<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss"
	xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#"
	>

<channel>
	<title>เตือนภัย &#8211; Jaslyn</title>
	<atom:link href="https://www.jaslynsense.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<description>ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สาระความรู้สุขภาพและความงาม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 21 Apr 2017 09:49:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.2</generator>

<image>
	<url>https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/07/cropped-01-150x150.jpg</url>
	<title>เตือนภัย &#8211; Jaslyn</title>
	<link>https://www.jaslynsense.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">113788713</site>	<item>
		<title>อันตรายครีมปรอท ขาวใส 3 วัน 7 วัน &#8230; หน้าพัง ไตพัง ไม่รู้ตัว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Jaslyn_Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2017 09:44:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1744</guid>

					<description><![CDATA[ครีมปรอท อันตรายที่มากับความขาว ผลในเรื่องความขาว กระจ่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ครีมปรอท อันตรายที่มากับความขาว</h2>
<p>ผลในเรื่องความขาว กระจ่างใส เป็นผลลัพธ์ยอดฮิตที่สาวๆส่วนใหญ่ต้องการ ทำให้ครีมผิวขาว หรือ Whitening เป็นครีมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน ยิ่งครีมเห็นผลลัพธ์เร็ว ขาวขึ้นทันที ขาวขึ้นรวดเร็วเพียงข้ามคืน ขาวขึ้นภายใน 3 วัน &#8230; 7 วัน ยิ่งเป็นที่ต้องการ และได้รับความนิยมเพราะขาวไวทันใจ</p>
<p>แต่ทราบมั๊ยคะว่า ครีมผิวขาว (Whitening) เหล่านี้พบว่ามีจำนวนไม่น้อยราว 20% แอบใส่สารอันตรายที่ อย. ไม่อนุญาติอยู่ หนึ่งในบรรดาสารอันตรายที่ใส่ในครีมหน้าขาว คือ สารปรอท (จริงๆแล้วยังมีสารอันตรายอีกหลายตัวที่มักตรวจเจอในครีมหน้าขาว เช่น ไฮโดรควิโนน ซึ่งพอใช้ไปแล้วมีผลข้างเคียงทำให้เกิด ฝ้าถาวร ผิวกระดำกระด่าง ตาดำพิการ!!! เราได้เขียนไปแล้วในบทความก่อนหน้าสามารถอ่านบทความเต็มได้ตามลิงค์นี้ค่ะ  &gt;&gt;&gt; <a href="https://www.jaslynsense.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%87/%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2/">ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว</a> ) สเตียรอยด์, กรดเรติโนอิก</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-1745 size-full" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01.jpg" alt="อันตรายครีมปรอท" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/04/อันตรายครีมปรอท-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>แต่เอาเป็นว่า เรามาพูดถึงเรื่องอันตรายจากการใช้ครีมที่มีสารปรอทกันก่อนนะคะ</h4>
<p><strong>สารปรอท</strong> เป็นสารต้องห้ามในเครื่องสำอางที่ <strong>อย. ห้ามใส่ลงไปในเครื่องสำอางโดยเด็ดขาด ครีมตัวไหนมีสารปรอทผสมอยู่ถือว่าผิดกฎหมาย</strong> ปรอทสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิว เมื่อเม็ดสีเมลานินซึ่งมีสีน้ำตาล,สีเหลือง ที่ผิวถูกสร้างลดลงผิวจึงขาวขึ้น แม้จะช่วยให้ผิวขาวเร็ว แต่พบว่าสารปรอทนั้นมีอันตรายมากเช่นกัน</p>
<p>สารปรอทสามารถทำให้เกิด ผื่นแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร ผิวบางลง และหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเกิดการสะสมของสารปรอทที่ผิวหนัง และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ตับและไตอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ สมองอักเสบได้ค่ะ และหากใครที่กำลังตั้งครรภ์อยู่แล้วไปใช้ครีมที่มีสารปรอท สารปรอทสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปถึงทารกในครรภ์ได้ด้วยทำให้เด็กเกิดภาวะสมองพิการ!!!</p>
<p>มีการศึกษาผลของสารปรอทในหนู โดยทาครีมสำหรับผิวขาวกระจ่างใสที่มีส่วนผสมของสารปรอทอยู่เป็นระยะเวลานาน 1 เดือน พบว่าสามารถตรวจพบสารปรอทสะสมในเนื้อเยื่อของตับ, สมอง, ไต และพบว่าแม้ทาไปเพียง 3 วัน ก็สามารถตรวจพบปรอทในเนื้อเยื่อหนูได้แล้ว และพบว่าปริมาณสารปรอทที่สะสมขึ้นกับจำนวนครั้งในการทา ยิ่งทาเยอะ ทาบ่อย ยิ่งพบปริมาณสะสมมาก และพบว่าการใช้ต่อเนื่องอาจจะส่งผลให้เกิดการทำลายเกิดความเสียหายอย่างถาวรต่อเนื้อเยื่อตับ สมอง และไตค่ะ ใครอยากอ่านงานวิจัยฉบับเต็ม ไปอ่านได้ตามลิงค์นี้นะคะ งานวิจัย เรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/14669908">Histopathological effects of mercury in skin-lightening cream. โดย Al-Saleh I และคณะ</a></p>
<p>หลายคนคงคุ้นๆกับชื่อโรคนี้นะคะ <strong>โรคมินามาตะ</strong> (เคยท่องตอนเรียนสมัยเด็กๆ) โรคนี้ตั้งตามชื่อเมืองมินามาตะ ในญี่ปุ่น เป็นเมืองที่เคยเกิดปัญหาการปนเปื้อนของสารปรอทจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่สิ่งแวดล้อม โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชาตามแขนขา อัมพาต แขนขาบิดเบี้ยว ไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ มีผลต่อสมอง และระบบประสาท เมื่อนำสมองของผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มาศึกษาจะพบว่าเนื้อสมองถูกทำลาย เนื้อสมองหายไป และมีลักษณะพรุนคล้ายฟองน้ำค่ะ ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เกิดจากพิษของปรอทที่สะสมในร่างกาย</p>
<p>ดังนั้นหากสาวๆจะเลือกใช้เครื่องสำอางใดๆ อย่าดูเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นเพียงอย่างเดียวนะคะ ต้องดูความปลอดภัยระยะยาวกันด้วยแม้จะขาวกระจ่างใสรวดเร็ว แต่หากมีอันตรายมากมายอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ก็ไม่ควรใช้ค่ะ ในการผลิตเครื่องสำอางยังมีสารอีกมากมายค่ะ ที่มีประสิทธิภาพดีที่ช่วยในเรื่องความขาวกระจ่างใสได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารอันตราย</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li><a href="https://www.fda.gov/ForConsumers/ConsumerUpdates/ucm294849.htm">บทความเรื่อง Mercury Poisoning Linked to Skin Products โดย U.S. FDA</a></li>
<li><a href="http://med.mahidol.ac.th/ramapharmacy/th/knowledge/general/04072016-2055-th">บทความเรื่อง   อันตรายจากสารต้องห้ามในเครื่องสำอาง โดย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลฝ่ายเภสัชกรรม</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1744</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Feb 2017 18:18:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่องเครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[ฝ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.jaslynsense.com/?p=1373</guid>

					<description><![CDATA[ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว ไฮโดรควิโนน (Hydroqui [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ไฮโดรควิโนน สารอันตราย เร่งผิวขาว</h2>
<p><strong>ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)</strong> เป็นสารต้องห้าม ที่ อย. ประกาศ <strong>ห้ามใส่ในเครื่องสำอางเด็ดขาด</strong> แต่ในปัจจุบันก็ยังมีการตรวจพบว่ามีหลายเจ้าที่ไม่จริงใจ แอบใส่เจ้าสารตัวนี้ลงไป โดยเฉพาะในเครื่องสำอางกลุ่มที่ช่วยให้ผิวขาว (Whitening)</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1374" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01.jpg" alt="ฝ้า กระ" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/กระ-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<p>ไฮโดรควิโนน เป็นสารที่ถูกค้นพบตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ราวๆ ค.ศ. 1935 โดยนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งสังเกตเห็นว่าผิวของคนงานในโรงงานยางจากที่เคยด่างดำ กลับกลายเป็นขาวขึ้น จึงสงสัยว่าน่าจะเกิดจากสารเคมีบางตัวที่ใช้เป็นน้ำยาในโรงงานยางแน่ๆ เลยนำมาศึกษาและพบว่า สารเคมีที่ทำให้ขาวขึ้นคือ อนุพันธ์ของไฮโดรควิโนน (Monobenzyl Ether of Hydroquinone)</p>
<p>หลังจากนั้น ไฮโดรควิโนน ก็ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นที่น่าตื่นเต้น ในวงการเครื่องสำอางช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นครีมช่วยให้ผิวขาว เนื่องจากไฮโดรควิโนนสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสภายในเมลาโนไซท์ได้ ทำให้ไม่เกิดการย่อยกรดอะมิโนไทโรซิน(ซึ่งเป็นสารตั้งต้น) ให้กลายเป็น เม็ดสีเมลาโทนิน เรียกว่า เจ้าไฮโดรควิโนนไปยับยั้งกลไกการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ทำให้เกิดจุดด่างดำนั่นเองค่ะ</p>
<p>ใช้กันมานานราว 20 ปี จนในที่สุดพบว่า ไฮโดรควิโนน มันมีผลเสียต่อผิว เรียกว่า <strong>ขาว แต่ไม่สวย</strong> คือ ทำให้ผิวเสียไปเลย ผิวลอก ผิวระคายเคือง เกิดด่างขาว พอใช้นานๆ เกิดสีผิวกระดำ กระด่าง พบรอยดำบริเวณจมูก แก้ม เกิดฝ้าถาวร และรอยด่างดำยังสามารถกระจายไปยังส่วนอื่นที่ไม่ได้ทาไฮโดรควิโนนด้วย (อ้าว! ทีนี้ไม่ขาวละ ผิวด่าง ดำ แทน) &gt;&gt;&gt; พังคร่า ผิวพัง!!!</p>
<p>ต่อมามีการศึกษาถึงพิษของไฮโดรควิโนนเพิ่มเติมอีกมากมาย พบว่า ไฮโดรควิโนนสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง และสามารถทำให้ตาดำพิการถาวรได้</p>
<p>ประเทศไทยเราเป็นเมืองร้อน แดดแรง หากใช้ครีมที่มีไฮโดรควิโนนยิ่งมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบว่า การสัมผัสแสงแดดเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดผลแบบย้อนกลับของไฮโดรควิโนน (reverse effect) คือ กระตุ้นให้เกิดเม็ดสีเมลานิน แทนที่จะยังยั้งเม็ดสีเมลานิน และปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิด Reverse effect คือ การใช้ไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูงเกินไป, ผู้ใช้มีโทนสีผิวเข้ม (Darker skin type)</p>
<p style="text-align: center;">ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้ในปัจจุบัน อย. ไทย ประกาศห้ามใส่ ไฮโดรควิโนน ในเครื่องสำอางทั่วไปแล้ว &gt;&gt;&gt; จัดเป็นสารต้องห้าม!!!</p>
<p>อย่างไรก็ตาม อย. ไทย ยังอนุญาตให้สามารถใช้ไฮโดรควิโนนได้บ้าง แต่<strong>ต้องใช้โดยแพทย์ผิวหนังซึ่งมีความเชี่ยวชาญเท่านั้น</strong> เพื่อประโยชน์ในการใช้รักษาฝ้าค่ะ (เพราะมันลดฝ้าได้ดี + ราคาไม่แพง) และต้องใช้ความเข้มข้นตามที่ อย. กำหนด คือ ไม่เกิน 2%</p>
<p>ในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ก็มีกฎหมายห้ามใส่ ไฮโดรควิโนน เช่นเดียวกันกับบ้านเรา (ออกกฎหมายหลัง อย. บ้านเราด้วย) แต่อนุญาตให้ใช้เป็นสีย้อมผ้าได้ที่ความเข้มข้นไม่เกิน 0.3%</p>
<p>ในอเมริกา ไฮโดรควิโนนครีม ที่ความเข้มข้น 2% ยังมีขายเป็นเครื่องสำอางอยู่ตามเคาท์เตอร์ปกติ (OTC = Over the counter) หากความเข้มข้นเกิน 2% ต้องมีใบสั่งแพทย์จึงจะสามารถซื้อได้</p>
<p>ส่วนในเครื่องสำอางที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค แอบใส่ไฮโดรควิโนน โดยส่วนใหญ่ มักตรวจพบว่ามีการใส่ไฮโดรควิโนน ประมาณ 5% (โอ๊ย!!! สูงกว่าหมอใช้ ตั้ง 2.5 เท่า) เพื่อหวังผลให้ขาวเร็ว ตบตาผู้บริโภค โดยไม่ได้สนใจผลข้างเคียงหรืออันตรายที่ตามมากับผู้บริโภคที่ซื้อไปใช้</p>
<p>ดังนั้น หากจะซื้อครีมที่ช่วยให้ผิวขาว ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ฉลากถูกต้องตามที่ อย. กำหนด มีเลขจดแจ้ง มีที่อยู่ สถานที่ผลิตและบริษัทจัดจำหน่ายชัดเจน รวมถึงมีเลขล็อท วันผลิต วันหมดอายุ ครบถ้วนด้วยค่ะ</p>
<h4></h4>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1373</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคที่คนไทยไม่ตระหนัก</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Feb 2017 12:47:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1238</guid>

					<description><![CDATA[ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคที่คนไทยไม่ตระหนัก เมื่อเราเริ่ม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคที่คนไทยไม่ตระหนัก</h2>
<p>เมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น ระบบต่างๆที่เคยทำงานได้ดีก็เริ่มแปรปรวน เมื่อตรวจสุขภาพประจำปีหลายคนเริ่มพบตัวบ่งชี้ ถึงภาวะสุขภาพที่แย่ลง เช่น <strong>ภาวะไขมันในเลือดสูง</strong></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1240" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01.jpg" alt="ภาวะไขมันในเลือดสูง" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ภาวะไขมันในเลือดสูง-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>ไขมันในเลือด คือ อะไร</h4>
<p>ไขมันในเลือด คือ สารในกลุ่มที่เรียกว่า <strong>ไลโปโปรตีน (Lipoprotein)</strong> เป็นสารประกอบเชิงซ้อนโมเลกุลใหญ่ ทำหน้าที่ลำเลียงขนส่ง คลอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอร์ไรด์ และวิตามินต่างๆที่ละลายในไขมัน ซึ่งไลโปโปรตีนแต่ละชนิด จะมีอะโปไลโปโปรตีนที่ต่างกัน ซึ่งจะคอยควบคุมให้ ไลโปโปรตีนทำงานต่างๆกันไป นอกจากนี้ไลโปโปรตีนแต่ละชนิดยังมีความหนาแน่นที่ต่างๆกันด้วย</p>
<p>ซึ่งไขมันในเลือด กับ ไขมันที่สะสมอยู่ตามพุง เนื้อเยื่อต่าง ก็เป็นคนละอันกัน อย่างสับสนนะคะ</p>
<h4>ชนิดของ ไลโปโปรตีน (Lipoprotein) ในเลือด</h4>
<ol>
<li><strong>ไคโลไมครอน (Chylomicron)</strong> เป็นตัวที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบเยอะที่สุด โดยเฉพาะไตรกลีเซอร์ไรด์ และมีความหนาแน่นน้อยที่สุด ถูกสังเคราะห์ขึ้นในลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ขนส่งไขมันจากอาหารไปยังตับ และเนื่อเยื่อต่างๆ</li>
<li><strong>VLDL (Very low density lipoprotein)</strong> ถูกสังเคราะห์ขึ้นที่ตับ มีไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนประกอบสูง ส่วนใหญ่จะเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ร่างกายสร้างขึ้น ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกายไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ</li>
<li><strong>IDL (Intermediate density lipoprotein)</strong> เมื่อ VLDL ปลดปล่อยไขมันนำไปใช้แล้ว จะมีขนาดเล็กลง เรียกว่า IDL ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นในการเกิด LDL ต่อไป</li>
<li><strong>LDL (Low density lipoprotein)</strong> เป็นไลโปโปรตีนที่มีคลอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบสูงทำหน้าที่ขนส่ง คลอเลสเตอรอลไปให้เซลล์ต่างๆที่มี LDL receptor</li>
<li><strong>HDL (High Density lipoprotein)</strong> เป็นไลโปโปรตีนที่มีขนาดเล็กที่สุด และมีความหนาแน่นมากที่สุด โดย HDL จะทำหน้าที่ ขนส่งคลอเลสเตอรอลกลับเข้าสู่เซลล์ตับ</li>
</ol>
<p>โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นกับ ชื่อของ LDL และ HDL มากที่สุด และเพื่อให้จำง่าย ง่ายต่อการเข้าใจ เราจะเรียก เจ้า<strong> LDL</strong> ว่าเป็นไขมันตัวร้าย ไขมันเลว และ เรียก เจ้า <strong>HDL</strong> ที่คอยเก็บกวาดคลอเลสเตอรอล ไขมันต่างๆกลับตับ ว่า ไขมันดี</p>
<p>สิ่งที่น่าตกใจคือ ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรงที่ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการเสียชีวิตได้ แต่ภาวะไขมันในเลือดสูงกลับได้รับความสนใจ และตระหนักถึงภาวะของโรคน้อย</p>
<p>จากสถิติงานวิจัยเกี่ยวกับระบาดวิทยา <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24800083"><strong>Prevalence of Dyslipidemia and Management in the Thai Population, National Health Examination Survey IV, 2009.</strong></a></p>
<p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในคนไทย เป็นการศึกษาที่ใหญ่พอสมควร ศึกษาในประชากรทั้งหมด 19,021 คน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป พบว่า มีประชากรถึง 29.6% ที่มีภาวะ LDL-C สูง, 47.1% มีภาวะ HDL-C ต่ำ, 38.6% มีภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูง (High Triglycerides) ในการศึกษานี้ยังมีการศึกษาแยกย่อยไปตามภูมิภาคต่างๆด้วย ขอเล่าเฉพาะข้อมูลในส่วนของเพศหญิงนะคะ พบว่าภาคใต้เป็นบริเวณที่พบประชากรมี ภาวะ LDL สูงเยอะสุด คือ 38.2% ตามมาติดๆด้วยภาคกลาง 34.8% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าเป็นบริเวณที่ประชากรมี ภาวะ HDL ในเลือดต่ำ มากที่สุด คือ 66.8% ตามมาด้วย ภาคเหนือ 60.4% และภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากที่สุด 41.4% และยังพบว่าในผุ้ป่วย โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคไต มักพบภาวะ HDL สูงร่วมอยู่ด้วย</p>
<p>พบว่า โดยรวมแล้ว คนไทย 66.5% มีภาวะบางอย่างของ Dyslipidemia และอย่างที่กล่าวในตอนต้น ว่ามีประชากรที่ตระหนักเกี่ยวกับภาวะไขมันในเลือดสูงน้อยมาก จากสถิติ มีคนตระหนักเพียง 17.8% เท่านั้น และ มีผู้ป่วยที่มีภาวะ LDL สูง แต่ไม่ได้รับยาอยู่จำนวนมาก ในผู้ป่วยที่ได้รับยาแล้วมีประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น (57.6) ที่สามารถควบคุมค่า LDL ให้เป็นไปตามเป้าหมายการรักษา</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1339" src="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/hc_art22_103.jpg" alt="" width="462" height="249" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/hc_art22_103.jpg 462w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/hc_art22_103-300x162.jpg 300w" sizes="(max-width: 462px) 100vw, 462px" /></p>
<p>ขอบคุณรูปภาพจาก : <a href="http://www.thefilipinodoctor.com/healthcare/2013/hc_art/2012/3/hc_art22_103.jpg" data-gallery>เว็บไซต์ http://www.thefilipinodoctor.com</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h4>LDL ร้ายกาจอย่างไร</h4>
<p>เมื่อ LDL ที่ล่องลอยอยู่ในเลือด แทรกตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อของเอนโดทีเลียม (endothelium) ที่หลอดเลือด และเจอกับอนุมูลอิสระ จะเกิดปฎิกิริยา ออกซิเดชันขึ้น กลายเป็น ออกซิไดซ์-LDL (Oxidize-LDL)</p>
<p>โมโนไซท์ (Monocyte) ในกระแสเลือดจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ผนังหลอดเลือดแล้วเปลี่ยนเป็นแมคโครฟาก (Macrophages) แมคโครฟาก จะมาจับกิน ออกซิไดซ์-LDL เกิดเป็นโฟมเซลล์ (Foam cell)</p>
<p>โฟมเซลล์ คือ เจ้าแมคโครฟากที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ปริมาณมากๆ แล้วโฟมเซลล์จะกระตุ้นเกิดการอักเสบของหลอดเลือดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการอักเสบเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อผนังหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดมีความแข็ง หนาตัวขึ้น เสียความยืดหยุ่น รูของหลอดเลือดตีบแคบลง การที่หลอดเลือดตีบแคบลงอาจเป็นผลให้เกิดการขาดเลือดของเนื้อเยื่อที่ต้องได้รับเลือดจากหลอดเลือดนั้น หากเกิดการฉีกออกของกล้ามเนื้อเรียบที่คลุมไขมันเอาไว้ เกร็ดเลือดก็จะทำงานเพื่อมาปิดปากแผล และกระตุ้นให้สร้างลิ่มเลือด นำไปสู่การอุดตันของหลอดเลือดอย่างเฉียบพลันค่ะ</p>
<p>เราพบว่า การที่มีระดับของ LDL ที่ลดลง มีความสัมพันธ์กับการเกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่ลดลงค่ะ</p>
<p><strong>โดยสรุป สำหรับ คนทั่วไป</strong></p>
<p style="text-align: center;">Total Cholesterol ควร &lt; 200 mg/dL</p>
<p style="text-align: center;">LDL Cholesterol ควร &lt; 100 mg/dL</p>
<p style="text-align: center;">HDL Cholesterol ควร &gt; 40 mg/dL</p>
<p style="text-align: center;">Triglycerides ควร &lt; 150 mg/dL</p>
<p>หลังอ่านบทความแล้ว อย่าลืมไปตรวจสุขภาพ ระมัดระวังภาวะไขมันในเลือดสูงกันด้วยนะคะ Jaslyn เป็นห่วง</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li>การวิจัยศึกษา เรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24800083">Prevalence of Dyslipidemia and Management in the Thai Population, National Health Examination Survey IV, 2009.</a></li>
<li><a href="http://www.si.mahidol.ac.th/department/Biochemistry/home/MD/%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%9E.57/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99.pdf">เอกสาร เรื่อง เมแทบอลิซึมของไลโปโปรตีน ของ ดร.นพ. ภัทรบุตร มาศรัตน ภาควิชาชีวเคมีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล</a></li>
<li>ขอขอบคุณรูปภาพจาก<a href="http://www.thefilipinodoctor.com/healthcare.php?art=22&amp;article_id=NzU=&amp;hclick=1"> thefilipinodoctor.com</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1238</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Feb 2017 12:32:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1225</guid>

					<description><![CDATA[ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง? โดยส่ว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ฉีดวัคซีน HPV ป้องกัน มะเร็งปากมดลูก กันหรือยัง?</h2>
<p>โดยส่วนตัว Jaslyn เอง ฉีดวัคซีน HPV แล้วค่ะ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่เรียกว่า ลดความเสี่ยงในการเกิดลงไปได้เยอะมากๆ ซึ่งถือว่าคุ้มค่าค่ะ เมื่อเปรียบเทียบกับการที่เราอาจจะป่วย และต้องใช้เวลารวมถึงค่าใช้จ่ายในการที่ต้องรักษาโรคมะเร็งในอนาคต ที่เขียนเรื่องนี้ เพราะ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆทุกคน ต้องตระหนักในการดูแลสุขภาพตัวเองค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1228" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01.jpg" alt="ฉีดวัคซีน HPV" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/vaccine-hpv-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h4>ก่อนอื่น Jaslyn จะพาทุกคนไปรู้จักเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกก่อนค่ะ</h4>
<p>มะเร็งปากมดลูก มักพบในผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป โดยมะเร็งชนิดนี้จะเกิดขึ้นในชั้นของเยื่อบุผิวปากมดลูก เริ่มต้นจากเซลล์บางเซลล์เกิดการกลายตัว เป็นเซลล์ที่มีความผิดปกติ แล้วเกิดการเจริญลุกลามเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนมะเร็ง ซึ่งจากความผิดปกติเริ่มต้น จนกลายเป็นมะเร็งกินระยะเวลานาน 5-10 ปี</p>
<p>หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นก่อนมะเร็งก็จะสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ เปรียบเสมือนการตัดตอนเซลล์นั้นๆก่อนจะลุกลาม ดังนั้น จึงมีคำแนะนำให้ ผู้หญิงที่อายุ 25 ปี ขึ้นไปเริ่มไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกค่ะ ส่วนในผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แนะนำให้ไปตรวจเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป และตรวจติดตามทุก 1-2 ปี ค่ะ</p>
<h4>อะไรคือ ตัวการ ให้เกิดมะเร็งปากมดลูก</h4>
<p>จากการศึกษาต่างๆ เค้าพบว่า มะเร็งปากมดลูกเกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า Human Pappiloma Virus หรือ เรียกย่อๆ ว่า HPV ซึ่งมีอยู่ราวๆ 40 สายพันธุ์ ที่ถูกค้นพบแล้ว แต่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก</p>
<ol>
<li><strong>High Risk HPV</strong><br />
กลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อแล้วมักทำให้เซลล์ผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง ได้แก่ สายพันธุ์ <strong>16, 18</strong> (สองสายพันธุ์นี้พบได้บ่อยสุด), <strong>31, 33, 45</strong></li>
<li><strong>Low Risk HPV</strong><br />
กลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ที่ติดเชื้อแล้วไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ ได้แก่ สายพันธุ์ <strong>6 และ 11</strong></li>
</ol>
<p>เจ้าเชื้อไวรัส HPV จะเข้าไปที่เซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูก และแทรกชิ้นส่วน DNA ไวรัส ลงไปใน DNA ของเซลล์เยื่อบุผิว ทำให้เซลล์กลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ เกิดการเจริญเติบโตแบ่งเซลล์มากมาย แบบแบ่งไม่หยุด และเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด!!!</p>
<h4>แล้วจะฉีดวัตซีนป้องกันดีมั๊ย? จะฉีดวัคซีนตัวไหนดี? ต่างกันยังไง?</h4>
<p>ในปัจจุบันการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้า จนเรามีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV แล้วค่ะ ซึ่งเป็นวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ที่มีประสิทธิภาพสูง และอาการข้างเคียงค่อนข้างน้อย มีการใช้มาแล้วราวๆสิบปี ทั่วโลก ในท้องตลาดปัจจุบันมี 2 ยี่ห้อ คือ</p>
<ol>
<li><strong>Cervirax</strong><br />
วัคซีนตัวนี้ จะสามารถป้องกันได้<strong> 2</strong> <strong>สายพันธุ์</strong> คือ <strong>16 และ 18</strong> ซึ่งเป็นไวรัส HPV กลุ่มเสี่ยงสูง และพบบ่อยว่าเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง ฉีด 3 ครั้ง ที่ 0,1,6 เดือน</li>
<li><strong>Gardasil</strong><br />
วัคซีนตัวนี้สามารถป้องกันได้ <strong>4</strong> <strong>สายพันธุ์</strong> คือ <strong>16, 18 และ เพิ่ม 6, 11</strong> ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ (เป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่ทำให้เกิดมะเร็ง) ตัวนี้มีการศึกษาในเด็กผู้ชายด้วย จึงสามารถฉีดให้ได้ทั้งในเพศหญิง และชาย ฉีด 3 ครั้ง ที่ 0,2,6 เดือน ราคาคอร์สฉีดจะสูงกว่าราวๆ 2 พัน</li>
</ol>
<p>นอกจาก HPV จะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้แล้ว ยังพบว่าเป็นสาเหตุให้เกิด มะเร็งทวารหนัก อวัยวะเพศภายนอกช่องคลอด และมะเร็งช่องปาก ได้ด้วย</p>
<h4>9 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV</h4>
<ol>
<li>อายุที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน คือ 9-26 ปี ทั้ง ชายและหญิง เพราะเป็นช่วงอายุที่ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี (องค์การอนามัยโลก แนะนำการฉีดวัคซีน HPV ทั้งในเด็กผู้หญิง และผู้ชาย)</li>
<li>การติดเชื้อ HPV มักไม่แสดงอาการ จะทราบต่อเมื่อตรวจภายในแล้วพบเซลล์เยื่อบุมดลูกมีความผิดปกติ หรือใช้วิธี Liquid-based cytology ตรวจหาเชื้อไวรัส ดังนั้นมะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่สามารถป้องกันได้ก่อนลุกลามโดยการตรวจภายในเป็นประจำ ทุก 1-2 ปี</li>
<li>ประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง เกือบ 100% ปัจจุบันตั้งแต่อนุมัติให้มีการฉีดวัคซีน ยังไม่มีการเรียกกลับไปฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และมีแนวโน้มว่า การฉีด 3 เข็ม จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต</li>
<li>ผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนสามารถฉีดได้เลย, ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ต้องตรวจภายในก่อน หากตรวจแล้วไม่มีการติดเชื้อ HPV มาก่อนก็ฉีดได้ หากมีรอยโรคของสายพันธ์เดียว ก็ยังควรฉีดเพื่อป้องกันการติดสายพันธ์อื่นในภายหลัง</li>
<li>วัคซีน HPV ต้องฉีด 3 เข็ม ภายในระยะเวลา 6 เดือน</li>
<li>ฉีดวัคซีนบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ ไม่เจ็บมาก (ความเห็นส่วนตัว พยาบาลใจดี ^^) อาการข้างเคียงที่มีการรายงาน ไม่รุนแรง เช่น เจ็บบริเวณรอยเข็ม ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว พบผู้แพ้วัคซีนน้อย</li>
<li>แม้ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV แล้ว ยังควรตรวจภายในเพื่อติดตามการเกิดมะเร็งปากมดลูกทุกๆ 2 ปี</li>
<li>ถุงยางอนามัย ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 100%</li>
<li>HPV ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ติดต่อจากการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่น เพราะเชื้อเมื่ออยู่นอกร่างกายจะมีความทนทานต่ำ และตายอย่างรวดเร็ว</li>
</ol>
<p style="text-align: center;">Jaslyn เชื่อว่า เรื่องการดูแลสุขภาพ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงอย่างเราควรใส่ใจ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องความสวยงามค่ะ หากเราสามารถป้องกัน หรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ก็เป็นสิ่งที่เราควรตระหนัก และให้ความสำคัญค่ะ เพราะจะเป็นประโยชน์กับเราเองในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-hpv-%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1225</post-id>	</item>
		<item>
		<title>กินลิ้นจี่ ตอนท้องว่างอาจตายได้ จริงหรือ!!!?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Feb 2017 09:58:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1216</guid>

					<description><![CDATA[ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าว ควรกินข้าวก่อน! นักวิจั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าว <a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1486030383">ควรกินข้าวก่อน! นักวิจัยเผยสาเหตุเด็กอินเดียหลายคนเสียชีวิตเพราะ &#8220;กินลิ้นจี่ตอนท้องว่าง&#8221;</a>  หลายๆคนคงเกิดคำถามว่า</p>
<p>จริงหรือเปล่านะ ?<br />
ข่าวนี้ดูแปลกๆนะ ?<br />
ไม่น่าเป็นไปได้ กินตอนท้องว่างออกบ่อย ไม่เห็นเป็นไรเลย ?</p>
<p>แต่พอกดเข้าไปอ่านข่าวก็ต้องประหลาดใจ เพราะดูๆไปแล้ว ข่าวนี้ก็มีมูลพอสมควร แถมยังมีงานวิจัยจาก <a href="http://www.thelancet.com/journals/langlo/article/PIIS2214-109X(17)30035-9/fulltext">Lancet</a> มาอ้างอิงอีกด้วย เอาล่ะสิ แล้วสรุปกินตอนท้องว่างแล้วตายจริงๆหรือเปล่านะ วันนี้เราจะมาหาข้อสรุปกันครับ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1223" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01.jpg" alt="กินลิ้นจี่ ตอนท้องว่าง ตาย" width="1200" height="800" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01.jpg 1200w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ลิ้นจี่-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></p>
<h2>ปริศนาลิ้นจี่</h2>
<p>ตามเท่าที่มีการบันทึกไว้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ในพื้นที่ Muzaffarpur ประเทศอินเดียซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดที่มีการปลูกพืชในตระกูลลิ้นจี่ ได้พบอาการประหลาดที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กถูกนำส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาทที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้  และเหตุการณ์นี้จะพบบ่อยแบบเรียกว่าพีคเลย ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เหตุการณ์ประหลาดนี้ยังพบในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลของเวียดนาม บังคลาเทศ ในพื้นที่ที่ปลูกลิ้นจีเยอะด้วยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว โดยจะมีเด็กป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการก็ประหลาดมาก คือเมื่อตื่นเช้า เด็กจะมีอาการซึม สับสน พูดไม่รู้เรื่อง บางคนมีอาการไข้และชักร่วมด้วย ทั้งๆที่เมื่อวานเย็นเด็กยังมีอาการปกติดีทุกอย่าง เมื่อตรวจทุกอย่างเพิ่มเติมไม่ว่าจะตรวจร่างกาย ซักประวัติ ตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อน การติดเชื้อ ก็ไม่พบอะไรผิดปกติแต่อย่างใด</p>
<h4>ค้นหาผู้ต้องสงสัย</h4>
<p>ในปีถัดๆมา ปีแล้ว ปีเล่า ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ความกลัวเข้าปกคลุมพื้นที่อาถรรพ์เหล่านี้ ชาวบ้านต่างกลัวว่าลูกตัวเองจะเป็นรายต่อไป ในบางพื้นที่ เช่น อินเดีย มีการตรวจยาฆ่าแมลง เชื้อโรค แต่ก็ไม่พบความสัมพันธ์ชัดเจนนัก  และแม้ว่าจะมีการควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังคงพบอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าในปี พ.ศ.2555 ได้มีการฉีดวัคซีนไข้สมองอักเสบขนานใหญ่ให้แก่เด็กๆ แต่ก็ยังพบเด็กที่ป่วยด้วยอาการประหลาดนี้ทุกปี แต่เมื่อซักประวัติ มักพบว่าเด็กๆที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเหล่านี้จะมีประวัติเกี่ยวข้องกับการกินลิ้นจี่ร่วมด้วย ดังนั้น ตัวเลือกเดียวที่ยังเหลืออยู่ และมีความเป็นไปได้ คือ &#8220;เกิดจากสารในผลไม้ที่เด็กทาน&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;ถ้าวัคซีนไข้สมองอักเสบไม่ช่วยอะไร ดังนั้นตัวการใหญ่ก็น่าจะอยู่ในผลไม้ที่เด็กทานนั่นแหละ&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>&#8220;แล้วสารอะไรล่ะ ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแบบนั้นได้?&#8221;</strong></p>
<p style="text-align: left;">ในช่วงเดือนพฤษภาคม &#8211; เดือนตุลาคม ปี 2014 ศึกษาเก็บเคสผู้ป่วยที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการเกี่ยวกับระบบประสาท สับสน มึนงง พูดไม่รู้เรื่อง จำนวน 390 เคส ในจำนวนเหล่านี้พบว่า 204 คนมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่หรือต่ำกว่า 70 mg/dL และพบว่าผู้ป่วยบางส่วน โดยเฉพาะเด็ก มีความสัมพันธ์กับการกินลิ้นจี่มาก่อน และสัมพันธ์กับการไม่ได้กินข้าวเย็น และมีการตรวจพบสาร เมตาบอไลท์ของ hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine ในตัวอย่างปัสสาวะ</p>
<p>หลังจากพิจารณาแล้ว พบสารต้องสงสัยที่เป็นไปได้ในผลไม้ 2 ตัว คือ hypoglycin A และ methylenecyclopropylglycine โดยสารทั้ง 2 เป็นสารพิษในพืชบางชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำตาล ยับยั้งการใช้พลังงานจากกรดไขมัน ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ซึ่งสาร 2 ตัวนี้ โดยปกติแล้วพบในผลไม้จาไมก้าที่ชื่อว่าอัคกี และทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคอาเจียนจาไมก้า อย่างไรก็ตาม <strong>ลิ้นจี่</strong> เงาะ และลำไย เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับอัคกี ดังนั้น จึงมีโอกาสพบสารทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ มากน้อยต่างกันไป</p>
<p>หลังจากเปลี่ยนโจทย์การศึกษาจาก ยาฆ่าแมลง และ เชื้อโรค เป็นสาร hypoglycin A ในลิ้นจี่ จึงได้ให้การรักษาผู้ป่วยเสมือนผู้ที่มีอาการน้ำตาลต่ำ รวมถึงตรวจหาสาร hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วย ซึ่งปรากฏว่า<strong>พบสาร  hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วยจริงๆ</strong></p>
<h4>ปริศนาคลี่คลาย ?</h4>
<p>หลังจากพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริศนา กับ สาร hypoglycin A ในเลือดของผู้ป่วย จึงได้มีการตรวจสอบย้อนกลับไป พบว่าผู้ป่วยทุกคนมีบางอย่างเหมือนกัน ได้แก่</p>
<ol>
<li>เป็นเด็ก</li>
<li>มีภาวะขาดสารอาหาร ได้รับอาหารไม่เพียงพอ อดมื้อ กินมื้อ</li>
<li>มักจะมีประวัติว่าหายไปในสวนลิ้นจี่ ไปกินลิ้นจี่ทั้งวันจนอิ่ม และกลับมาโดยทั้งวันไม่กินอาหารหรือไม่กินอาหารเย็น</li>
</ol>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ตรงกับ 3 ข้อนี้ แล้วจะเป็นทุกคน บางคนก็ไม่มีอาการอะไรเลย<strong> แต่เนื่องจากหาสาเหตุอื่นไม่เจอและตรวจเจอสารที่เป็นไปได้ในเลือด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ตัวการน่าจะเป็นสารพิษในลิ้นจี่ </strong>โดยเฉพาะเจ้าสาร hypoglycin A เนี่ยแหละ</p>
<h4>แล้วจะทำอย่างไรกันดี แบบนี้จะกินลิ้นจี่ตอนท้องว่างได้ไหม?</h4>
<p>ถึงแม้ว่าจะมีรายงานออกมาแบบนี้ ก็อย่าพึ่งตกใจกันไปครับ เพราะว่ามีรายงานในบางพื้นที่เท่านั้น ไม่ใช่ทุกพื้นที่ และพบเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้ว หรือต่อให้ขาดสารอาหาร+ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม ก็เป็นเฉพาะบางคน ไม่ได้เป็นทุกคนครับ เพราะฉะนั้นลิ้นจี่ สามารถทานได้ตามปกติ แต่มีข้อควรระวัง คือ</p>
<ol>
<li>อย่ากินลิ้นจี่ดิบ เพราะผลดิบมีสารพิษมากกว่าผลสุกประมาณ 2-3 เท่า</li>
<li>อย่ากินลิ้นจี่อย่างเดียวแทนอาหารมื้อหลัก หรือทั้งวันทานแต่ลิ้นจี่</li>
<li>อย่าขาดสารอาหาร หรือให้ผู้ที่ขาดสารอาหารทาน (จากรายงานพบผู้ป่วยเฉพาะในเด็กที่ขาดสารอาหารเท่านั้น เพราะการขาดสารอาหารทำให้พลังงานสำรองลดลง พอระดับน้ำตาลในเลือดตก จึงเกิดอาการดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนทั่วไป)</li>
</ol>
<h4>ถ้ามันลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เราก็กินเพื่อรักษาเบาหวานได้น่ะสิ</h4>
<p>หยุดความคิดนี้ไปก่อนครับ เพราะจากรายงานการวิจัยพบว่าลิ้นจี่แต่ละลูกมีสารนี้ไม่เท่ากัน บางลูกมีมาก บางลูกมีน้อย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่สำคัญลิ้นจี่เองก็น้ำตาลเยอะ โดยเฉพาะในผลสุก ดังนั้นแทนที่จะลดระดับน้ำตาล อาจกลายเป็นเพิ่มระดับน้ำตาลแทนได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายพบภาวะไตวายร่วมด้วย ดังนั้นถ้าจะกินเพื่อหวังลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน อาจได้ไม่คุ้มเสียครับ ทางที่ดีการรักษาเบาหวานควรให้แพทย์เป็นผู้เลือกใช้และปรับขนาดยา รวมถึงตัวผู้ป่วยเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย จึงจะเป็นการรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดครับ</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เพจ <span class="fwn fcg"><span class="fwb fcg" data-ft="{&quot;tn&quot;:&quot;k&quot;}"><a href="https://www.facebook.com/HmxMaew/posts/1274395272655323:0" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=398912630203596&amp;extragetparams=%7B%22fref%22%3A%22nf%22%7D" data-hovercard-prefer-more-content-show="1">ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว</a> </span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1216</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2017 19:47:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ยา]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1187</guid>

					<description><![CDATA[ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้ อาการตกขาว เป็นเรื่องหนึ่งที่เ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ตกขาว ปัญหาที่สาวๆควรรู้</h2>
<p><strong>อาการตกขาว</strong> เป็นเรื่องหนึ่งที่เมื่ออยู่ร้านยามักจะมีสาวๆมาขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆ Jaslyn จึงอยากมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องตกขาว ซึ่งเป็นปัญหาของผู้หญิงๆให้ฟังกันค่ะ</p>
<p>ตกขาว คือ ของเหลว สารคัดหลั่ง ที่ไหลออกมาจากช่องคลอด แต่ไม่ใช่เลือด โดยทั่วไป ตกขาวปกติ จะมีลักษณะหนืด ใส หรือเป็นเมือกขาวขุ่น ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่นเหม็น ปริมาณอาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล เวลามีตกขาวออกมาก็จะรู้สึกชื้นๆ หรือบางทีก็จะพบเป็นคราบอยู่ที่กางเกงใน</p>
<p>ปริมาณตกขาวในแต่ละช่วงของรอบเดือนจะแตกต่างกัน โดยในช่วงกลางรอบเดือน (ช่วงที่ไข่ตก จะอยู่ระหว่าง 14 วันของรอบเดือน) จะมีปริมาณของตกขาวมาก จนเหนียวหนืดได้ และ ในช่วงปลายของรอบเดือนมีลักษณะเป็นมูกขาวข้นเหนียว</p>
<p>การที่มีตกขาวออกมาไม่ใช่สิ่งผิดปกติ สามารถมีได้ตามธรรมชาติ เพราะ ตกขาวที่ออกมาจะทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นช่องคลอด ให้ความชุ่มชื้นกับช่องคลอดค่ะ หากช่องคลอดมีสารหล่อลื่นน้อยเกินไป ช่องคลอดแห้ง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ เจ็บได้เวลามีเพศสัมพันธ์ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1189" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01.jpg" alt="ตกขาว ปัญหาตกขาว" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/02/ตกขาว-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4>ตกขาวอย่างไรที่เรียกว่าผิดปกติ</h4>
<p><strong>ตกขาวที่ผิดปกติ</strong>จะมีลักษณะดังต่อไปนี้ค่ะ จะเล่าถึงอาการอื่นๆที่จะมีร่วมด้วยนะคะ</p>
<ol>
<li>ตกขาวมีเลือดปะปน</li>
<li>ตกขาวมีสีที่เปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนเป็นสีเขียว สีเหลือง น้ำตาล</li>
<li>ตกขาวเป็นก้อนขุ่นๆ คล้ายแป้งเปียก</li>
<li>ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เช่น มีกลิ่นเหม็นเหมือนกลิ่นคาวปลา</li>
<li>คันบริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศ</li>
<li>ปัสสาวะแสบขัด</li>
<li>ตกขาวร่วมกับ อาการปวดท้อง, มีไข้</li>
</ol>
<p>ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา (Vaginal Candidiasis) หรือแบคทีเรีย (Bacterial Vaginitis) หรือ เชื้อทริโคโมแนส (Tricomoniasis)</p>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อรา เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>โดยปกติตามธรรมชาติช่องคลอดของเราจะมีเชื้อโรคต่างๆ ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไม่พึงประสงค์อยู่แล้วในปริมาณไม่มาก แต่บริเวณช่องคลอดก็จะมีแบคทีเรียที่ดี ชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส คอยทำหน้าที่ดูแล สร้างกรดออกมาเพื่อเป็นตัวควบคุมไม่ให้ปริมาณเชื้อไม่พึงประสงค์เหล่านี้เจริญเติบโตมีปริมาณมากเกินไป เมื่อใดก็ตามที่ความเป็นกรดบริเวณช่องคลอดลดลง เชื้อก่อโรคจะเจริญได้ดี จนทำให้เกิดความผิดปกติ นำมาสู่การเกิดช่องคลอดอักเสบ ติดเชื้อรา คัน เกิดตกขาวขุ่นเป็นก้อนในที่สุดค่ะ</p>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ มักเกิดจากการเสียสมดุลความเป็นกรดของช่องคลอด เช่น การรับประทานยาปฎิชีวนะเป็นเวลานาน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย, การอับชื้น, การสวนล้างช่องคลอด, ทำความสะอาดไม่ถูกต้อง</p>
<h4>จะป้องกันการติดเชื้อราในช่องคลอดได้อย่างไร?</h4>
<ol>
<li>ใช้กางเกงในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น Cotton 100% เพื่อลดการอับชื้น และใช้กางเกงในที่ตากแดดแห้งสนิท</li>
<li>เมื่อเข้าห้องน้ำ แล้วล้างน้ำต้องใช้กระดาษชำระซับน้ำให้แห้ง วิธีการเช็ดที่ถูกต้อง ต้องเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง คือ ใช้กระดาษชำระเช็ดซับแล้วปาดขึ้นไปทางทวาร ไม่เช็ดย้อนไปย้อนมา</li>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัย เพราะ จะทำให้อับชื้นค่ะ เนื่องจากเป็นตัวเก็บความชื้นอย่างดี หากจำเป็นต้องใช้ให้เปลี่ยนทุก 1-2 ชั่วโมง</li>
<li>หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้เสียสมดุลความเป็นกรด</li>
<li>เติม แบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส ให้ร่างกายด้วยการรับประทาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ต</li>
</ol>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>สาเหตุของการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดส่วนใหญ่มักมาจากการ<strong>เสียสมดุลความเป็นกรดของช่องคลอด</strong>เช่นกันค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็จะเหมือนการติดเชื้อราเลย คือ เกิดจากการรับประทานยาปฎิชีวนะนานเพื่อรักษาสิว หรือ รักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, การสวนล้างช่องคลอด, การลดลงของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส ซึ่งหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด จะพบอาการผิดปกติของตกขาว ตกขาวมีลักษณะสม่ำเสมอ สีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม มีฟอง ไม่มีลักษณะเป็นก้อนๆ มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นคาวปลา แบคทีเรียที่มักพบว่าเป็นสาเหตุ ได้แก่ Anaerobe bacteria เช่น <em>Prevotella sp.</em>, <em>Mobiluncus sp</em><em>.</em>, <em>G. vaginalis</em>, <em>Mycoplasma hominis</em></p>
<p><strong>ซึ่งในบางคนอาจจะพบการติดเชื้อราในช่องคลอด และติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด พร้อมกันเลยก็ได้ค่ะ</strong></p>
<h4>ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) เกิดขึ้นได้อย่างไร?</h4>
<p>การเกิดช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อทริโคโมแนส จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่งทีมักทำให้สาวๆเกิดอาการช่องคลอดอักเสบ มีตกขาวสีเขียว เหลือง มีกลิ่นเหม็น มีอาการคันเล็กน้อยบริเวณอวัยวะเพศ นอกจากนี้การใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงจะแสดงอาการของการติดเชื้อ แต่ในผู้ชายที่ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ระคายเคืองหลังปัสสาวะ</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะรักษาให้หายขาดต้องรักษาทั้งคู่ค่ะ ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย (แม้จะไม่มีอาการ) โดยการรับประทานยาทั้งคู่</p>
<h4>หากเกิดการติดเชื้อในช่องคลอดจะทำอย่างไร?</h4>
<p>แนะนำพบแพทย์ หรือเภสัชกรเลยค่ะ เพื่อรับการรักษา ซึ่งการรักษาไม่ได้ยากเลย แค่เพียงรับประทานยา หรือ สอดยาเหน็บ ให้ครบตามที่จ่ายไปเท่านั้นค่ะ แค่นี้ก็หายขาดแล้ว</p>
<p>ปัจจุบันสิ่งที่น่ากลัว และพบบ่อย คือ การรักษาผิดวิธี เช่น การใช้แผ่นอนามัยสมุนไพร เพื่อรักษาการติดเชื้อในช่องคลอด ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย และทำให้เกิดการอับชื้นมากขึ้นไปอีก เกื้อกูลให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี แล้วเป็นหนักกว่าเดิม, การสอดยาสมุนไพร เหน็บยาสมุนไพร เพื่อรักษาช่องคลอด หรือดีท๊อกซ์ช่องคลอด ซึ่งทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งในแง่ความสะอาดที่ไม่ดีพอ เพิ่มโอกาสการอักเสบติดเชื้อ ไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และส่วนใหญ่จากเคสที่พบมา ราคามักสูงกว่าการรักษาตามหลักวิชาการซะอีก ราคาอยู่ในหลักหลายร้อยบาท – จนถึงเป็นพัน เมื่อเทียบกับยาแผนปัจจุบัน ที่ถูกกว่ามาก ราคาแผงนึงราว 50 – 200 บาท ประสิทธิภาพการรักษาหายแน่นอนค่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1187</post-id>	</item>
		<item>
		<title>กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Jan 2017 19:35:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1151</guid>

					<description><![CDATA[กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง</h2>
<p><strong>กาแฟ</strong> เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหลาย ทั้งในกลุ่มนักศึกษา วัยผู้ใหญ่ หรือในผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนวัยทำงาน ชาวออฟฟิศ เรียกว่าเป็นของคู่กันเลยทีเดียว วันไหนขาดกาแฟแล้วเหมือนจะขาดใจกันเลยค่ะ</p>
<p>วันนี้ เราก็จะมาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของกาแฟ ในแง่มุมของผลกระทบของกาแฟต่อภาวะความดันโลหิตสูง</p>
<p>อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกาแฟ จะมีสารที่ชื่อว่า คาเฟอีน เป็นองค์ประกอบ สารตัวนี้ถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วภายใน 45 นาที และระดับของคาเฟอีนในเลือดก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ภายใน 15-20 นาที หลังดื่ม และถูกขับออกทางปัสสาวะ</p>
<p>จะขอยกงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ฤทธิ์ของกาแฟ, ยาลดความดันโลหิต Felodipine และผลต่อค่าความดันโลหิต มาเล่าให้ฟังค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1152" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01.jpg" alt="กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง" width="2500" height="1667" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01.jpg 2500w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffeeand-hypertention-01-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 2500px) 100vw, 2500px" /></p>
<h4><strong>Coffee-Antihypertensive Drug Interaction: A Hemodynamic and Pharmacokinetic Study With Felodipine.</strong></h4>
<p>โดย Bailey DG และคณะ ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการ American Journal of Hypertension. 2016 Aug 1</p>
<p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาแบบ randomized, single-dose, crossover study โดยศึกษาผลของ Hemodynamic และPharmacokinetic โดยติดตามเป็นระยะเวลา 2 วัน ที่อาสาสมัครไม่ได้รับกาแฟ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน หลังจากนั้นทำการศึกษาโดยให้อาสาสมัครได้รับกาแฟดำ จำนวน 2 แก้ว ขนาดแก้วละ 300 มิลลิลิตร ร่วมกับ Felodipine ขนาดสูงสุด 10 มิลลิกรัม (งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในอาสาสมัครวัยกลางคนความดันปกติ)</p>
<p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับกาแฟค่าความดันโดยเฉลี่ยของอาสาสมัครมีการเปลี่ยนแปลง โดยพบว่า</p>
<ol>
<li>Brachial systolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 7.6 มิลลิเมตรปรอท (p &lt; 0.001)</li>
<li>Diastolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 9 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001)</li>
<li>Aortic systolic มีค่าความดันที่เพิ่มขึ้น 4 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001)</li>
<li>Pulse (ชีพจร) เพิ่มขึ้น 3.0 ครั้ง/นาที (P &lt; 0.05)</li>
<li>Augmentation เพิ่มขึ้น 1.4 (P &lt; 0.05)</li>
</ol>
<p>เมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่วัดตอนเริ่มต้น (Base line)</p>
<p>หลังจากนั้นทดลองให้อาสาสมัครได้รับกาแฟ ร่วมกับยา Felodipine ซึ่งเป็นยาลดความดันตัวหนึ่ง พบว่าค่าความดัน Brachial systolic เพิ่มขึ้น 4.0 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.05), ค่าความดัน Diastolic เพิ่มขึ้น 3.9 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.001) และค่าความดัน Aortic systolic เพิ่มขึ้น 4.6 มิลลิเมตรปรอท (P &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับยา Felodipine เพียงอย่างเดียว</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่า ผลของระดับความดันโลหิตกับการได้รับกาแฟ ร่วมกับยา Felodipine มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และกาแฟที่มีระดับคาเฟอีน 127 มิลลิกรัม จะส่งผลต่อระดับความดันโลหิตได้มากที่สุด</p>
<p>Phramacokinetics ของคาเฟอีน กับยา Felodipine มีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะได้รับกาแฟเพียงอย่างเดียว, ยาเพียงอย่างเดียว หรือได้รับยาและกาแฟร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรกิริยาต่อกันระหว่างยา และกาแฟในแง่ Pharmacodynamics ได้ และพบว่า การได้รับกาแฟส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความดัน Diastolic เพิ่มขึ้น ในขณะที่ได้รับยา Felodipine ร่วมด้วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลข้างเคียงของยาได้ ในช่วงที่ไม่ได้รับกาแฟ</p>
<p>อธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในกรณีที่อาจเป็นไปได้ เช่น นาย A เป็นโรคความดันโลหิตสูง รับประทานกาแฟเป็นประจำ และได้รับการรักษาโดยใช้ยา Felodipine 10 มิลลิกรัม ในการลดความดันโลหิต อยู่ๆมาวันหนึ่งนาย A เลิกรับประทานกาแฟ แต่ยังใช้ยา Felodipine 10 มิลลิกรัมเท่าเดิมในการรักษาความดัน ก็อาจจะทำให้นาย A ได้รับอาการข้างเคียงจากยาได้ เช่น รู้สึกวูบ ความดันลดลงมากเกินไป เนื่องจากปริมาณยาไม่เหมาะสม ได้รับยามากเกินไป (เพราะอย่าลืมว่า ยา Felodipine 10 มิลลิกรัม ในตอนแรกที่ใช้รักษา ได้รวมฤทธิ์ที่ทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นจากกาแฟเข้าไปด้วย)</p>
<p>ดังนั้นการบริโภคกาแฟต่อเนื่อง ก็อาจจะส่งผลต่อการวินิจฉัย และการรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ในบางบุคคลค่ะ</p>
<p>จากหลายๆงานวิจัยส่วนใหญ่ จะมีแนวโน้มไปในแนวทางที่พบว่าคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หรือมีความเสียงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เมื่อได้รับกาแฟจะทำให้มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าคนโดยทั่วไป และยังพบว่ากาแฟมีผลลดประสิทธิภาพในการทำงานของยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม Beta-blocker ได้ด้วย</p>
<p>โดยทั่วไปถ้าเป็นไปได้ จึงมักแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นความดันโลหิตสูง งดรับประทานกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หรือไม่ควรรับประทานกาแฟเกิน 3 แก้ว/วัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอจนสามารถสรุปได้ว่า กาแฟสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงอย่างแน่ชัด หลักๆแล้ว ตามแนวปฏิบัติในการป้องกันรักษาความดันโลหิตสูง เน้นการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ในเรื่อง</p>
<ol>
<li>ควบคุมน้ำหนักในผู้ที่เป็นโรคอ้วน BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 kg/m<sup>2</sup></li>
<li>ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</li>
<li>ควบคุมความเค็มในอาหารที่รับประทาน</li>
<li>กินอาหารแบบ DASH</li>
<li>งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</li>
<li>งดการสูบบุหรี่</li>
</ol>
<p>ซึ่งยังไม่มีการกล่าวถึง กาแฟ กับ ความดันโลหิตสูง หรือ การห้ามรับประทานกาแฟ ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1153" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino.jpg" alt="กาแฟ" width="940" height="627" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino.jpg 940w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/coffee-cup-spoon-cappuccino-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 940px) 100vw, 940px" /></p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p>งานวิจัยเรื่อง <a href="https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27481881">Coffee-Antihypertensive Drug Interaction: A Hemodynamic and Pharmacokinetic Study With Felodipine</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1151</post-id>	</item>
		<item>
		<title>บุหรี่ทำให้แก่ก่อนวัย แบบคาดไม่ถึง</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2017 17:34:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Antiaging]]></category>
		<category><![CDATA[NCDs]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=1024</guid>

					<description><![CDATA[บุหรี่ทำให้แก่ก่อนวัย ได้อย่างไร? เป็นที่ทราบกันดีว่า บ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>บุหรี่ทำให้แก่ก่อนวัย ได้อย่างไร?</h4>
<p>เป็นที่ทราบกันดีว่า บุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆมากมาย โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง, ถุงลมโป่งพอง,หลอดเลือดสมองตีบ, กระดูกพรุน, แผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ และที่ผู้หญิงอย่างเราๆกลัวกันมากที่สุด คือ <strong>&#8220;ความแก่&#8221;</strong></p>
<p>ใช่แล้วค่ะ <strong>บุหรี่ทำให้แก่ก่อนวัย แบบที่ใครๆหลายคนคาดไม่ถึงทีเดียว</strong></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-1025" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/smoker-01.jpg" alt="smoker aging สูบบุหรี่ทำให้แก่ก่อนวัย" width="932" height="669" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/smoker-01.jpg 932w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/smoker-01-600x431.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/smoker-01-300x215.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2017/01/smoker-01-768x551.jpg 768w" sizes="(max-width: 932px) 100vw, 932px" /></p>
<p>ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะปรากฎสิ่งที่เรียกว่า<strong> Smoker’s Face</strong> ขึ้น สิ่งนี้ คือ ใบหน้าที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนสูบบุหรี่ โดยจะมีลักษณะเด่น คือ ใบหน้าดูป่วย ใต้ตาคล้ำ ผิวหยาบกร้านไม่สดใส มีรอยย่นเล็กๆจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณรอบปาก ฟันเหลือง มีกลิ่นปาก</p>
