เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 3 (จบ)

สวัสดีค่ะสาวๆ

วันนี้จะมาต่อกันเรื่อง เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 3 (จบ) ค่ะ

หลายๆคนอาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนว่า สรุปแล้ว เวชสำอาง กับ เครื่องสำอาง ต่างกันอย่างไร?

ง่ายๆเลย ก็คือ เครื่องสำอางจะเน้นไปที่การทำให้สวยงามกับร่างกาย แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวหนัง ส่วนเวชสำอาง เมื่อใช้ไปแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผิวหนัง และที่สำคัญต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย จากสถาบันที่น่าเชื่อถือค่ะ (ที่กล่าวมานี้ยึดตาม FDA ของยุโรปนะคะ เพราะเค้ามีการนิยาม คำว่า เวชสำอาง หรือ Cosmeceuticals ตามกฎหมาย … บ้านเราไม่มี) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เวชสำอาง ไม่จัดเป็น ยา นะคะ รักษาโรคไม่ได้ ใช้แทนยาไม่ได้

Jaslyn จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น

กลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น

เครื่องสำอาง : ทาแล้ว เกิดฟิล์มเคลือบอยู่บนผิวหนัง ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวได้น้อยลง คงความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้นานขึ้น

เวชสำอาง : นอกจากจะเป็นฟิล์มเคลือบอยู่บนผิวหนัง ป้องกันน้ำระเหยออกจากผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นแล้ว จะมีสารสำคัญจากธรรมชาติ กระตุ้นให้ผิวเกิดการสร้างคอลลาเจน และทำให้ชั้นผิวหนังหนาตัวขึ้น

เราจะมาเล่าเกี่ยวกับความเข้าใจผิดเกี่ยว กับ เวชสำอาง และเครื่องสำอางกันดีกว่า เนื่องจากระหว่างการค้นหาข้อมูลที่จะเขียนบทความนี้ เราก็พบความเข้าใจผิดต่างๆ เกี่ยวกับเวชสำอางและเครื่องสำอางอยู่มากมายพอสมควรค่ะ ซึ่งก็อยากมาแบ่งปันกับเพื่อนๆในเพจ

1. ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า สารสำคัญในเวชสำอาง ต้องเข้มข้นกว่า ในเครื่องสำอาง แน่ๆ

ตอบ ผิด ไม่จำเป็นค่ะ เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดูแลสิว เวชสำอางต้องมี %AHA เข้มข้นกว่า เครื่องสำอาง อันนี้ไม่จำเป็นค่ะ เพราะการจะเป็นเวชสำอางหรือไม่เราไม่ได้วัดกันที่ความเข้มข้นมากกว่า หรือน้อยกว่า เราวัดกันที่ 1. เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวหนังหรือไม่ อย่างที่เคยเล่าไปในตอนก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ให้ความเห็นว่า AHA เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวอยู่แล้วค่ะ ที่ PH น้อยกว่า 3 2. วัดกันที่มีงานวิจัยรองรับ และมีการทดลองเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือไม่? (ยึดตาม FDA ยุโรป) แต่อย่างที่เคยเขียนไปในตอนที่แล้ว FDA ไทย เราไม่มีการรับรอง คำว่า “เวชสำอาง” ในกฎหมาย จึงไม่มีข้อกำหนดใดๆ ดังนั้นใครอยากจะใช้เพื่อการโฆษณาก็ใช้ได้ เช่น สมมุติ มีผู้ผลิตใส่ AHA 2% แต่อยาก บอกว่าผลิตภัณฑ์เป็นเวชสำอางก็ทำได้ค่ะ และในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอีกรายใส่ AHA 5% แต่อยากบอกว่า ตัวเองเป็น เครื่องสำอางก็ได้เช่นกันไม่บังคับ บ้านเราตามกฎหมาย มีแต่ “เครื่องสำอาง” ไม่มีคลาสย่อยค่ะ ดังนั้นอยากโฆษณาอย่างไรก็ได้ แต่ FDA ไทยห้ามใช้คำว่า Cosmecueticals เป็นส่วนหนึ่งของชื่อการค้าและชื่อเครื่องสำอาง รวมถึงคำพ้องรูป พ้องเสียง เช่น Jaslyn Cosmecueticals งี้ ผิด

2.สารสำคัญในเวชสำอาง ต้องเป็น สารตัวเทพ ประสิทธิภาพดี เป็นสารสกัดจากธรรมชาติหายาก เท่านั้น!!!

ตอบ ไม่จำเป็นค่ะ แค่ในครีมบำรุงทั้งสูตรใส่ วิตามินซีแค่ตัวเดียว แต่ มีผลการศึกษาว่าสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิว ทำให้คอลลาเจนในผิวเพิ่มขึ้นจริง ก็สามารถบอกได้ว่าเป็นเวชสำอางค่ะ

3.เวชสำอาง ก่อให้เกิดการแพ้ ได้น้อยกว่า เครื่องสำอาง
ตอบ ผิดค่ะ การแพ้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ดังนั้น ไม่ว่าเวชสำอาง หรือ เครื่องสำอาง อาจจะก่อให้เกิดการแพ้ได้เช่นกัน และถึงแม้ จะมีการทดสอบในอาสาสมัครมาก่อน มี Dermatological Test หรือ แม้กระทั่งการทดสอบในอาสาสมัครที่ผิวแพ้ง่าย แล้วไม่มีใครแพ้เลยแม้แต่คนเดียว ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าเราซิ้อมาใช้แล้วจะไม่แพ้ค่ะ แนะนำว่า ก่อนใช้เครื่องสำอางใดๆกับหน้า ลองทดสอบการแพ้ระคายเคืองที่ท้องแขน หรือหลังหู อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนใช้นะคะ จะบอกได้ระดับหนึ่งในเรื่องของการแพ้

4.หากใช้ เวชสำอางในกลุ่มสิว แล้วหน้าลอกเป็นขุย สิวผุดขึ้นมา แสดงว่ากำลังได้ผล กำลังเกิดการซ่อมแซมผิว

ตอบ ผิดค่ะ ส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเวชสำอาง ที่เกี่ยวกับสิว มักมีการใส่ AHA, BHA ลงไป เพื่อผลัดเซลล์ผิว และลดการอุดตัน อาการที่เกิดขึ้น เช่น ผิวลอกเป็นขุย สิวผุดขึ้น มาเป็นอาการข้างเคียงของการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นได้บ้าง (ไม่ควรเกิน 4 สัปดาห์ อาการดังกล่าวควรดีขึ้น) แต่ไม่ใช่ร่างกายเกิดการซ่อมแซมผิว แต่หากมีอาการแสบ บวม แดง ร้อน ผื่นขึ้น แบบนี้ต้องหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีและปรึกษาแพทย์ค่ะ เพราะอาจจะเกิดการแพ้

ก่อนหน้า

ตอนที่ 1 : เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 1
ตอนที่ 2 : เวชสำอาง VS เครื่องสำอาง ตอนที่ 2

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87-vs-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%873

เพิ่มเพื่อน
Share this: