ เป็นรูปกราฟฟิกง่ายๆ เช่น เส้นตรง, ลูกศรที่หางตา เป็นต้น</p>
<ol start="9">
<li>
<h4>Frosted Eyeshadows</h4>
</li>
</ol>
<p>เทรนด์นี้จะเป็นการแต่งตาให้มีความระยิบระยับ คล้ายเกล็ดหิมะ หรือ เครื่องประดับ เน้นการแต่งตาที่ลงชิมเมอร์ การแต่งตาแบบสีแมท น่าจะได้รับความนิยมลดลง</p>
<ol start="10">
<li>
<h4>แต่งตาด้วยสีพาสเทล</h4>
</li>
</ol>
<p>เทรนด์การแต่งตาด้วยสีพาสเทล ลุคหวานใส แบ๊ว จะกลับมาอีกครั้งค่ะ แทนที่ การแต่งตาด้วยสีแมท โทนเบส การแต่งตาเทรนด์นี้จะให้ความรู้สึกสดใส มีพลัง สีที่น่าจะได้รับความนิยม เช่น การแต่งตาไล่สีด้วย สีฟ้า เขียวนกเป็ดน้ำ เหลือง ชมพู การแต่งตาลุคนี้จะไม่กรีดอายไลน์เนอร์ที่เปลือกตาบน เพราะจะดูไม่เข้ากันเท่าไหร่ Makeup Artist แนะนำให้ไปกรีดอายไลน์เนอร์ที่ขอบตาล่างแทนค่ะ ส่วนตัวคิดว่าใช้อายไลน์เนอร์แบบชิมเมอร์ ลงที่ขอบตาล่างก็น่าจะเข้ากันได้ดีค่ะ ช่วยให้ตาดูกลมโตขึ้นด้วย</p>
<ol start="11">
<li>
<h4>สวยด้วย Smoky Eye บางเบา</h4>
</li>
</ol>
<p>การแต่งตาแนว Smoky Eye ถือว่าเป็นเทรนด์คลาสสิก คือ มาตลอด ไม่เคยเอ้าท์ ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน แต่การแต่งตาในช่วงต้นปีนี้ จะเป็น Smoky Eye แบบเบาๆ ไม่หนักมากค่ะ เช่น การแต่ง Smoky eye ด้วยสีดำ แต่ไม่ลงหนักมาก ไม่ฟุ้งเป็นปีกกว้าง แค่ดูมีรูปร่างรอบๆหางตาพอ</p>
<ol start="12">
<li>
<h4>Glossy Eye</h4>
</li>
</ol>
<p>คล้ายๆกับการใช้ลิปกลอสที่ปากนั่นแหละค่ะ แต่เป็นการแต่งตาดูวาวๆ เงาๆ เฉพาะกลางเปลือกตา โดยใช้ Glossy อายเชโดว์ ผสมกับ ชิมเมอร์เล็กน้อย</p>
<ol start="13">
<li>
<h4>แต่งตาแซ่บด้วยโทนสีฟ้า</h4>
</li>
</ol>
<p>การแต่งตาด้วยสีฟ้าสดใส ลุคนี้ถือว่าเป็นลุคที่ท้าทายพอสมควรค่ะในการแต่งออกมาให้สวย การแต่งตาสีฟ้าอาจจะแต่งในลักษณะแคทอาย แล้วตัดด้วยการทาลิปสีแดงสดก็ได้ค่ะ จะให้ลุคแซ่บสุดๆเลยค่ะ</p>
<ol start="14">
<li>
<h4>แต่งตาด้วยสีโทนร้อน</h4>
</li>
</ol>
<p>การแต่งตาด้วยสีโทนร้อน เช่น ส้มสดใส แดงสดใส สะท้อนแสง ซึ่งก็ให้ความรู้สึกสนุกสนาน สดใสไปอีกแบบค่ะ</p>
<ol start="15">
<li>
<h4>เขียนไลน์เนอร์เฉพาะขอบตาล่าง</h4>
</li>
</ol>
<p>การแต่งตาแนวนี้จะให้ลุคดาร์ก แลดูลึกลับ น่าค้นหา กูรูเข้านิยามลุคนี้ว่า  “don’t mess with me”</p>
<ol start="16">
<li>
<h4>Cool-Highlighted Inner Corners</h4>
</li>
</ol>
<p>แต่งตาด้วยชิมเมอร์ ไฮไลท์บริเวณหัวตา ด้วยสีโทนเย็น เช่น ทอง เงิน ขาว แต่งตาลุคนี้จะดูดีมากค่ะหากทาปากดูสีแนวนูด หรือเบส แทนสีแดง</p>
<ol start="17">
<li>
<h4>ไม่มี Mascara ก็โอเคร</h4>
</li>
</ol>
<p>อย่างที่บอกว่าเทรนด์นี้จะเน้นความเป็นธรรมชาติ ดังนั้น เค้าเลยบอกว่า มาสคาร่า ไม่ต้องแล้วจ๊ะ</p>
<ol start="18">
<li>
<h4>ปัดคิ้วให้หนา เป็นธรรมชาติก็พอ</h4>
</li>
</ol>
<p>ไม่ต้องแต่งคิ้วมากมาย แค่ปัดคิ้วให้เรียงเส้นสวยก็เพียงพอ แล้วตามด้วยที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความหนา แค่นี้ก็ดูสวยธรรมชาติแล้วค่ะ</p>
<ol start="19">
<li>
<h4>แค่ขี้ผึ้งก็พอแล้ว</h4>
</li>
</ol>
<p>เทรนด์ปีนี้สวยธรรมชาติจริงๆค่ะ เค้าบอกว่าสาวๆมีแนวโน้มทีจะทาลิปน้อยลง (บางคนอาจจะเถียงในใจว่าไม่จริ๊ง) ดังนั้นแค่ทาขี้ผึ้ง หรือลิปมันให้ดูมันวาว ชุ่มชื้น ไม่แห้ง ก็พอแล้ว</p>
<ol start="20">
<li>
<h4>ลิปสีแดง มาแรงแน่ๆ</h4>
</li>
</ol>
<p>เทรนด์ในปีนี้เท่าที่ดูจะเป็นการแต่งหน้าเน้นโชว์ผิวสวย ธรรมชาติ แต่หากธรรมชาติไปซะหมดอาจจะดูจืดไปนิด ดังนั้น การใช้ลิปสีแดง ก็ช่วยให้หน้าดูโดดเด่นได้ค่ะ</p>
<ol start="21">
<li>
<h4>ทาปากด้วยกลิตเตอร์ และชิมเมอร์</h4>
</li>
</ol>
<p>แต่งปากแนวแฟนตาซี คล้ายทีเราเห็นในหนัง Sci-fi ด้วยกลิตเตอร์ และชิมเมอร์ระยิบระยับ ลุคนี้น่าจะเหมาะกับการเดินแฟชั่น หรืองานเฉพาะมากกว่าค่ะ ถ้าใช้ในชีวิตประจำวันอาจจะเป็นกลิตเตอร์แบบเบาๆพอ</p>
<p>จบไปแล้วนะคะสำหรับ เทรนด์แต่งหน้า ปี 2017 นอกจากอัพเดทเรื่องการแต่งหน้าแล้ว อย่าลืมดูแลผิวให้สวยกันด้วยนะคะ เพราะเทรนด์โชว์ผิวกำลังมาแรงปีหน้าค่ะ แล้วพบกันใหม่กับบทความดีๆ จาก Jaslyn ค่ะ</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p class="entry-title">Spring/ Summer 2017 Makeup Trends จาก เว็บ <a href="http://www.fashionisers.com/trends/spring-summer-2017-makeup-trends/">Fasionisers</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2017-sp/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">863</post-id>	</item>
		<item>
		<title>Comedogenic Rate กับการเกิดสิวอุดตัน และการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/comedogenic-rate-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/comedogenic-rate-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Nov 2016 21:13:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[Acne]]></category>
		<category><![CDATA[Comedogenic rate]]></category>
		<category><![CDATA[Comedone]]></category>
		<category><![CDATA[cosmetic]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=779</guid>

					<description><![CDATA[วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง Comedogenic Rate ของสารต่างๆ  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง Comedogenic Rate ของสารต่างๆ กับการเกิดการอุดตัน และการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าค่ะ</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่สาวๆมักตั้งคำถามเสมอก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า คือ ใช้ตัวนี้แล้วจะอุดตันมั๊ยคะ?</p>
<h1><strong>Comedogenic Rate คืออะไร แล้วทำไปทำไมนะ?</strong></h1>
<p>ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า แนวคิดเรื่อง Comedogenic ไม่ใช่แนวคิดใหม่ที่เพิ่งมีมาไม่นานนี้ค่ะ แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 1972 โดยตอนนั้น คุณ Kligman และ Mills ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ได้นำเสนอเรื่อง “Acne Cosmetica” ขึ้นมา</p>
<p>“Acne Cosmetica” คือ เครื่องสำอางที่เป็นสาเหตุให้เกิดสิว หรือทำให้สิวที่เป็นอยู่แล้ว เป็นเยอะขึ้นไปอีก</p>
<p>โดยรายงานว่า เครื่องสำอางในท้องตลาดที่ขายๆกันกว่า 50% พบว่าสามารถทำให้เกิดการอุดตันที่หูกระต่าย</p>
<p>(ถ้าใครอ่าน เรื่องที่ Jaslyn เคยเขียนก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับเวชสำอาง อาจจะคุ้นๆชื่อ คุณ Kligman เพราะคนนี้แหละค่ะ เป็นคนที่ทำให้คำว่าเวชสำอาง หรือ Pharmaceutical เป็นที่แพร่หลาย แต่ไม่ใช่คนคิดคนแรกนะคะ)</p>
<p>เหตุผลที่ต้องทดสอบที่หูกระต่าย เค้าให้เหตุผลว่า ที่หูกระต่ายเพราะบริเวณหูกระต่ายจะมีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่จำนวนมาก และมีความไวต่อการเกิดการอุดตันมากกว่าผิวคน เค้าเลยเชื่อว่าถ้ากระต่ายใช้แล้วไม่อุดตัน คนก็น่าจะปลอดภัยค่ะ</p>
<p>Comedogenic Rate ก็คือ การจัดอันดับของสารต่างๆ ที่นำมาทดสอบโดยการทาในรูหูกระต่ายส่วนนอก (External canel) วันละ 1 ครั้ง , ทาให้ได้ 5 ครั้ง ใน 1 สัปดาห์ ปริมาณที่ทา 5-10 mg/cm<sup>2</sup> ตามดูผลนาน 14 ครั้ง หลังจากทา แล้วดูว่าทำให้เกิด follicular hyperkeratosis การหนาตัวของชั้นหนังกำพร้ารอบๆต่อมขน หรือ การอักเสบต่างๆหรือไม่ แล้วนำมาจัดลำดับคะแนน แบ่งเป็น 0 &#8211; 5</p>
<h2>คะแนน Comedogenic rate</h2>
<p>0 = จะไม่อุดตันรูขุมขน</p>
<p>1 = อุดตันน้อย</p>
<p>2 = อุดตันค่อนข้างน้อย</p>
<p>3 = ปานกลาง</p>
<p>4 = ค่อนข้างสูง</p>
<p>5 = สูง</p>
<p>Comedogenic Rate ของสารต่างๆ ข้อมูลตรงนี้แต่ละแหล่งอ้างอิง อาจจะแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อยนะคะ เพราะมีคนทดสอบในเรื่องนี้หลายงานวิจัยอยู่ค่ะ และค่าที่ได้ก็มีคลาดเคลื่อนกันบ้างในบางตัว</p>
<h4>น้ำมันและเนย (Oils &amp; Butters)</h4>
<p>น้ำมันอัลมอนด์ Almond Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันเมล็ดแอปริคอท Apricot Kernel Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันอาร์แกน Argan Oil &#8211; 0<br />
น้ำมันอะโวคาโด Avocado Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันเบาบับ Baobab Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันโบราจ Borage Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันดอกดาวเรือง Calendula Oil &#8211; 1<br />
การบูร Camphor &#8211; 2<br />
น้ำมันละหุ่ง Castor Oil &#8211; 1<br />
เนยโกโก้ Cocoa Butter &#8211; 4<br />
เนยมะพร้าว Coconut Butter &#8211; 4<br />
น้ำมันมะพร้าว Coconut Oil (from the meat or kernel) &#8211; 4<br />
น้ำมันข้าวโพด Corn Oil &#8211; 3<br />
น้ำมันเมล็ดฝ้าย Cotton Seed Oil &#8211; 3<br />
น้ำมันนกอีมู Emu Oil &#8211; 1<br />
น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส Evening Primrose Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันเมล็ดลินิน Flax Seed Oil &#8211; 4<br />
น้ำมันเมล็ดองุ่น Grape Seed Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันฮาเซลนัท Hazelnut Oil &#8211; 2<br />
น้ำทันเมล็ดกัญชง Hemp Seed Oil &#8211; 0<br />
น้ำมันโจโจ้บา Jojoba Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันโจโจบาซัลเฟต Jojoba Oil Sulfated &#8211; 3<br />
น้ำมันลินสีด Linseed Oil &#8211; 4<br />
เนยมะม่วง Mango Butter &#8211; 0<br />
น้ำมันแร่ Mineral Oil &#8211; 0 **** อ่านหมายเหตุ<br />
น้ำมันตัวมิงค Mink Oil &#8211; 3<br />
น้ำมันสะเดา Neem Oil &#8211; 1<br />
น้ำมันมะกอก Olive Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันปาล์ม Palm Oil &#8211; 4<br />
น้ำมันเมล็ดพีช Peach Kernel Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันถั่วลิสง Peanut Oil &#8211; 2<br />
วาสลีน Petrolatum &#8211; 0 **** อ่านหมายเหตุ<br />
น้ำมันทับทิม Pomegranate Oil &#8211; 1<br />
น้ำมันเมล็ดฟักทอง Pumpkin Seed Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันโรสฮิป Rosehip Oil &#8211; 1<br />
น้ำมันดอกคำฝอย Safflower Oil (<u>not</u> the cooking oil) &#8211; 0<br />
น้ำมันเมล็ดไม้จันทน์ Sandalwood Seed Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันซีบัคธอร์น Sea Buckthorn Oil &#8211; 1<br />
น้ำมันงา Sesame Oil &#8211; 2<br />
เนยเชีย Shea Butter &#8211; 0<br />
น้ำมันถั่วเหลือง Soybean Oil &#8211; 3<br />
น้ำมันดอกทานตะวัน Sunflower Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันต้นกระทิง Tamanu Oil &#8211; 2<br />
น้ำมันจมูกข้าวสาลี Wheat Germ Oil &#8211; 5<br />
น้ำมันตับปลาฉลาม Shark Liver Oil &#8211; 3</p>
<p>หมายเหตุ  ****Mineral Oil กับ Petrolatum มีทั้งการศึกษาที่บอกว่าไม่กระตุ้นสิวและการศึกษาที่แย้งว่ากระตุ้นสิว</p>
<h4><strong>ไข </strong><strong>Waxes</strong></h4>
<p>ขี้ผึ้ง Beeswax &#8211; 2<br />
ไขแคนเดลิลล่า Candelilla Wax &#8211; 1<br />
ไขคาร์นอบา Carnauba  Wax &#8211; 1<br />
ไขเคเรซิน Ceresin Wax &#8211; 0<br />
ไขอิมัลซิไฟเออร์เนชันเนลฟอร์มูล่า Emulsifying Wax NF &#8211; 2<br />
ไขขนแกะ Lanolin Wax &#8211; 1</p>
<h4><strong>พืช </strong><strong>Botanicals</strong></h4>