<p>ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะส่งผลให้การนำส่งสารอาหาร และออกซิเจนไปสู่เซลล์ผิวหนังลดลง ทำให้สีผิวดูไม่สดใส แลดูโทรม แลดูป่วย ในบุหรี่ 1 มวน ยังประกอบด้วยสารเคมีจำนวนมากกว่า 200 ชนิด ที่มีผลทำลายการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน  ซึ่งเป็นโครงสร้างของผิวหนังที่จะช่วยทำให้ผิวดูเต่งตึงแข็งแรง การสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน จะนำไปสู่การเกิดริ้วรอยร่องลึกที่แก้ไขยากได้ค่ะ นอกจากนี้ยังพบว่าบุหรี่ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความเหี่ยวบนใบหน้าเท่านั้น ยังส่งผลให้เกิดความเหี่ยวและหย่อนยาน ของกล้ามเนื้อบริเวณแขนด้านใน, หน้าอก, และนิ้วมือได้ด้วย</p>
<p>ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะทำให้เกิดริ้วรอยเล็กๆบริเวณรอบปาก เนื่องจากมีการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ขยับซ้ำๆเป็นประจำ นานๆเข้าก็จะทำให้อิลาสตินบริเวณนี้ถูกทำลาย และนำไปสู่การเกิดริ้วรอยลึกรอบปากได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าบุหรี่ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดจุดด่างดำที่ทำให้แลดูแก่กว่าวัยได้อีกด้วย</p>
<p>ความร้อนจากการเผาไหม้ของบุหรี่ ยังเป็นตัวเสริมที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ง่ายขึ้นไปอีก ริ้วรอยเหล่านี้ง่ายต่อการพัฒนาไปสู่ริ้วรอยลึก โดยเฉพาะการเกิด รอยตีนการอบดวงตา</p>
<p>บุหรี่ยังส่งผลให้บุคลิกโดยรวมของเราดูแก่ก่อนวัย ไม่สดใส เช่น ฟันเหลืองจากคราบบุหรี่ เนื้อฟันบางส่วนผุ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น นิ้วและเล็บเหลือง ผมร่วงบางก่อนวัย เกิดถุงใต้ตา</p>
<p>บุหรี่ยังส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้มีสุขภาพที่แย่ลง ทั้งเกิดโรคถุงลมโป่งพอง, โรคมะเร็ง, ตาบอดถาวร, กระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน</p>
<p>มีการเปรียบเทียบระหว่างฝาแฝดที่สูบบุหรี่ และไม่สูบบุหรี่ พบว่า ฝาแฝดคนที่สูบบุหรี่จะมีริ้วรอย และแลดูแก่กว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยค่ะ แตกต่างมากแค่ไหนสามารถเข้าไปดูรูปได้ตามลิงค์นี้เลยนะคะ</p>
<p><a href="https://health.good.is/articles/twin-smokes"><strong>Trying To Guess Which Twin Smokes Is The Perfect Way To Help You Quit</strong></a></p>
<h4>สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับบุหรี่</h4>
<p>ถึงแม้ในประเทศไทยจะมีการรณรงค์มากมายเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ และมีการติดรูปน่ากลัวๆไว้บนซอง พร้อมคำเตือน เพื่อเตือนถึงภัยอันตรายของบุหรี่แต่หลายคนก็ยังคงไม่ตระหนัก และเห็นความสำคัญ</p>
<p>จริงๆ ต้องบอกเลยว่าบ้านเราหน่วยงานที่ทำหน้าที่รณรงค์ในการเลิกบุหรี่ใส่ใจในเรื่องนี้กันมากถึงมากที่สุดอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียวค่ะ</p>
<p>จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรไทย พ.ศ. 2557 พบว่า ในประชากรอายุตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2557 มีอัตราการสูบบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2556 จาก ร้อยละ 19.9 เป็นร้อยละ 20.7 โดยเพิ่มขึ้นทั้งชาย และหญิง</p>
<p>และยังพบอีกว่าผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมี มีอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกที่ลดลง ในปี พ.ศ. 2557 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อายุเฉลี่ยในการเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรก ลดลง เหลือเพียง 15.6 ปี</p>
<p>บุหรี่ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะตัวเอง แต่ควันบุหรี่ยังส่งผลทำลาย ทำร้ายสุภาพของคนรอบข้างด้วย คนที่อาศัยร่วมกับคนที่สูบบุหรี่ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 3 เท่า ส่วนเด็กก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เชียวค่ะ</p>
<p>ดูๆแล้ว บุหรี่ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่นิดเดียว ควรเลิกตั้งแต่วันนี้ค่ะ หากอยากมีผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และสุขภาพดี</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<p><a href="http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/smokePocket57.pdf">สรุปผลที่สําคัญ การสํารวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2557</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1024</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ความเชื่อผิดๆ กับประโยคยอดฮิต กินยากันไว้ก่อน</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Dec 2016 17:30:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เรื่องเล่าเม้ามอย]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=929</guid>

					<description><![CDATA[ความเชื่อผิดๆ กับประโยคยอดฮิต กินยากันไว้ก่อน เป็นความเ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความเชื่อผิดๆ กับประโยคยอดฮิต กินยากันไว้ก่อน</p>
<p>เป็นความเชื่อผิดๆ ของการใช้ยา ซึ่งเภสัชกรร้านยามักเจอบ่อยๆ คือ ลูกค้าเปียกฝนมา โดนฝนมา และมาซื้อยาพาราเซตามอล หรือ ยาสูตรผสม ระหว่างยาแก้แพ้กับยาแก้ไข้ ที่รู้จักกันดี เช่น ดีคอลเจน, ทิฟฟี่ เพื่อป้องกันหวัด</p>
<p>ไม่รู้ว่าใครเป็นคนริเริ่มความเชื่อแบบนี้ แต่ฮิตกันมากจริงๆ ในช่วงหน้าฝน หรืออากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง ซึ่งความจริงแล้ว ความเชื่อแบบนี้นั้น ผิด ค่ะ</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-930 size-full" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/cold.jpg" alt="cold protection ป้องกันหวัด กินยากันไว้ก่อน" width="791" height="527" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/cold.jpg 791w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/cold-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/cold-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/cold-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/cold-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 791px) 100vw, 791px" /></p>
<p>ยาในกลุ่มพาราเซตามอล มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด ลดไข้ ไม่มีกลไกของยาเกี่ยวข้องกับการป้องกันหวัดเลยสักนิด และถึงในอนาคตท่านจะเป็นหวัดขึ้นมาจริงๆ การกินยาพาราเซตามอล หรือยาอีกกลุ่มที่นิยมมาซื้อกัน คือยาแก้แพ้ ก็ไม่มีผลใดๆในการป้องกันหวัดอยู่ดีค่ะ เพราะหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาเหล่านี้ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ค่ะ</p>
<p>หากท่านเป็นหวัด มีน้ำมูกใสๆไหลตลอดๆ ค่อยรับประทานยาแก้แพ้ เพื่อบรรเทาอาการค่ะ และหากท่านมีไข้ ก็ค่อยรับประทานยาในกลุ่มพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการเช่นกัน</p>
<blockquote><p>ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องกินยากันไว้ก่อน เพราะไม่ช่วยอะไรเลย</p></blockquote>
<p>แถมยังเพิ่มโอกาสในการเกิดอาการข้างเคียงจากยา, และเป็นการได้รับยาโดยไม่จำเป็น</p>
<p>พาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด และ ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วันค่ะ เพราะอาจจะเกิดผลข้างเคียงต่อตับได้ ยิ่งใครเป็นโรคตับอยู่แล้ว หรือกินเหล้าเป็นประจำความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น</p>
<p>ยาในกลุ่มแก้แพ้ (Anti-histamine) เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกง่วงได้ ดังนั้นเมื่อกินต้องระมัดระวังค่ะ ควรหลีกเลี่ยงการทำงานในที่สูง, หลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับเครื่องจักร และหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ เพราะอาจเกิดอันตรายได้</p>
<p>บางคนมีแอดวานซ์กว่านี้ ซื้อยากลุ่มฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Amoxicillin, Azithromycin เพื่อป้องกันหวัด</p>
<p>อันนี้ก็ผิดอย่างแรง แถมส่งเสริมทำให้เกิดเชื้อดื้อยาด้วย ถามว่าเชื้อดื้อยาน่ากลัวยังไง สถานการณ์ของเชื้อดื้อยาเป็นยังไง ขอตอบว่าอยู่ในขั้นรุนแรง ยาฆ่าเชื้อที่ว่าออกฤทธิ์กว้างๆ ที่ว่าเจ๋งๆบนโลกนี้ แทบจะเอาเชื้อไม่อยู่แล้ว ลองคิดดูว่าถ้าไม่มียาตัวไหนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคได้อีกจะเกิดอะไรขึ้น น่ากลัวมั๊ยคะ? ดังนั้นใช้เท่าที่จำเป็นค่ะ ต้องมีสัญญาณการติดเชื้อแบคทีเรียก่อน เช่น คอมีจุดหนอง, มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับเจ็บคอมาก เป็นต้น และส่วนใหญ่หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียมักจะไม่มีอาการไอ และน้ำมูกไหล ถ้าแค่ เจ็บคอนิดๆหน่อย น้ำมูกใสๆไหล แบบนี้ไม่ต้องกินค่ะ</p>
<p>Amoxicillin และ Azithromycin เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าแต่แบคทีเรีย ฆ่าไวรัสไม่ได้ แต่หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นกินไปก็ไม่ช่วยอะไรสักนิด ไม่ต้องกินค่ะ</p>
<p>ที่เล่าถึงยา 2 ตัวนี้ เพราะเคยมีครั้งหนึ่งลูกค้ามาซื้อยา แล้วจากการซักประวัติน่าจะเป็นหวัดธรรมดา ลูกค้าถามว่า</p>