<p>สารสกัดสาหร่าย Algae Extract &#8211; 5<br />
เจลว่านหางจระเข้ Aloe Vera Gel &#8211; 0<br />
ดาวเรือง Calendula &#8211; 1<br />
คาร์ราจีแนน Carrageenans &#8211; 5<br />
ดอกคาโมไมล์ Chamomile &#8211; 2<br />
สารสกัดจากดอกคาโมไมล์ Chamomile Extract &#8211; 0<br />
ว่านหางจระเข้สกัดเย็น Cold Pressed Aloe &#8211; 0<br />
สาหร่ายสีแดง Red Algae &#8211; 5</p>
<h4><strong>Vitamins &amp; Herbs</strong></h4>
<p>วิตามินซี Ascorbic Acid &#8211; 0<br />
สารสกัดมันฮ่อดำ Black Walnut Extract &#8211; 0<br />
วิตามินอี Tocopherol (Vitamin E) &#8211; 2<br />
วิตามินเอ Vitamin A Palmitate &#8211; 2<br />
โปรวิตามินบี 5 Panthenol &#8211; 0</p>
<h4><strong>Antioxidants</strong></h4>
<p>เบต้าแคโรทีน Beta Carotene &#8211; 1<br />
กรดไฮดรอกซีเบต้า BHA &#8211; 2</p>
<h4><strong>Minerals</strong></h4>
<p>แอลจิน Algin &#8211; 4<br />
กำมะถันคอลลอยด์ Colloidal Sulfur &#8211; 3<br />
ดอกกำมะถัน Flowers of Sulfur &#8211; 0<br />
เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ Potassium Chloride &#8211; 5<br />
ขี้ผึ้งผสมผงกำมะถันเหลือง Precipitated Sulfur &#8211; 0<br />
เกลือแกง Sodium Chloride (Salt) &#8211; 5<br />
แร่หินสบู่ Talc &#8211; 1<br />
ซิงค์สเตียเรต Zinc Stearate &#8211; 0</p>
<h4><strong>Thickeners, Emulsifiers, Detergents</strong></h4>
<p>คาร์โบเมอร์ 940 Carbomer 940 &#8211; 1<br />
ไฮดรอกซีโพรพิลเซลลูโลส Hydroxypropyl Cellulose &#8211; 1<br />
ดินขาว Kaolin &#8211; 0<br />
แมกนีเซียมอลูมิเนียมซิลิเกต Magnesium Aluminum Silicate &#8211; 0<br />
โซเดียม ลอเรท ซัลเฟต Sodium Laureth Sulfate &#8211; 3<br />
โซเดียม ลอริล ซัลเฟต Sodium Lauryl Sulfate &#8211; 5<br />
ซอร์บิแทน โอลีเอท Sorbitan Oleate &#8211; 3</p>
<h4><strong>Alcohol, Esters, Ethers, &amp; Sugars</strong></h4>
<p>โพลิซอเบท 20 Polysorbate 20 &#8211; 0<br />
โพลิซอเบท 80 Polysorbate 80 &#8211; 0<br />
สเตอรอลเอสเทอร์ Sterol Esters &#8211; 0<br />
บีเฮนดิล ไตรกลีเซอร์ไรด์ Behenyl Triglyceride &#8211; 0<br />
บิวทีลีน ไกลคอล Butylene Glycol &#8211; 1<br />
ซิเทียริว แอลกอฮอล์ Cetearyl Alcohol &#8211; 2<br />
ไดเอทิลีนไกลคอลโมโนเมทิลอีเทอร์ Diethylene Glycol Monomethyl Ether &#8211; 0<br />
กลีเซอรีน Glycerin &#8211; 0<br />
กลีเซอริลสเตียร์เรทเอ็นเอสอี Glyceryl Stearate NSE &#8211; 1<br />
กลีเซอริลสเตียร์เรทเอสอี Glyceryl Stearate SE &#8211; 3<br />
กลีเซอริลไตรแคปพิลโลคาเพลท Glyceryl Tricapylo/Caprate &#8211; 1<br />
กลีเซอรอลทรีไดไอโซสเตียร์เรท Glyceryl-3-Diisostearate &#8211; 4<br />
เฮกซะเดซิลแอลกอฮอล์ Hexadecyl Alcohol &#8211; 5<br />
ไอโซเซทิลสเตียร์เรท Isocetyl Stearate &#8211; 5<br />
ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ Isopropyl Alcohol &#8211; 0<br />
ลอร์เรท 23 Laureth 23 &#8211; 3<br />
ลอร์เรท 4 Laureth 4 &#8211; 5<br />
ออคทิล สเตียร์เรท Octyl Stearate &#8211; 5<br />
โอเลท-10 Oleth-10 &#8211; 2<br />
โอเลท-3 Oleth-3 &#8211; 5<br />
โอเลอิลแอลกอฮอล์ Oleyl Alcohol &#8211; 4<br />
โพลีเอทิลีนไกลคอล 400 Polyethylene Glycol 400 (PEG 400) &#8211; 1<br />
โพลีเอทิลีนไกลคอล 300 Polyethylene Glycol 300 &#8211; 1<br />
โพลีกรีเซอริลทรีไดไอโซสเตียร์เรท Polyglyceryl-3-Diisostearate &#8211; 4<br />
โพรพิลีนไกลคอล Propylene Glycol &#8211; 0<br />
โพรพิลีนไกลคอลโมโนสเตียร์เรท Propylene Glycol Monostearate &#8211; 4<br />
แอลกอฮอล์ดีแนท SD Alcohol 40 &#8211; 0<br />
ซอร์บิแทน ลอเรท Sorbitan Laurate &#8211; 1<br />
ซอร์บิทอล Sorbitol &#8211; 0<br />
สเตียเรท 10 Steareth 10 &#8211; 4<br />
สเตียเรท 100 Steareth 100 &#8211; 0<br />
สเตียเรท 2 Steareth 2 &#8211; 2<br />
สเตียเรท 20 Steareth 20 &#8211; 2<br />
จมูกข้าวกรีเซอไรด์ Wheat Germ Glyceride – 3</p>
<p>พอมีการจัดลำดับ Comedogenic rate ขึ้นมา ก็ส่งผลดีในแง่ของการตลาดเครื่องสำอาง เพราะ คนที่กำลังเป็นสิว กังวลเรื่องสิว ก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น หากผลิตภัณฑ์มีเขียนไว้ว่า Non-comedogenic</p>
<p>จริงๆ ในประเด็นนี้มีการถกเถียงกันค่อนข้างมากค่ะ เรื่อง Comedogenic</p>
<h2>ประเด็นที่ 1 สารในกลุ่ม Mineral oil และ Petrolatum มีทั้งงานวิจัยที่บอกว่า ทำให้เกิดการอุดตัน และไม่อุดตัน</h2>
<p>โดยสรุปแล้ว ในประเด็นนี้เค้าบอกว่า งานวิจัยแรกที่บอกว่า Mineral oil และ Petrolatum ทำให้เกิดการอุดตัน น่าจะเกิด false positive คือ ผลบวกลวงค่ะ หมายความจริงๆแล้ว ไม่ทำให้อุดตัน และในปัจจุบัน Mineral oil และ Petrolatum ที่ใช้ในเครื่องสำอางมีความบริสุทธิ์มากขึ้นจากสารบางตัวที่ปนมาแล้วทำให้อุดตัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Petrolatum แล้วพบว่าไม่ทำให้เกิดการอุดตัน และไม่กระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ แม้ลักษณะภายนอกของสารตัวนี้จะดูมันๆก็ตาม ตัวอย่าง Petrolatum เช่น Vasaline ที่เนื้อเหลืองๆ ครีมๆ ค่ะ</p>
<p>มีบางเว็บไซต์ที่อ่านเจอบอกว่า Mineral oil และ Petrolatum มี Comedogenic rate = 0 แต่ ใช้แล้วอุดตัน อันนี้ คือ มั่ว นะคะ เข้าใจผิดแล้ว</p>
<p>ค่า Comedogenic rate บอกเกี่ยวกับการอุดตันค่ะ ถ้าเท่ากับ 0 แสดงว่าไม่เกิดการอุดตัน และไม่กระตุ้นการเกิดสิว</p>
<h2>ประเด็นที่ 2 เรื่องวิธีการทดสอบในการจัด Comedogenic rate ของแต่ละการทดลอง</h2>