<p>“ระหว่างยาแก้แพ้ที่พี่จ่าย กับ Azithromycin อันไหนลดน้ำมูกได้ดีกว่ากัน” ก็อธิบายไปยาวๆเกี่ยวกับยา 2 ตัวนี้ Azithromycin ลดน้ำมูกไม่ได้ เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย</p>
<h4>เมื่อเป็นหวัดหวัด รู้สึกคล้ายจะเป็นหวัดจะทำอย่างไร</h4>
<p>เมื่อเราเป็นหวัด หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นหวัด สิ่งที่ดีที่สุด และควรทำ คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่นอนดึก ดื่มน้ำอุ่น รักษาร่างกายให้อบอุ่น รับประทานผักผลไม้ และอาหารที่มีประโยชน์ ง่ายๆเพียงเท่านี้อาการหวัดของเราก็จะหายอย่างรวดเร็วค่ะ</p>
<p>สิ่งที่จะป้องกันหวัดได้ คือ การรักษาร่างกายให้แข็งแรง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ด้วยการปฎิบัติตัวตามที่บอกไปข้างต้น ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ นี่แหละค่ะ คือ ยาป้องกันหวัดตัวจริง</p>
<p style="text-align: center;">ขอฝากข้อคิดไว้นะคะ “ยาไม่ใช่ขนม กินเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องกินกันไว้ก่อน”</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong></p>
<p><a href="http://www.phakdeehos.org/sites/default/files/users/user16/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A_%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%8F_%E0%B8%8A_%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B0.pdf">แนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจส่วนบนและอวัยวะใกล้เคียง</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">929</post-id>	</item>
		<item>
		<title>ลดหุ่นด้วยการกิน สลัดผัก &#8230; ปลอดภัย จริงหรือ?</title>
		<link>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
					<comments>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Dec 2016 11:36:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[Diet]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[เตือนภัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.jaslynsense.com/?p=898</guid>

					<description><![CDATA[สลัดผัก ปลอดภัยแค่ไหน หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดหุ่น คว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4>สลัดผัก ปลอดภัยแค่ไหน</h4>
<p>หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดหุ่น ควบคุมน้ำหนัก 1 ในเมนูโปรดยอดนิยม ที่จะต้องมีอย่างแน่นอน ในรายการอาหาร คือ <strong>สลัดผัก</strong></p>
<p>แต่ เพื่อนๆทราบมั๊ยคะว่า เจ้าสลัดผัก ก็อาจจะทำให้เราป่วยได้เช่นกัน จากเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อ <strong>ซัลโมเนลลา (<em>Salmonella anatum</em>), <em>E.Coli</em></strong>  ที่ทำให้เกิดท้องร่วง</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-899" src="http://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad.jpg" alt="สลัดผัก ปลอดภัย เชื้อแบคทีเรีย" width="1126" height="751" srcset="https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad.jpg 1126w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-600x400.jpg 600w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-300x200.jpg 300w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-768x512.jpg 768w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-1024x683.jpg 1024w, https://www.jaslynsense.com/wp-content/uploads/2016/12/salad-272x182.jpg 272w" sizes="(max-width: 1126px) 100vw, 1126px" /></p>
<p>ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ อย. บ้านเราได้ออกมาตรการเฝ้าระวัง “ผักสลัด” ที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย</p>
<p>เนื่องจากได้รับการแจ้งเตือนจากเครือข่ายอาหารปลอดภัยระหว่างประเทศ (INFOSAN Secretariat) ว่า ผักสลัดบรรจุถุงพลาสติก ของ บริษัทหนึ่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีการปนเปื้อนเชื้อซาโมเนลลา จำนวน 25 รายการ ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเชื้อตัวนี้เป็นเชื้อก่อโรค สามารถทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ ท้องร่วงได้ โดยที่ออสเตรเลียได้ดำเนินการเรียกคืนสินค้าดังกล่าวแล้ว</p>
<p>เจ้าผักสลัดที่ว่านอกจากขายที่ออสเตรเลียแล้ว ยังมีการขายไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทย ด้วย โดยได้นำผักสลัดยี่ห้อดังกล่าวเข้ามา จำนวน 2 ครั้ง รวม 9 กิโลกรัม และได้จำหน่ายไปแก่ลูกค้าหมดแล้ว</p>
<p>ถึงอย่างไรก็ตาม อย. บ้านเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้นะคะ หลังจากทราบแล้วก็ได้ออกมาตรการทั้ง สั่งให้ด่านอาหารและยาทั่วประเทศ เฝ้าระวังผักสลัดดังกล่าวที่พบปัญหา ไม่ให้มีการนำเข้าโดยเด็ดขาด!!! , มีการสั่งเรียกคืนสินค้า ดังกล่าว (อันนี้คิดว่า ไม่มีใครเอามาคืนนะคะ น่าจะกินกันไปหมดเรียบร้อยแล้ว), สุ่มตรวจอาหารเพื่อหาสิ่งปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง</p>
<h4>ในแง่ของเราๆ ที่เป็นผู้บริโภค ก็ต้องระมัดระวัง ดูแลตัวเองเช่นกันนะคะ</h4>
<p>มีบางงานวิจัยบอกว่า น้ำที่อยู่ก้นถุงผักสลัดนั้นทำให้การเจริญเติบโตของซาโมเนลลา เพิ่มขึ้นถึง 110% เลยทีเดียว (พวกมันสามารถลอยอยู่ในน้ำนั้นได้สบายๆ เหมือนพักผ่อนตากอากาศเชียวหละ) และการล้างผักด้วยน้ำ หรือแม้กระทั่งด้วยสารเคมีก็ไม่ค่อยมีผลมากนักในการกำจัดเชื้อซาโมเนลลา และ E.coli เพราะ เมื่อแบคทีเรียเหล่านี้สัมผัสกับพื้นผิวผัก มันจะสร้าง ไบโอฟิล์ม (Biofilm) ขึ้น ซึ่งจะช่วยเป็นเกราะปกป้องมันจากสารเคมีที่เราใช้ทำความสะอาด และเพิ่มความเหนียวแน่นในการยึดเกาะกับพื้นผิว นอกจากนี้มันยังสามารถแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อภายในของผักได้อีกด้วย จึงเป็นเหตุผลให้การทำความสะอาด และกำจัดมันเป็นไปได้ยาก วิธีที่จะกำจัดมันอย่างเด็ดขาด คือ การปรุงให้สุกด้วยความร้อน หรือฉายแสงเท่านั้น</p>
<h4>มาถึงตอนนี้ หลายๆคนคงเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า</h4>
<p style="text-align: center;"><strong>“การกินสลัดผัก อันตรายขนาดที่เราควรหลีกเลี่ยง การกินไปเลยหรือเปล่า”</strong></p>
<p>ไม่ต้องถึงขั้นโบกมืออำลำ เลิกกินสลัดผักกันหรอกค่ะ เพราะ หากเรามองในแง่ของความเสี่ยงแล้ว โอกาสที่คนปกติ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง หากได้รับเชื้อก่อโรคเหล่านี้จากผักสลัดแล้วเกิดอันตรายรุนแรงนั้นค่อนข้างน้อย กลุ่มบุคคลที่ควรจะระมัดระวังในการรับประทานอาหารกลุ่มนี้ คือ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เช่น เด็ก, ผู้สูงอายุ, หญิงตั้งครรภ์, ผู้มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เพราะหากป่วยจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน แต่หากต้องการให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์เลย ก็คงต้องยอมรับค่ะ ว่าต้องกินแบบปรุงสุกเท่านั้น ซึ่งก็รวมถึงอาหารอื่นๆที่มักพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคนี้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม ต้องหลีกเลี่ยงนมที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการพลาสเจอร์ไรซ์, ไข่ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา ก็ควรรับประทานแบบปรุงสุกเช่นกันค่ะ</p>
<h4>ต้องล้างผักก่อนกินอยู่หรือเปล่า?</h4>
<p>ถึงแม้ว่าการล้างผักจะไม่สามารถกำจัดเจ้าเชื้อซาโมเนลลา และ <em>E.coli</em> ได้ เราก็ยังคงต้องล้างผัก และผลไม้ค่ะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคบางชนิด สิ่งสกปรก และสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง ถึงผักนั้นจะดูด้วยตาเปล่าแล้วสะอาด น่ากิน มีการทำความสะอาดมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสะอาดจริงๆ คงไม่ดีแน่ หากจะกินสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกับสลัดผักด้วย ดังนั้น  ก่อนจะรับประทานผักและผลไม้ ควรล้างให้สะอาดทุกครั้ง โดยใช้มือคลี่ใบผักออก, ลูบที่เปลือกของผลไม้ต่างๆ เปิดน้ำจากก๊อกแรงพอประมาณให้น้ำไหลผ่านสัก 2 นาที หรือจะลอกใบชั้นนอกของผักออกบางส่วน แล้วเด็ดเป็นใบๆ เช่น กะหล่ำปลี จากนั้นแช่น้ำสะอาด หรือ น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำประมาณ 1 กะละมัง แล้วแช่ผักทิ้งไว้สัก 10 นาที หรือจะใช้น้ำยาล้างผักโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ แล้วล้างซ้ำด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งตกค้าง</p>
<h4>อ้างอิง</h4>
<ol>
<li>งานวิจัยเรื่อง <a href="http://aem.asm.org/content/early/2016/10/26/AEM.02416-16">Salad leaf juices enhance <em>Salmonella</em> growth, fresh produce colonisation and virulence</a></li>
<li>บทความ <a href="http://www.quickanddirtytips.com/health-fitness/prevention/how-to-kill-e-coli-on-vegetables">How to kill E.coli on vegetables โดย Monica Reinagel</a></li>
<li>บทความเรื่อง อย.เฝ้าระวัง ผักสลัดนำเข้าจากออสเตรเลีย แนะล้างผักให้สะอาดก่อนบริโภคทุกครั้ง จาก วารสารฟาร์มาไทม์ ฉบับที่ 117</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.jaslynsense.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">898</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