<p>โดยสรุปในประเด็นนี้ บางการทดลอง(การทดลองแรกๆ สมัยเริ่มแรกเลย) ไม่ได้กำจัดสิ่งอื่นๆที่อยู่ในรูหูกระต่ายออกก่อนทำการทดสอบ เช่น พวกคราบไขมัน ขี้หู ซึ่งพวกนี้ก็อาจจะทำให้อุดตันได้เช่นกัน ผลที่ได้จึงอาจจะเป็น False Positive (ผลบวกลวง), บางการทดลองไม่ได้ทำ biopsy เปรียบเทียบชิ้นส่วนเซลล์ของด้านที่ทำการทดลอง กับด้านที่ไม่ได้ทำ ผลที่ได้ก็จึงอาจจะเป็น False Positive ได้เช่นกัน ใน Model การทดสอบกับหูกระต่ายในปัจจุบันจะไม่ทำที่รูหูแล้ว แต่จะมาทำที่ใบหูแทน เนื่องจากไม่สะดวกในการเอามาทำ biopsy และModel กระต่ายปัจจุบัน จะทำบริเวณใบหูส่วน concave แทน ที่เลือกเพราะมีปริมาณรูขุมขนมากพอให้ศึกษา และมีความคล้ายคลึงกับ follicle กับของคนมากกว่า</p>
<p>แต่ก็ยังมีคนแย้งอีกว่า หูกระต่ายมันจะไวต่อการเกินการอุดตันมากไปนะ งั้นไปทดสอบในคนดีกว่า ในที่สุดจึงมีการไปศึกษาในคน (Human-model) ค่ะ โดยศึกษาการอุดตันบริเวณหลังส่วนบนของวัยรุ่นผิวดำ ซึ่งมีขนาดรูขุมขนใหญ่ การทดลองนี้มีทั้งการนำน้ำมันส่วนเกินต่างๆออกก่อนการทดลองแล้ว ทำ biopsy ด้วย สิ่งที่น่าสนใจ คือ พบว่า <em><strong>สารที่อุดตันน้อยในหูกระต่าย ไม่ทำให้เกิดการอุดตันในคน และน่าจะใช้ได้ในคนที่เป็นสิว แต่สารที่มีการอุดตันระดับปานกลางถึงสูงในหูกระต่ายสามารถกระตุ้นให้เกิดสิวอุดตันในคนได้ค่ะ</strong></em></p>
<h2>การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สกินแคร์ต่างๆ การดูค่า Comedogenic rate เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ ?</h2>
<p>จริงๆ แล้วการดูค่า Comedogenic rate เพียงอย่างเดียว ไม่พอค่ะ</p>
<p>การเลือกสารในการตั้งตำรับเครื่องสำอาง หรือจะซื้อมาใช้ ยังต้องคิดเรื่องการระคายเคือง ปริมาณที่ใส่ด้วยค่ะ ต้องอยู่ในช่วงที่กำหนด ถึงสารที่เลือกมีค่า Comedogenic rate ต่ำ แต่หากมีความเข้มข้นมากเกินไป ก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้</p>
<p>คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพ คุณสมบัติเฉพาะ ฤทธิ์เฉพาะของสารนั้น หากเราเลือกใช้สารเพื่อบำรุงผิวสักตัว ควรพิจารณาเลือกคุณสมบัติต่างๆ ของสารที่เราจะใช้ ให้ตรงกับปัญหาผิวด้วยค่ะ</p>
<h2>คำแนะนำสำหรับคนเป็นสิว ในการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า</h2>
<p>ผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า Non-comedogenic ก็ไม่สามารถรับประกันได้ 100% ค่ะ ว่าจะไม่อุดตัน เช่นกัน เพราะยังขึ้นกับปัจจัยอื่นอีก เช่น ปริมาณ การตั้งตำรับ สภาพขนาดรูขุมขน</p>
<p>หากจะบอกว่าให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันไปเลยสำหรับคนเป็นสิว ก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะ</p>
<p>สารที่เป็นน้ำมัน หรือมีลักษณะมันๆ ก็ไม่ได้ หมายความว่า จะทำให้เกิดการอุดตันทุกตัวค่ะ เช่น Mineral oil, Shear butter, Argan oil จะเห็นว่าค่า Comedogenic rate = 0</p>
<p>แนะนำว่า หากมีปัญหาสิวอยู่ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลัก คือ สารที่ใช้ในการทำครีมเบส, สารที่มีสัดส่วนสูงในเนื้อผลิตภัณฑ์ มีค่า Comedogenic rate ช่วง 0-2 ค่ะ หากสารมีค่า Comedogenic rate ช่วง 3-5 ต้องระวังว่าอาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่สำหรับคนที่ผิวปกติ ไม่มีปัญหาสิว จะใช้แบบไหนก็ได้ค่ะ หากใช้แล้วไม่มีปัญหา อย่างที่เคยเขียนในบทความก่อนหน้านี้ เรื่องการใช้น้ำมันมะพร้าว เช็ดเครื่องสำอาง น้ำมันมะพร้าว comedogenic rate = 5 แต่บางคนใช้แล้วไม่มีปัญหา ก็ใช้ได้ค่ะ</p>
<p>แต่หากสารนั้นใส่ในปริมาณน้อย เช่น ใส่เป็นสารสำคัญ (Active ingredient) ก็ไม่ต้องกังวลมากกับเรื่อง Comedogenic rate ค่ะ เพราะสารสำคัญ ปริมาณที่ใส่โดยปกติ อยู่ที่ 1-5% คิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับครีมเบส จึงไม่น่าก่อให้เกิดการอุดตันได้</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li><a href="http://jamanetwork.com/journals/jamadermatology/article-abstract/543668">บทความเรื่อง A Human Model for Assessing Comedogenic Substances โดย Otto H. Mills Jr, PhD; Albert M. Kligman, MD, PhD <span class="meta-citation-journal-name">Arch Dermatol. </span><span class="meta-citation">1982;118(11):903-905. doi:10.1001/archderm.1982.01650230031022</span></a></li>
<li><a href="http://journal.scconline.org/pdf/cc1983/cc034n05/p00215-p00225.pdf">งานวิจัยเรื่อง Use of the rabbit ear model in evaluating the comedogenic potential of cosmetic ingredients โดย WILLIAM E. MORRIS และ SHIH CHAO KWAN j. Soc. Cosmet. Chem., 34, 215-225 (August 1983) </a></li>
<li><a href="https://books.google.co.th/books?id=f_ETtcJM_0gC&amp;pg=PA85&amp;lpg=PA85&amp;dq=comedogenic+argument&amp;source=bl&amp;ots=crZuEY-wiV&amp;sig=sf5jwMvo3fTD5BeAi8wD4N9Astk&amp;hl=en&amp;sa=X&amp;ved=0ahUKEwin7Nb5hL3QAhUDMI8KHWCTDTQQ6AEIKTAD#v=onepage&amp;q=comedogenic%20argument&amp;f=falsehttp://journal.scconline.org//pdf/cc1996/cc047n01/p00041-p00048.pdf">หนังสือ Conditioning Agents for Hair and Skin โดย Randy Schueller และ Perry Romanowski</a></li>
</ol>
<a href="https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/comedogenic-rate-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99/#gallery-779-1-slideshow">Click to view slideshow.</a>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/comedogenic-rate-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">779</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
